ฉันคนนี้...แสนดีมากเลยใช่ไหมล่ะ
ข้อมูลเบื้องต้น
ฉันคนนี้…แสนดีมากเลยใช่ไหมล่ะ
"ใครจะคิดว่าการกลับบ้านไปร่วมงานศพของพ่อคนรัก จะทำให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้กันล่ะ"
ความคิดที่ว่า ตัวเองคือว่าที่ลูกสะใภ้บ้านนี้เต็มร้อยเปอร์เซ็นกลับถูกความจริงตบหน้าเข้าอย่างจัง คนรักของเธอ คนที่เธอคบหาด้วยตั้งแต่อายุสิบห้าสิบหก ตอนนี้เขากำลังรับลูกน้อยในห่อผ้าจากผู้หญิงอีกคน และเหมือนทุกคนจะรับรู้ว่าผู้หญิงคนนี้คือภรรยาของเขา ภรรยาของคนรักของเธอ
แล้วเวลาที่เธอเสียไปเป็นสิบปี โอกาสหลายสิ่งหลายอย่างที่เธอเลือกจะทิ้ง เพียงเพราะว่าเธอมั่นคงในตัวเขาล่ะ…ทุกอย่างสูญเปล่า เธออายุขนาดนี้แล้วจะหาผู้ชายที่ไหนมาแต่งงานด้วยได้
แต่ถ้าคิดว่าการหลอกลวงเธอให้รอสร้างครอบครัวด้วยกันแย่แล้วล่ะก็…การที่เขาพรากชีวิตของเธอไปมันแย่เสียยิ่งกว่า
และคงเพราะสวรรค์สมเพชในความโง่ของเธอ ตอนที่มั่นใจว่าตัวเองต้องตายอย่างแน่นอน เธอกลับลืมตาขึ้นมาในห้องนอนเมื่อหลายปีก่อน ห้องนอนของเธอ ก่อนที่เธอจะถูกส่งไปเรียนมหาลัยในเมืองหลวง กลับมาเป็น หลิวเหลียน ที่ยังสาวและยังสวยอีกครั้ง
กลับบ้านนอก
ขาเรียวยาวก้าวลงจากรถไฟ หญิงสาวแสนสวยที่ไม่ได้กลับมาบ้านเกินนานหลายเดือนรีบเดินเข้าไปหาครอบครัวที่กำลังรออยู่ คนที่มารอรับหญิงสาวมีเพียงพ่อแม่ของเจ้าตัวเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นคนที่นาน ๆ จะได้กลับบ้านเกิดทีก็ยังดีใจ ใบหน้าสวยยิ้มออกมาเมื่อได้พบผู้ให้กำเนิด แต่ก็อดเศร้าใจไม่ได้ที่ทั้งสองมีสภาพร่างกายที่โทรมและแก่ลงไปไม่น้อยเลย หากเทียบกับครั้งล่าสุดที่เธอกลับมาที่บ้าน
“พ่อคะ แม่คะ เป็นยังไงบ้าง สบายดีกันมั้ยคะ” ถึงจะรู้ว่าทั้งสองก็คงจะก้มหน้าก้มตาทำงานงก ๆ เหมือนเดิม แต่เธอก็เลือกจะถามไถ่ออกไป อดคิดไม่ได้ว่าตัวเองช่างเห็นแก่ตัว เอาแต่ตัวเองสบาย ได้โอกาสไปเรียนต่อไปทำงานที่เมืองหลวง แต่คนทางบ้านกลับไม่ได้สุขสบายขึ้นเลยสักนิด
“พ่อกับแม่สบายดี มาเถอะ วันนี้มีงานวันสุดท้ายแล้ว เดี๋ยวจะไปไม่ทันกำหนดการของงานเข้า” ผู้เป็นบิดาเอ่ยตอบ ท่าทางของเขาดูเกร็งและกังวลที่จะพูดกับบุตรสาวไม่น้อยเลย
แต่ถึงอย่างนั้น หลิวเหลียนก็ไม่ได้พูดอะไร เธอพยักหน้าตอบรับผู้เป็นพ่อ เหตุผลที่เธอกลับมาจากเมืองหลวง ทั้งที่ไม่ใช่วันเทศกาลประจำปี ก็เพราะบิดาของคนรักของเธอเสียชีวิตลงกะทันหัน เธอที่ได้รับข่าวด่วนจากครอบครัวก็รีบลางานมาทันที แต่เพราะไม่สามารถลากะทันหันได้ เธอจึงมาทันเพียงแค่วันสุดท้ายของงานเท่านั้น
หลิวเหลียนเดินตามพ่อกับแม่ไปขึ้นรถโดยสารเพื่อกลับเข้าหมู่บ้านของเธอ แม้ว่าจะงุนงงกับสายตาของแม่ แต่เธอก็ไม่ได้ถามออกไป อย่างไรเธอก็ไม่ได้กลับมาที่บ้านนานแล้ว ครั้งล่าสุดที่กลับมาเหมือนจะเป็นช่วงปีใหม่ หลังจากนั้นเธอก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย เพราะว่าตั้งใจทำงานเพื่อจะได้เก็บเงินสร้างเนื้อสร้างตัว และจะได้กลับมาสร้างครอบครัวกับคนรักตามที่วาดฝันไว้เสียที
แค่ต้องไปเรียนมหาลัยนานถึงสี่ปี ไหนจะต้องทำงานต่อที่เมืองหลวง เพราะได้เงินค่าตอบแทนและมีงานให้ทำมากกว่า สุดท้ายเธอก็ต้องห่างกับคนรักที่คบหากันมาตั้งแต่อายุสิบห้าอย่างช่วยไม่ได้ หากนับการตามจริง เธอคบกับเขามาสิบปี ต้องห่างจากเขาไปแล้วเกือบจะเจ็ดปี จะได้เจอกันแค่ตอนเทศกาลประจำปีเท่านั้น โชคดีที่คนรักของเธอเป็นคนที่ดีมาก เขาเองก็ตั้งใจทำงานเก็บเงินเพื่อสร้างครอบครัวร่วมกันกับเธอด้วยเช่นกัน ความฝันง่าย ๆ เลยก็คือลูก ๆ ของเธอและเขาจะต้องไม่ลำบาก เด็ก ๆ จะต้องได้รับการศึกษาทุกคน ไม่ต้องแก่งแย่งกันในบ้าน ว่าคนไหนจะได้โอกาสเรียนต่อ คนไหนจะต้องเลิกเรียนแล้วไปทำงานหาเงิน
ด้วยยุคสมัยผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากเมื่อก่อนจะเดินทางเข้าเมืองทีก็ลำบาก ตอนนี้เธอไม่ต้องรอนานอย่างเมื่อก่อน รถที่จะผ่านหน้าหมู่บ้านของเธอก็มาถึง ทั้งสามคนขึ้นรถท่ามกลางสายตาของคนรอบข้าง จะไม่ให้มองก็ไม่ได้ ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม มองอย่างไรหลิวเหลียนก็คือคนจากเมืองหลวง ชาวบ้านธรรมดาย่อมตื่นเต้นกับเมืองหลวงเป็นธรรมดา
ยิ่งหญิงสาวที่สวยงามคนนี้มาอยู่รวมกับพวกชาวบ้านอย่างพวกเขา ตัวเธอก็ยิ่งดูแปลกแยก แต่ไม่ใช่ในทางที่ไม่ดี แต่เพราะมันดีมากต่างหาก หลิวเหลียนอดไม่ได้ที่จะเขินอาย ถึงเธอจะค่อนข้างมั่นใจในตัวเอง แต่การถูกคนรอบข้างมองด้วยสายตาชื่นชมแบบนี้ก็น่าเขินอายสำหรับเธออยู่ดี
รถโดยสารเคลื่อนตัวออกไปช้า ๆ หญิงสาวมองสองข้างทางที่เต็มไปด้วยความทรงจำ เธอและคนรักเคยเดินไปเรียนหนังสือด้วยกันบนเส้นทางนี้ตลอดสามปี ก่อนจะต้องแยกย้าย เพราะเธอได้รับการสนับสนุนจากย่าให้ไปเรียนต่อมหาลัย ส่วนคนรัก เมื่อเรียนจบก็ไปสมัครเข้าทำงานในโรงงาน ด้วยที่บ้านไม่มีเงินมากพอจะส่งให้เรียนต่อมหาลัย
ไม่ใช่ว่าฐานะที่บ้านของเธอและเขาแตกต่างกัน แต่เพราะเธอโชคดีที่ย่ายื่นโอกาสให้ แม้ตอนแรกเธอจะลังเล เพราะต้องห่างจากเขานานหลายปี แต่เพื่ออนาคตที่ร่วมกันวาดฝันเอาไว้ สุดท้ายเธอก็เลือกเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเข้าเมืองหลวงเพื่อไปเรียนต่อ แล้วใช่ว่าตอนเรียนเธอจะสุขสบาย ที่บ้านสามารถจ่ายค่าเทอมและค่ากินให้เธอได้เพียงนิดหน่อยเท่านั้น ขาดเหลืออย่างอื่นเธอต้องหาเงินมาจ่ายเอง ดังนั้นว่าจะได้งานที่สบายทำอย่างตอนนี้ เธอเองก็เคยลำบากมามากเหมือนกัน แถมเมืองหลวงยังมีผู้คนมากหน้าหลายตา จากที่เคยใส่ซื่อเป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ตอนนี้เธอก็โดนเมืองหลวงกลืนกินจนกลายเป็นคนมากเล่ห์ไปแล้วเช่นกัน
ไม่นานรถก็หยุดลงทางเข้าหมู่บ้านที่แสนคุ้นเคยในความทรงจำ หลิวเหลียนถือกระเป๋าผ้าของตนเองลงมาพร้อมกับพ่อและแม่ แม้ว่าทั้งสองจะพยายามแย่งไปถือ แต่เธอไม่อยากรบกวนพ่อกับแม่ อะไรที่เธอทำได้ เธอก็ไม่อยากจะให้พ่อกับแม่ต้องลำบากเพราะเธอ
เดินเข้าในหมู่บ้านไม่นานก็เห็นหลังคาบ้านในความทรงจำ ตรงข้ามกับบ้านของเธอเป็นบ้านของคนรักที่คบกันมานานนับสิบปี ตอนนี้หน้าบ้านของเขามีคนมากหน้าหลายตา คงเพราะวันนี้เป็นวันสุดท้ายของงานไว้อาลัย ทำให้คนที่มาร่วมแสดงความเสียใจค่อนข้างมาก
หลิวเหลียนยังไม่ทันจะได้เห็นคนรักของตนเองก็ถูกแม่ดึงเข้าไปในบ้านก่อน เธอไม่ได้ขัดขืน อย่างไรเธอก็ควรกลับเข้าไปทักทายปู่และย่าก่อน ถึงทางบ้านงานจะสำคัญก็ตาม
ภายในบ้านมีเพียงปู่กับย่า และก็อารองกับอาหญิงเล็กที่นั่งอยู่โต๊ะกลางบ้าน อาหญิงเล็กเป็นสาวเทื้อ ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอะไร ทั้งที่หน้าที่การงานของเธอก็ไม่แย่เลย แต่กลับหาสามีไม่ได้ จนตอนนี้อายุก็เกือบเลขสามไปแล้ว ปู่และย่าอับอายไม่น้อยเลย แต่เรื่องนั้นเธอไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไร ถึงจะรำคาญอาหญิงเล็กบ้างเป็นบางครั้ง
ส่วนเธอเป็นลูกสาวจากบ้านใหญ่ พ่อของเธอเป็นลูกชายคนโตของบ้าน แม่เองก็เป็นสะใภ้ใหญ่ ที่ย่าให้สิทธิ์เธอเรียนต่อมหาลัยคนเดียวในบ้าน คงเพราะในอนาคตปู่และย่ายังต้องอยู่กับครอบครัวเธอ แถมย่ายังดีกับเธอมากยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า ตอนที่รู้ว่าเธอหางานดี ๆ ได้ในเมืองหลวง แม้จะรู้ว่าย่าอาจจะหวังอะไร แต่เธอก็ไม่เคยรังเกียจ ยังไงบุญคุณของย่าก็เป็นของจริง เธอได้มีวันนี้เพราะย่าจริง ๆ
“ปู่คะ ย่าคะ สวัสดีค่ะ อารอง อาสะใภ้ อาหญิงเล็ก สวัสดีค่ะ” หลิวเหลียนกล่าวสวัสดีด้วยน้ำเสียงไพเราะอย่างคุ้นชิน ปู่และย่าหลิวถึงกับยิ้มอย่างภาคภูมิใจที่หลานสาวมีกิริยาท่าทางเหมือนคนในเมืองที่แสนจะโก้เหมือนในละครที่เคยดูในโทรทัศน์บ้านหัวหน้าหมู่บ้านไม่มีผิด
“เอาล่ะ ๆ มาเหนื่อย ๆ มากินน้ำตาลต้มก่อนเร็วเข้า ย่าเตรียมไว้ให้แกแล้ว มานี่เร็ว” แม้ว่าที่บ้านจะไม่ได้ลำบากมาก เพราะสมาชิกในครอบครัวส่วนใหญ่ทำงานในโรงงาน ไม่ได้ทำงานในไร่อย่างชาวบ้านคนอื่น ๆ ทำให้อาหารการกินในบ้านไม่ได้ลำบากยากแค้นเท่าใดนัก แต่ก็ไม่ได้สามารถกินเนื้อได้ทุกมื้อเช่นกัน ไม่ต้องพูดถึงน้ำตาลต้มแสนหวานเลย น้ำตาลควรมีไว้ใส่ในอาหารเท่านั้น จะเอามาละลายน้ำกินเปล่า ๆ แบบนี้เป็นเรื่องฟุ่มเฟือยมาก
แต่การที่ย่าหลิวเอาน้ำตาลต้มมาต้อนรับหลานสาว แค่นี้ก็รู้แล้วว่าหญิงชราเอาอกเอาใจหลานสาวมากแค่ไหน สีหน้าของบ้านรองและอาหญิงเล็กที่เป็นลูกสาวของหญิงชราถึงกับใบหน้ากระตุกยิก ๆ
“ขอบคุณค่ะย่า ย่ามาแบ่งไปกินด้วยสิคะ หนูกินไม่หมดหรอกค่ะ ยังไงก็ต้องรักษาหุ่น จะกินอะไรมากเกินพอดีไม่ได้” งานของเธอจำเป็นต้องใช้หน้าตาและบุคลิกที่น่าดึงดูด ดังนั้นแม้หน้าตาจะไม่ได้สวยมาก แต่รูปร่าง ผิว ผม หรือแม้กระทั่งเล็บ เธอก็จำเป็นต้องดูแลมันอย่างดี ห้าขาดตกบกพร่องเด็ดขาด
ย่าหลิวยิ้มอย่างชื่นชม หลานสาวคนนี้หน้าเหมือนเธอมากกว่าพ่อแม่เสียอีก ยิ่งโตมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเหมือนเธอตอนสาว ๆ มาเห็นว่าหลานสาวดูแลตัวเองดีขนาดนี้ เธอก็เหมือนได้เห็นภาพสะท้อนของตัวเองในตอนสาวที่สวยสะพรั่งไปด้วย แล้วจะไม่ให้หญิงชราชอบหลานสาวอย่างหลิวเหลียนได้อย่างไร
สองย่าหลานแบ่งน้ำตาลต้มกินคนละครึ่งแก้ว ก่อนย่าหลิวจะคิดอะไรขึ้นมาได้ เธออดจะกังวลไม่ได้ หลานสาวของเธอดีขนาดนี้ ในใจลึก ๆ เธอก็โล่งใจ แต่อีกใจก็กังวลเหลือเกิน
“แม่คะ ให้หลิวเหลียนไปบ้านนู้นเถอะค่ะ นี่ก็สายมากแล้ว เดี๋ยวเธอจะไปร่วมงานไม่ทันเอา มันจะดูไม่ดีเท่าไหร่นะคะ” อาหญิงเล็ก หรือบุตรสาวคนเดียวของสองผู้เฒ่าเอ่ยขัดขึ้นมากลางวง เมื่อเห็นว่าตอนนี้ก็สายมากแล้ว อีกอย่าง เธอเบื่อที่จะเห็นมารดาของตนเองชื่นชมหลานสาว มากกว่าเธอที่เป็นลูกสาวแท้ ๆ เต็มทน
คนในบ้านชะงัก แต่สุดท้ายก็พยักหน้าเห็นด้วย ย่าหลิวให้ลูกสะใภ้พาหลิวเหลียนไปที่งานบ้านตรงข้าม เธอไม่อยากไปบ้านนั้นเลยแม้แต่น้อย ยิ่งนึกเห็นใจหลานสาวแสนเพียบพร้อมของตนที่ต้องเจอเรื่องแย่ ๆ ย่าหลิวก็ยิ่งเกลียดชังคนบ้านตรงข้ามอย่างอดไม่ได้
“ถ้าอย่างนั้นหนูขอตัวก่อนนะคะ แม่ไม่ต้องไปด้วยก็ได้นะคะ พึ่งกลับมาคงจะเหนื่อย เดี๋ยวหนูไปคนเดียวได้ค่ะ” ยิ่งเห็นหลานสาวยืนยันแบบนั้น ย่าหลิวก็ยิ่งสงสาร คนเป็นแม่เองก็น้ำตารื้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ แต่เธอไม่รู้จะบอกลูกสาวอย่างไรดี ทั้งไม่รู้ว่าจะบอกอย่างไร ทั้งไม่รู้ว่าควรบอกหรือไม่ เธอสับสนไปหมด แต่สิ่งหนึ่งที่เธอรู้ ก็คือเธอจะไม่มีวันยอมให้ลูกสาวของเธอต้องจมปลักอยู่กับเรื่องนี้
“ไม่เป็นไร มากับแม่เถอะ แม่จะพาลูกไปเอง” เมื่อรู้ว่าต้องปกป้องลูกสาวของตนเอง สะใภ้ใหญ่ของบ้านก็ฮึดขึ้นสู้ เธอจับจูงมือลูกสาวออกจากบ้าน ก่อนจะตรงไปที่บ้านตรงข้ามทันที
บ้านตรงข้ามเป็นบ้านตระกูลตง ตงฮั่น คือชื่อคนรักของหลิวเหลียน วันนี้บิดาของเขาเสียชีวิต หลิวเหลียนจึงต้องลางานกลับมาเพื่อร่วมงานไว้อาลัยครั้งสุดท้ายด้วย
ตอนที่เห็นสองแม่ลูกบ้านหลิวเดินออกมาจากรั้วบ้าน แม่เฒ่าตงก็เดินออกมาต้อนรับทั้งสองคนอย่างดี ออกจะดีมากเลยด้วยซ้ำ หลิวเหลียนไม่แน่ใจว่าทำไมถึงได้รับการปฏิบัติจากแม่เฒ่าตงดีมากขนาดนี้ ทั้งที่เมื่อก่อนก็ไม่ได้แย่ แต่มันก็ไม่ขนาดนี้ จนเมื่อหูไม่รักดีของเธอมันไปรับเอาบางสิ่งบางอย่างเข้ามาในหัว
ผลตอบแทนของความซื่อสัตย์
หูไม่รักดีของเธอมันไปรับเอาคำพูดบางคำเข้ามาในหู เมื่อหูได้ยิน สายตาของเธอมันก็อยากจะหันไปมองให้เห็นเต็ม ๆ ตา ดังนั้นร่างกายของเธอจึงรั้งแม่เฒ่าตงเอาไว้ ก่อนจะหันหลังกลับไปมองชายหนุ่มที่เธอปักใจรักมาตั้งแต่เข้าสู่วัยแตกเนื้อสาว เขาเองก็กำลังจะเดินเข้ามาหาเธอ แต่กลับถูกใครบางคนรั้งเอาไว้
“พี่ตงฮั่น อุ้มลูกไว้ให้ฉันก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันจะไปช่วยรับแขกทางนู้นก่อน เหมือนทางนั้นจะยุ่งมากเลยค่ะ ฮึ้บ” หูไม่รักดีของเธอมันรับเอาคำพูดแสนหวานเข้ามาในหัว และปฏิกิริยาของเธอก็เร็วมาก มันมากพอจะทันเห็นภาพที่หนึ่งชายหญิงกำลังยืนใกล้ชิดกัน คนตัวเล็กกว่าอุ้มลูกไว้ ก่อนจะส่งให้ผู้ชายที่ตัวใหญ่กว่าช่วยอุ้มเด็กตัวน้อยเอาไว้ในอ้อมแขน
“ตงฮั่นนี่ใช้ได้เลยจริง ๆ ดูสิ ตอนเขาอุ้มลูกช่างดูอบอุ่นเสียจริง เสียดายที่มีลูกมีเมียแล้ว ไม่อย่างนั้นฉันคงจะแนะนำให้หลานสาวในบ้านสักคน” ไม่รู้ว่านี่คือเสียงของใคร หลิวเหลียนรู้เพียงว่าหูของเธอมันอื้ออึงไปด้วยเสียงลมที่กำลังหวีดหวิว
ตาของเธอเหมือนจะมองเห็นภาพเบลอ หูก็อื้อจนไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกเลย ในหัวของเธอคิดเพียงแต่ว่า ใช่หรอ มันใช่อย่างที่เธอเห็นและได้ยินจริง ๆ หรอ มันจะเป็นไปได้ยังไง ก็ในเมื่อ…เธอและเขาสัญญากันว่าจะสร้างครอบครัวด้วยกัน
กว่าจะรู้ตัว ก็ตอนที่มืออุ่นของมารดากอบกุมมือของเธอเอาไว้ เมื่อรู้สึกตัว เธอจึงมองไปรอบ ๆ ตัว โดยที่เธอไม่ต้องถามเอาคำตอบก็เข้าใจได้เป็นอย่างดี สายตาของชาวบ้านในหมู่บ้านที่เธอรู้จักและคุ้นหน้าคุ้นตาดี พวกเขากำลังมองมาที่เธอด้วยความสงสารและเห็นใจ บางคนก็มองมาด้วยความสมเพชและสะใจ
มือที่ถูกแม่เฒ่าหลิวกอบกุมเอาไว้ถูกเธอดึงกลับมาอย่างนึกรังเกียจ หญิงชราคนนี้ก็รู้เรื่องที่เกิดขึ้น แต่กลัวทำตัวปกติ ต้องการอะไรจากเธอกันแน่ เมื่อเหลือบไปมองหญิงสาวที่พึ่งส่งลูกน้อยให้แก่คนรักของเธอช่วยอุ้ม เธอก็ยิ่งมั่นใจ ว่าเธอคนนี้ไม่ใช่ญาติหรือคนรู้จักในบ้านนี้อย่างแน่นอน เพราะถ้าเป็นแค่ญาติ คงไม่ช่วยแม่ของตงฮั่นต้อนรับแขก ทั้งที่มันควรจะเป็นตำแหน่งของลูกสะใภ้ของบ้านที่ทำ
หัวใจของเธอแตกสลายเข้าไปใหญ่ เมื่อมองภาพของคนรักที่อุ้มเด็กตัวน้อยเอาไว้ในอกอย่างทะนุถนอม เธอไม่ได้โวยวายหรือร้องไห้ฟูมฟาย แต่เธอเลือกจะยืดหลังตรง ก่อนจะเดินออกจากงานไปโดยไม่ร่ำลาหรือทักทายใครเลยแม้แต่คนเดียว จะบอกว่าเธอทำใจได้ก็คงไม่ใช่ เธอไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อมากกว่า
น่าเสียดายที่เธอได้นิสัยรักหน้าตาของตัวเองมาจากเมืองหลวง ดังนั้นเธอจะไม่มีทางร้องไห้ให้ใครเห็น และจะไม่แสดงท่าทางอ่อนแอหรือแตกสลายออกไปให้ใครเห็นเด็ดขาด แม้ว่ามือของเธอจะสั่นจนแทบจะคุมมันไว้ไม่อยู่เลยก็ตาม
“หลิวเหลียน…ฉัน ขอโทษ” คงจะมีเพียงคำพูดเดียวที่ตงฮั่นจะพูดออกไปได้ ในเมื่อทุกอย่างที่เกิดขึ้น เขาทำมันลงไปจริง ๆ ทั้งยังไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ ที่จะแก้ตัวกับเธออีกต่างหาก
หลิวเหลียนไม่หยุดฟังนาน แค่คำว่าขอโทษจากเขา มันก็ยืนยันทุกอย่างที่เธอเห็นในวันนี้แล้ว ในขณะที่เธอต้องทำงานเพื่อเก็บเงินอย่างหนัก รอว่าจะได้สร้างครอบครัวกับเขา แต่เขากลับเลือกที่จะนอกใจเธอและไปสร้างครอบครัวกับผู้หญิงคนอื่น ทรยศความรักและความพยายามนับสิบปีของเธอ
ภาพลักษณ์ของหลิวเหลียนในวันนี้คือคนที่เข้มแข็ง แม้ว่าจะมารู้ว่าคนรักไปมีภรรยาและลูกลับหลังตน แต่เธอก็ยังสามารถเดินกลับออกไปด้วยใบหน้าที่เชิดขึ้นฟ้า และหลังที่ตรงแน่ว
หลิวเหลียนเก็บตัวเงียบในห้องนอนส่วนตัวของตนเอง วันนั้นทั้งวันไม่มีใครเข้ามากวนเธอเลยสักคน จะมีก็แต่แม่ที่มาเคาะห้องเอาข้าวมาให้เธอกินในตอนเย็นเท่านั้น แน่นอนว่าเธอกินอะไรแทบจะไม่ลง แต่เพราะไม่ลืมว่าต้องใช้รูปร่างหน้าตาทำมาหากิน เธอจึงฝืนกินข้าวที่ไม่รู้สึกถึงรสชาติลงท้องไปจนหมด
เสียงดังจากบ้านฝั่งตรงข้ามเงียบลงตั้งแต่เย็น แต่ที่น่าสมเพชยิ่งกว่า คือเธอรอ ใจของเธอมันรอ รอว่าคนรักจะมาเคาะหน้าต่างห้องเหมือนเมื่อก่อน หวังว่าเขาจะมาอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นให้เธอฟัง อธิบายว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ มันผิดพลาด…แต่เขาไม่มา ไม่มีเสียงเรียก หรืออะไรจากผู้ชายที่เธอรักมาเกือบครึ่งชีวิตของเธอเลย ทั้งที่เธอรอเขามาอธิบายทั้งคืน
ความเสียใจของเธอมันอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ถูก มันเหมือนว่าเธอจะงงมากกว่า เธออยากรู้ว่าเรื่องมันเป็นมายังไง มันเริ่มตั้งแต่ตอนไหน ก็ไหนเธอพึ่งจะกลับมาบ้านเมื่อไม่กี่เดือนก่อนไม่ใช่หรือ เขาก็ยังทำตัวปกติอยู่เลย แล้วเขาจะไปมีเมียกับมีลูกที่อายุหลานเดือนแล้วแบบนั้นได้ยังไง เธอไม่เข้าใจเลยสักนิด
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“พี่คะ ฉันเองนะคะ ฉันขอเข้าไปหน่อยได้หรือเปล่า” เสียงดังจากหน้าประตูดังแว่วเข้ามา หลิวเหลียนยังไม่พร้อมจะเจอใคร แต่ในใจก็แอบลังเล เพราะคิดว่าลูกพี่ลูกน้องคนนี้จะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจเปิดประตูให้คนด้านนอกเข้ามาในห้อง
“มีอะไรหรือเปล่าลี่อิน” หลิวลี่อิน ลูกสาวบ้านรอง ลูกพี่ลูกน้องผู้หญิงคนเดียวในบ้านของเธอ ลี่อินอายุน้อยกว่าเธอเพียงแค่หนึ่งปีเท่านั้น แต่เธอก็มองลี่อินว่าเป็นน้องมาโดยตลอด
“ฉันเห็นพี่ไม่ยอมออกไปกินข้าวน่ะค่ะ คนในบ้านเป็นห่วงพี่มาก ทุกคนกังวลกันหมดจนไม่เป็นอันทำอะไรเลย” น้ำเสียงเป็นห่วงของลี่อินทำให้หลิวเหลียนรู้สึกผิด เธอไม่เอะใจเลยสักนิด ว่าคำพูดของอีกคนมันไม่ใช่คำที่ควรพูดกับคนที่เจอเรื่องน่าตกใจมาหมาด ๆ นอกจากจะไม่คิดเล็กคิดน้อยแบบนั้นแล้ว หลิวเหลียนยังรู้สึกผิด ที่เป็นต้นเหตุให้คนในบ้านเป็นกังวลอีกต่างหาก เธอได้แต่กล่าวขอโทษขอโพยลูกพี่ลูกน้องไป
“ฉันขอโทษนะ แต่ฉันไม่พร้อมจะออกไปเจอใครน่ะ เธอมีเรื่องอะไรถึงได้มาหาฉันถึงที่ห้องล่ะ” แม้ว่าอยากจะเอ่ยปากถามเรื่องที่เกิดขึ้น แต่เพราะคำพูดแรกของลี่อิน ทำให้หลิวเหลียนเลือกที่จะยังไม่ถามออกไป
“ฉันแค่จะเข้ามาชวนพี่ออกไปข้างนอกน่ะ อยู่แต่ในห้อง ย่าเป็นห่วงพี่มาก ฉันรู้ว่าพี่เจออะไรมาบ้าง แต่พี่ก็ควรตัดใจเสีย อย่างไรชีวิตของพี่ก็ต้องอยู่แต่ในเมืองหลวงไม่ใช่หรือ พี่จะกลับมาอยู่กับพี่ตงฮั่นที่บ้านนอกแบบนี้ได้ยังไงกันล่ะ ดีแล้วที่เรื่องมันเป็นแบบนี้ พี่จะได้ไปเจอคนที่ดีกว่า” คิ้วเรียวที่ถูกตัดแต่งเป็นทรงอย่างเดียวขมวดเข้าหากันอย่างลืมตัว ดีแล้วอย่างนั้นหรอ จะดีได้อย่างไร คนรักของเธอ เธอคบกับเขามาสิบปี เสียเวลาไปมากขนาดนี้ เพื่อที่จะมาแยกกันงั้นหรือ
อายุยี่สิบห้ามันไม่ได้มาก แต่มันก็ไม่ใช่วัยที่จะหาผู้ชายได้ง่าย ๆ แล้ว เธอเรียนจบตอนยี่สิบสอง ทำงานต่ออีกสองปีนิด ๆ ก็อายุเกินวัยที่จะมองหาชายหนุ่มดี ๆ มาแต่งด้วยได้แล้ว มาตอนนี้เธอจะทำอย่างไร คนที่จะยอมแต่งหญิงสาวที่อายุเยอะแบบเธอก็คงมีแต่พ่อม่ายลูกติดเท่านั้นแหละ แม้แต่ลี่อินก็ยังแต่งงานตั้งแต่อายุยี่สิบยี่สิบเอ็ดเลย
แต่นี่เธออายุยี่สิบห้า ตงฮั่นมาทิ้งเธอตอนนี้ มันไม่ทำร้ายเธอเกินไปหรอ แค่ทิ้งเธอ เธอก็เสียใจมากพอแล้ว แต่นี่ยังทิ้งตอนที่เธออายุเกินวัยแต่งงานมาแล้ว คิดว่าจะให้เธอทำอย่างไรต่อไปในชีวิตดีล่ะ
“ฉันไม่ไปหรอก ถ้าอยากจะไปก็ไปคนเดียว ออกไปได้แล้ว ฉันจะพักผ่อน” เพราะคำพูดไม่ถูกหู อารมณ์ของหลิวเหลียนจึงหงุดหงิดขึ้นเพียงชั่ววินาที ทำเอาลี่อินงุนงงไปหมด แต่เธอก็ยอมถอยออกไปจากห้องแต่โดยดี
หลังจากทั้งห้องเหลือเพียงเธอคนเดียว เธอก็เริ่มร้องไห้ มันเป็นความรู้สึกที่เสียใจ เสียดาย เธอเสียอะไรไปหลายอย่างมากจริง ๆ ยิ่งคิดถึงอนาคตต่อจากนี้ของตัวเธอเอง เธอคงจะกลายเป็นสาวเทื้อเหมือนอาหญิง เธอทำใจไม่ได้จริง ๆ
อารมณ์ของหลิวเหลียนสับสนปนเปไปหมด เธออึดอัดแต่กลับไม่มีน้ำตาสักหยดไหลออกจากดวงตาเลยตั้งแต่เกิดเรื่อง สุดท้ายหลิวเหลียนก็ตัดสินใจเปิดหน้าต่างเพื่อรับลมให้เข้ามาในห้อง แต่ภาพที่เธอเห็นก็คือ ลูกพี่ลูกน้องที่พึ่งเข้ามาหาเธอเมื่อสักครู่ ตอนนี้กำลังเดินเคียงคู่ไปกับผู้หญิงที่ตงฮั่นนอกใจเธอไปหา ท่าทางของทั้งสองคนเหมือนจะสนิทสนมกันมาก มากจนเธอสับสนว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่
หลิวเหลียนรีบเปิดประตูห้องออกไปเพื่อถามเอาความจริงจากคนในบ้าน ก่อนที่เธอจะโดนความจริงตีแสกหน้าอีกครั้งอย่างจัง ครั้งนี้ตัวของเธอชาไปทั้งตัว ขาอ่อนแรงจนไม่สามารถประคองร่างกายให้ยืนตัวตรงได้อีกต่อไป
ผู้หญิงคนนั้น คนที่เป็นภรรยาของตงฮั่น เธอคือเพื่อนสนิทของหลิวลี่อิน ลูกพี่ลูกน้องของเธอเอง เธอคนนั้นมีชื่อว่าซูเจิน เป็นสหายสนิทของลี่อิน สองคนนั้นน่าจะได้รู้จักกันผ่านหลิวลี่อิน หรือไม่ก็รู้จักกันในที่ทำงาน เพราะทั้งตงฮั่นและซูเจินเป็นพนักงานในโรงงานด้วยกันทั้งคู่ แต่เหมือนจะเป็นคนละโรงงาน ซูเจินเหมือนจะทำที่โรงงานทอผ้า ที่เดียวกับลี่อิน ส่วนตงฮั่นทำที่โรงงานผลิตยาง ถึงจะคนละโรงงาน แต่โรงงานก็ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กัน
ทั้งสองคนเหมือนจะรู้จักกันมาหลายปีมากแล้ว น่าจะตั้งแต่ตงฮั่นเรียนจบมัธยมปลาย ส่วนเธอก็ไปเรียนต่อมหาลัย ไม่มีใครรู้ว่าสองคนนั้นไปทำอะไรอีท่าไหน แต่อยู่ ๆ เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ตงฮั่นก็พาซูเจินเข้ามาที่บ้าน ก่อนจะมีงานแต่งขึ้นในวันต่อมา ทำเอาคนบ้านหลิวงงเป็นไก่ตาแตก พอไปถามหาคำอธิบาย ทางนั้นก็ให้คำอธิบายอะไรไม่ได้
ก่อนที่ไม่กี่เดือนต่อมา ภรรยาของตงฮั่นก็คลอดลูก เรื่องมันเกิดขึ้นหลังจากเธอกลับไปได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าบ้านตงรู้เรื่องมาก่อนหรือเปล่า เพราะบ้านหลิวก็ไม่ได้รับคำอธิบายใด ๆ กลับมาเลยเช่นกัน
“หมายความว่า ทั้งสองคนอาจจะแอบคบกัน มานานหลายปีแล้ว…หรอคะ” เธอไม่ใช่คนโง่ อย่างน้อยเธอก็เรียนจนจบปริญญาในมหาลัยที่มีชื่อเสียง ถึงจะไม่ใช่อันดับหนึ่ง แต่ก็มีชื่อเสียงในประเทศเช่นกัน มันจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าอยู่ ๆ คนเราจะไปพลาดมีอะไรกันจนท้องและต้องรับผิดชอบ อย่างน้อยก่อนจะได้กัน พวกเขาก็ต้องเคยจีบกันมาก่อนแล้ว
หมายความว่าเธอถูกหลอกมาตลอดหลายปีอย่างนั้นหรอ แล้วลี่อิน ยัยนั่นไม่ใช่ว่าควรจะเข้าข้างเธอที่มีศักดิ์เป็นพี่สาวหรอกหรอ อย่างน้อยก็ไม่ควรไปสนิทสนมกับคนที่แย่งคนรักของคนในครอบครัวตัวเองหรือเปล่า
เรื่องที่ลี่อินน่าจะรู้เห็นกับการหักหลังตนเองนั้นทำให้หลิวเหลียนเดือดดาลขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ คนนอกทำร้ายเธอ เธอยังพอทำใจได้ แต่คนในครอบครัว คนที่เธอมองว่าเป็นคนในครอบครัว คนคนนั้นกล้าที่จะทำร้ายคนในครอบครัวของตัวเอง เธอรับไม่ได้จริง ๆ
วันนี้บ้านรองไม่มีใครอยู่ ทุกคนออกไปทำงานกันหมด ทำให้ไม่มีใครในบ้านรองมารับหน้าหรือแก้ต่างให้ลี่อินแม้แต่คนเดียว เจ้าตัวก็เดินดี๊ด๊าไปกับสหายรักออกไปไหนแล้วก็ไม่รู้
“เรื่องลี่อิน หนูอยากรู้ว่าเธอจงใจปิดบังหรือเปล่า เมื่อกี้ก่อนเธอจะออกไป เธอเข้ามาพูดกับหนูในห้อง ว่าดีแล้วที่ตงฮั่นมีคนอื่น หนูจะไปใช้ชีวิตในเมืองหลวงได้อย่างสบายใจ”
“ลี่อินเข้าไปพูดแบบนั้นหรอ” ย่าหลิวถามกลับทันควัน เธอจ้องมองหลานสาวอย่างคาดคั้น หากว่าลี่อินทำอย่างนั้นจริง ๆ เธอก็ยิ่งมั่นใจ ว่าเด็กคนนั้นจะต้องรับรู้เรื่องที่จะเกิดขึ้นกับพี่สาวมาก่อนแล้ว แต่กลับไม่คิดเอ่ยเตือนคนกันเอง นี่มันไม่ใจร้ายกับคนในครอบครัวเดียวกันเกินไปหรอกหรือ เด็กคนนั้นคิดอะไรอยู่กันแน่
คนตรงๆ
คนทั้งบ้านหลิวรอให้ลี่อินกลับมาจากข้างนอกเพื่อจะถามเอาความจริงจากปากเด็กสาว หัวใจของหลิวเหลียนยิ่งเต้นระรัว เธอเองก็อยากจะรู้ ว่าลี่อินสมรู้ร่วมคิดด้วยจริงหรือเปล่า เด็กคนนี้ แม้จะไม่ใช่พี่น้องในสายเลือดพ่อแม่เดียวกัน แต่เธอก็มองว่าลี่อินเป็นคนในครอบครัวมาตลอด บ้านรองไม่เคยผิดใจกับบ้านเธอ แถมยังไม่มีเรื่องอย่างสะใภ้ไม่ถูกกันเหมือนบ้านอื่น ๆ อีกด้วย เธอเลยไม่แน่ใจ ว่าอะไรที่ทำให้ลี่อินเลือกที่จะทำร้ายเธอ
ใจจริงหลิวเหลียนอยากจะเดินไปบ้านตรงข้าม แล้วถามเอาความจริงจากปากตงฮั่นให้รู้แล้วรู้รอด อยากรู้ว่าทำไมถึงโกหกกัน ทำไมถึงได้ทำร้ายเธอได้ถึงขนาดนี้ หากว่าเขาบอกเลิกกับเธอดี ๆ เธอคงจะเริ่มมองหาผู้ชายคนใหม่ และสร้างชีวิตครอบครัวไปกับใครสักคนแล้ว
กว่าลี่อินจะกลับมาก็เย็นแล้ว เธอกลับมาพร้อมพ่อกับแม่ของเธอ อารองและป้าสะใภ้รองมีท่าทางแปลกใจที่เห็นสมาชิกภายในบ้านนั่งรวมตัวกันอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา แถมแต่ละคนยังทำท่าทางจริงจัง จนทั้งสามคนอดแปลกใจไม่ได้ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ในหัวของแม่ลูกบ้านรองคิดได้แต่เรื่องเดียว นั่นก็คือเรื่องตงฮั่นและซูเจิน
หลิวเหลียนมองอารองที่ดูจะไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรทักทายคนในบ้าน ก่อนจะเดินเข้าไปล้างเนื้อล้างตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังกลับจากทำงาน ต่างจากอาสะใภ้รองและลี่อินที่ทำท่าถอนหายใจราวกับเหนื่อยหน่าย ทั้งที่ยังไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไรออกไปแม้แต่ครึ่งคำ
ลี่อินพอจะเดาได้ว่าเรื่องอะไร เธอคิดว่าวันนี้ลูกพี่ลูกน้องสาวของเธอจะต้องเห็นแน่ ๆ ว่าเธอและซูเจินมีความสัมพันธ์ที่ดีกันแค่ไหน แต่เธอไม่คิดว่านี่มันคือเรื่องที่ผิดอะไร เรื่องที่ซูเจินและพี่ตงฮั่นรักกันมันก็เป็นเรื่องของพวกเขา เกี่ยวอะไรกับเธอ เธอไม่ได้เข้าไปยุให้ทั้งสองชอบพอกันเสียหน่อย
“ลี่อิน อาเหลียนบอกว่าแกพูดว่าที่ตงฮั่นนอกใจไปมีคนอื่นเป็นเรื่องที่ดี แกพูดอย่างนั้นจริงหรือเปล่า” ลี่อินมีสีหน้าผิดคาด เธอคิดว่าที่ทุกคนมานั่งหน้าเครียดกันอยู่แบบนี้ เป็นเพราะพี่หลิวเหลียนไม่พอใจเธอกับสหายเสียมากกว่า
“ลูกพูดอย่างนั้นหรอ” ลูกชายคนรองของบ้านเอ่ยขึ้น เขาหันไปมองลูกสาวอย่างไม่อยากจะเชื่อหู สิ่งที่แม่ของเขาพูดออกมา ถ้าเกิดลี่อินพูดกับหลิวเหลียนแบบนั้นจริงล่ะก็ ลูกสาวของเขาคงจะอยู่ยากแล้ว เขาอุตส่าห์ทำตัวสงบเสงี่ยมที่เธอกลับมาที่บ้านบ่อย ๆ ทั้งที่ตนเองก็แต่งงานออกไปแล้ว
“แล้วมันไม่จริงตรงไหนคะ ทุกคนก็รู้ว่าหนูเป็นคนตรง ๆ และจริงใจแค่ไหน ถามจริง ๆ เถอะนะคะ พี่ตงฮั่นจะไปสู้หนุ่ม ๆ ในเมืองหลวงได้ยังไง ถึงหน้าที่การงานของเขาจะดี แต่ก็ไม่มีโอกาสเติบโตจนจะย้ายไปอยู่กับพี่ที่เมืองหลวง หรือพี่จะออกจากงานดี ๆ มาอยู่ที่นี่ มันเป็นไปได้ยากไม่ใช่หรอคะ ที่ฉันพูดมันผิดตรงไหน” เธอเป็นคนตรง ๆ พูดอะไรก็พูดออกไปตรง ๆ แถมที่เธอพูดก็ไม่ได้ผิด
“แกพูดจริง ๆ สินะ” เสียงของย่าหลิวดูขุ่นเคืองเป็นอย่างมาก เธอไม่ใช่หญิงชราใจร้าย ไม่ได้เป็นย่าที่รังแกหลานสาวคนหนึ่งแล้วรักอีกคนมากกว่า ขนาดว่าหลานสาวคนรองของบ้านแต่งงานออกไปแล้ว แต่มักจะกลับมากินข้าวมานอนที่บ้านเดิม เธอก็ไม่เคยว่าหรือเอ่ยตำหนิแม้แต่คำเดียว แต่การที่ลี่อินพูดจาทำร้ายจิตใจคนในบ้านแบบนี้ เธอไม่คิดว่ามันคือการพูดตรง ๆ อย่างที่เจ้าตัวมักจะอ้าง
หญิงชรามองหลานสาวอย่างลี่อิน เด็กคนนี้เป็นคนกล้าพูดกล้าทำ ชอบที่จะจัดแจงเรื่องราวต่าง ๆ เป็นหลานสาวที่นิสัยต่างจากหลานสาวคนโตมาก เมื่อก่อนเธอก็มองว่านิสัยแบบนี้ของลี่อินมันก็ดี โตไปจะได้ไม่มีใครทำร้ายหรือเอาเปรียบได้ แต่ไม่คิดเลย ว่าลี่อินจะคิดน้อยแบบนี้
สำหรับหลิวเหลียน เธอฟังสิ่งที่ลี่อินพูดแล้วก็คิดตาม มันก็จริง ตัวเธอก็เห็นแก่ตัวมากจนเกินจะทิ้งงานและทิ้งชีวิตที่มีโอกาสก้าวหน้ากลับมาที่บ้านเกิดไม่ได้ ส่วนตงฮั่น เขาจะไปอยู่เมืองหลวงได้อย่างไร ในเมื่อการย้ายไปอยู่ที่นั่นต้องใช้เงินและความสามารถที่สูงลิ่ว แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ลี่อินจะยื่นมือเข้ามาสอดไม่ใช่หรือ
“งั้นฉันขอถาม เธอกับผู้หญิงคนนั้น ซูเจินสินะ เธอกับซูเจิน เป็นสหายกันหรือเปล่า และเธอรู้เรื่องที่สองคนนั้นมีใจให้กันมาก่อนที่จะเปิดตัวนานแค่ไหน” เธออยากได้ยินคำยืนยันจากลี่อินมากกว่า แม้จะฟังเรื่องเล่ามาคร่าว ๆ แล้ว แต่เธอก็อยากจะยืนยัน อยากยืนยัน ว่าที่ผ่านมาเธอมันโง่แค่ไหน
“ฉันกับซูเจินหรอ…ก็หลายปีมากแล้วนะ ฉันรู้จักกับซูเจินที่โรงงาน รู้จักกันตั้งแต่เข้าไปทำงานเลย ส่วนเรื่องพี่ตงฮั่น สองคนนั้นเจอกันบ่อย ๆ เพราะพี่ตงฮั่นมาถามข่าวคราวของพี่จากฉันนั่นแหละ นาน ๆ พี่จะกลับบ้านที พี่ตงฮั่นก็น่าสงสารไม่ใช่หรอ พอพวกเขาเริ่มมีท่าทีแปลก ๆ ฉันก็เลยไม่ได้พูดอะไร พี่ก็ต้องเข้าใจพี่ตงฮั่นนะ เพราะพี่เองที่ไม่สามารถมาดูแลเอาใจพี่เขาได้อย่างที่คนรักกันควรจะทำน่ะ…” ลี่อินเอ่ยปากเล่าสิ่งที่ตนเองรับรู้ออกมาอย่างไม่กระดากอาย เธอพูดออกมาโดยที่ไม่รู้สึกรู้สาเลยสักนิด ว่าเรื่องที่พูดนี้มันทำร้ายจิตใจของคนในครอบครัวมากแค่ไหน
จะมีก็แต่อาสะใภ้รองที่สะกิดลูกสาวอย่างลี่อินให้หยุด เพราะบรรยากาศในโต๊ะเริ่มจะไม่น่าอภิรมย์แล้ว ใบหน้าของคนในโต๊ะมืดคล้ำ ยิ่งเห็นสีหน้าที่ไม่ละอายใจกับสิ่งที่พูดออกมาของลี่อินมากเท่าไหร่ ความเดือดดาลก็ทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น แม้แต่หลิวเหลียนที่ปกติจะดีกับคนในครอบครัวเสมอก็ยังอารมณ์ฉุนเฉียวขึ้นมาอย่างอดช่วยไม่ได้
“งั้นหมายความว่าเธอเองสินะที่เป็นแม่ชักแม่สื่อให้ตงฮั่นและซูเจินลักลอบได้เสียกันในระหว่างที่เขายังเป็นคนรักกับฉัน” หลิวเหลียนถามออกไปยาวเหยียดโดยไม่เว้นช่องไฟให้ตนเองหายใจเลยสักนิด
“อื้ม จะว่าอย่างนั้นก็ใช่ ก็แ- กรี้ดดดดดดด” น้ำแกงร้อน ๆ สาดเข้าที่ใบหน้าระรื่นของหลิวลี่อินจนทุกคนบนโต๊ะอาหารตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น หลิวเหลียนไม่เคยลงมือทำสิ่งที่ป่าเถื่อนแบบนี้ต่อหน้าคนในครอบครัวมาก่อน
โต๊ะอาหารที่มักจะสงบสุขแตกฮือราวกับผึ้งแตกรัง บ้านรองเข้าไปช่วยประคองลูกสาวเอาไว้ ก่อนจะตวัดสายตาดุร้ายมามองใส่หลานสาวคนโตของบ้านอย่างโกรธเคือง
“แค่เรื่องผู้ชาย เธอถึงกับลงมือกับน้องเลยหรือหลิวเหลียน!” อาสะใภ้รองร้องออกมาอย่างโมโห เด็กนี่กล้าดีอย่างไรมาลงมือกับลูกสาวของเธอ แล้วที่ลี่อินพูดมันไม่ถูกตรงไหน ที่เป็นแบบนี้เพราะรับความจริงไม่ได้เสียมากกว่า
“เธอเงียบปากไปเลยนะสะใภ้รอง! ลูกสาวของเธอน่ะมันคนทรยศ เป็นพวกน่ารังเกียจ รู้เรื่องทั้งหมดทุกอย่างแต่กลับไม่ยอมพูดตั้งแต่เนิ่น ๆ คิดว่าที่โพล่งออกมามันดูดีมากหรือไง” ครั้งนี้สะใภ้ใหญ่ของบ้านเปิดปากแทนบุตรสาวที่ดูท่าจะโมโหยิ่งกว่าเธอหลายเท่า ถ้าไม่กลัวบุตรสาวจะดูไม่ดี เธอคงจะไม่ออกหน้ามาด่ากับสะใภ้รองแทนหลิวเหลียนแน่
“พอได้แล้ว!” เสียงตวาดจากปู่หลิวที่นั่งฟังเงียบ ๆ มาโดยตลอด เขามองไปยังหลานสาวคนโตอย่างสงสาร ก่อนจะมองที่หลานสาวคนรองอย่างตำหนิ
“พ่อครับ แต่หลิวเหลียนก็ลงมือกับน้องสาวก่อน แบบนี้ไม-”
“ฉันบอกให้หุบปากไง! แกดูแลลูกสาวของแกยังไง ทำไมปล่อยให้เธอมีนิสัยสันดานต่างจากคนในตระกูลขนาดนี้ห้ะ! คิดว่าที่พ่นออกมาจากปากนั่นมันเรื่องที่ดีงั้นหรือ เรื่องไหนดีเรื่องไหนชั่วยังแยกไม่ออก ในเมื่อแกเห็นคนนอกดีกว่าพวกเราที่เป็นสายเลือดเดียวกับแก อย่างนั้นหลังจากนี้แกก็ไม่ต้องเสนอหน้ากลับมาที่บ้านหลังนี้อีก ไป!”
ลี่อินนอกจากจะแสบตาเพราะหลับตาหลบน้ำแกงไม่ทันแล้ว เธอยังถูกรุมต่อว่า ทั้ง ๆ ที่เธอไม่ได้ผิดอะไรเลยด้วยซ้ำ แค่เธอไม่ได้บอกเท่านั้นเองว่าสองคนนั้นมีใจให้กัน
หลิวเหลียนถูกบิดารั้งตัวเอาไว้จนไม่ได้ทำอะไรเลยสักอย่าง เธอรู้สึกอึดอัดใจจนเหมือนจะหายใจไม่ออก หัวใจก็เต้นผิดจังหวะ ถ้าถามว่าแค่รู้ความจริงต้องเป็นขนาดนี้เลยหรอ คงต้องบอกว่าความจริงที่ว่านี้มันทำร้ายจิตใจเธออย่างมาก มากจนเธอรู้สึกเกลียดชังเด็กที่โตมาด้วยกันกับตนเองขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
วันนั้นจบลงด้วยการที่หลิวเหลียนถูกพ่อลากกับเข้าไปในห้อง ส่วนด้านนอกก็เสียงดังต่ออีกนิดหน่อย ก่อนทุกอย่างจะเงียบลง เห็นแม่บอกว่าบ้านรองไม่พอใจที่ปู่กับย่าไล่ลูกสาวของตัวเองออกจากบ้านเหมือนหมูเหมือนหมา พวกเขาจึงได้มีปากเสียง ว่าถ้าไล่ลี่อิน พวกเขาก็จะขอแยกบ้าน แน่นอนว่าปู่หลิวที่เหลืออดกับความหน้าไม่อายนี้ตอบตกลงทันที บ้านรองมีลูกชายที่เป็นแรงงานอีกหนึ่งคน รวมกับสองผัวเมียก็เป็นสามแรง เงินที่หาเข้าบ้านได้ก็ไม่น้อย
ออกจะเยอะกว่าบ้านใหญ่ของลูกชายคนโตที่มีเพียงหลิวเหลียนเป็นลูกสาวคนเดียวเท่านั้น เดิมทั้งสองบ้านก็มีแรงงานเท่ากัน แต่เพราะลูกชายคนโตของบ้านใหญ่พลาดพลั้งในศัตรูในสนามรบ ทำให้เขาไม่อาจรักษาชีวิตเอาไว้ได้ จนบ้านใหญ่จึงเหลือเพียงสองแรง แต่โชคดีที่การตายของลูกชายคนโตทำให้ได้รับเงินชดเชยจำนวนมหาศาล ทั้งสองผัวเมียจึงไม่ได้ลำบากมากนัก แถมยังมีเงินจากลูกสาวอย่างหลิวเหลียนส่งกลับมาให้ในแต่ละเดือดอีก การที่บ้านใหญ่ขาดลูกชายคนโตจึงไม่ได้มีปัญหาอะไรมากไปกว่าความเสียใจ