โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มช.เดินตามรอย SDGs ชูโรงเรียนแพทย์ในดวงใจเพื่อชุมชน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 ก.พ. 2565 เวลา 05.42 น. • เผยแพร่ 14 ก.พ. 2565 เวลา 08.41 น.

เป็นที่ทราบว่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถือเป็นหนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาที่มีการเรียนการสอนด้านการแพทย์ และวิทยาศาสตร์ ที่ได้รับการยอมรับในอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย จนมีการจัดอันดับและผ่านการประเมินจากองค์กรภายนอก เช่น รางวัลการบริหารสู่ความเป็นเลิศ (Thailand Quality Class-TQC) ตามเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ, รางวัลเครือข่ายโรงพยาบาลคุณธรรม ดีเด่น อีกทั้งยังผ่านการรับรองคุณภาพขั้นก้าวหน้า หรือ Advanced Hospital Accreditation (Advanced HA) และอื่น ๆ

มุ่งสู่ ร.ร.แพทย์ในดวงใจ

“ศ.(เชี่ยวชาญพิเศษ) นพ.บรรณกิจ โลจนาภิวัฒน์” คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า คณะแพทยศาสตร์ มช. มีพันธกิจหลักสำคัญ 3 ด้าน คือ 1.การผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ 2.การสร้างสรรค์ผลงานวิจัย ชี้นำสังคม และ 3.การให้บริการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐาน จนปัจจุบันมีการเตรียมความพร้อม และพัฒนาสู่การเป็น “โรงเรียนแพทย์ในดวงใจ” ซึ่งยังคงมุ่งพัฒนาคุณภาพองค์กรให้ครอบคลุมพันธกิจทุกด้านอย่างเต็มรูปแบบ

โดยยึดแนวทางตามระบบแผนพัฒนาการศึกษา ม.เชียงใหม่ Sustainable Development Goal (SDGs) เพื่อเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมต้นแบบเพื่อชุมชน และร่วมพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน และการไปสู่การเป็นโรงเรียนแพทย์ในดวงใจนั้น จะต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจ ความมุ่งมั่น ทุ่มเท ของบุคลากรคณะที่มีความตั้งใจพัฒนาคุณภาพการทำงานของตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยผลักดัน พัฒนาคณะให้บรรลุเป้าหมาย

บริการศูนย์ความเป็นเลิศ 8 แห่ง

ปัจจุบันภายในรั้วของคณะแพทยศาสตร์ มีศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ เพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้วิชาการ วิจัย นวัตกรรม และให้บริการด้านสุขภาพสำหรับนักศึกษา และชุมชนสังคม มีทั้งหมด 8 ศูนย์ ได้แก่ 1.ศูนย์เพทซีที และไซโคลตรอน (PET/CT & Cyclotron Center) ซึ่งเป็นศูนย์ที่มีเทคโนโลยีของการให้บริการตรวจวินิจฉัยของกลุ่มมะเร็งที่ทันสมัย

2.ศูนย์การแพทย์เพื่อการมีบุตร (CMEx Fertility Center) เพื่อเป็นการยกระดับการบริการสำหรับผู้ที่วางแผนมีบุตร หรือผู้ที่มีภาวะมีบุตรยาก แบบ one stop service 3.ศูนย์สุขภาพสตรี (Women Health Center) ให้บริการสุขภาพสตรี เช่น ตรวจมะเร็งเต้านมด้วยเทคโนโลยีแมโมแกรมแบบ 3 มิติ และโรคอื่น ๆ

4.คลินิกศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (CMEx Clinic) บริการตรวจสุขภาพทั่วไปแก่ผู้ป่วยนอก โดยแพทย์เฉพาะทางด้านต่าง ๆ 5.ศูนย์เลสิค (CMU Lasik Center) ให้บริการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความผิดปกติของสายตา เช่น แก้ไขปัญหาสายตาสั้น สายตายาว

6.ศูนย์การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ผสมผสาน (Center of Thai Traditional and Complementary Medicine) บริการแบบผสมผสานทั้งการแพทย์แผนปัจจุบัน การแพทย์แผนไทย และการแพทย์แผนจีน 7.ศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ (Geriatric Medical Center) ให้บริการคลินิกผู้ป่วยนอก รักษาโรคเฉพาะทางด้านต่าง ๆ สำหรับผู้สูงอายุ

และ 8.ศูนย์วิเคราะห์สุขภาพการนอนหลับ (Sleep Disorder Center) การวิเคราะห์สุขภาพของการนอนหลับ เพราะการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพ จะมีผลทำเกิดปัญหาในเรื่องของคุณภาพชีวิต และอาจจะเกี่ยวพันกับหลายโรค เช่น โรคหัวใจ โรคสมอง ปัจจุบันเริ่มเปิดให้บริการคลินิกเฉพาะทาง เช่น คลินิกโรคเท้า คลินิกโรคออฟฟิศซินโดรม คลินิกนอนไม่หลับ คลินิกเจ็บหน้าอก ฯลฯ

เล็งเปิดศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระยะยาว

ศ.(เชี่ยวชาญพิเศษ) นพ.บรรณกิจ กล่าวต่อว่า อนาคตศูนย์ความเป็นเลิศเตรียมวางแผนเปิดให้บริการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (long term care center) ปัจจุบันพบว่าญาติ ครอบครัวผู้ป่วย มักประสบปัญหาขาดความรู้และความเข้าใจในการดูแลรักษาผู้สูงอายุอย่างถูกต้อง ก่อให้เกิดอุบัติเหตุโรค และการเจ็บป่วยจากการดูแลรักษาไม่ถูกวิธีเพิ่มมากขึ้น

ปัญหาสำคัญในสังคมปัจจุบันอีกประการคือครอบครัวมีความจำเป็นต้องใช้เวลากับการประกอบอาชีพ ทำให้ไม่มีเวลาดูแลผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษได้อย่างเต็มที่ บางครั้งปล่อยผู้สูงอายุไว้ที่บ้านเพียงลำพัง จึงจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระยะยาว เพื่อดูแลผู้สูงอายุระยะฟื้นฟูสภาพแบบครบวงจร อีกทั้งมีส่วนช่วยแบ่งเบาภาระการดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว สร้างบทบาทด้านการส่งเสริมความรู้ ฝึกอบรมการดูแลผู้สูงอายุเบื้องต้นอย่างถูกวิธีให้แก่ครอบครัว ญาติ หรือผู้ดูแล

ระดม 1 พันล้านปรับปรุงห้องผ่าตัด

ศ.(เชี่ยวชาญพิเศษ) นพ.บรรณกิจกล่าวอีกว่า ปัจจุบันกำลังปรับปรุงอาคารหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ห้องผ่าตัดและห้องฉุกเฉิน เนื่องจากมีอายุการใช้งานมานานมากกว่า 40 ปี ปัจจุบันโครงสร้างภายในอาคาร รวมถึงอุปกรณ์การแพทย์มีสภาพทรุดโทรม จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการปรับปรุงทั้งอาคาร

อาทิ ห้องพักผู้ป่วยสามัญ ห้องละ 6 เตียง จำนวน 108 ห้อง, ห้องพักผู้ป่วยพิเศษ จำนวน 81 ห้อง, ห้องผ่าตัด จำนวน 20 ห้อง, ห้องฉุกเฉิน (Emergency Room) เพื่อทำเป็นศูนย์ผู้ป่วย (Complete Emergency Center) ในการเพิ่มศักยภาพการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน, ผู้ป่วยฉุกเฉินโรคสมอง และโรคหลอดเลือดหัวใจ แบบ one stop service และห้องอื่น ๆ ที่มีความจำเป็นในการบริการตรวจรักษาผู้ป่วย รวมถึงสนับสนุนระบบทางการแพทย์, ระบบสาธารณูปโภค และห้องประชุม ห้องปฏิบัติการ ตลอดจนจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อสนับสนุนกระบวนการดูแลรักษาผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ขณะนี้อาคารผู้ป่วย สุจิณฺโณ มีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก ล่าสุดมีการปรับปรุงแล้วเสร็จ 3 ชั้น จากจำนวนทั้งหมด 15 ชั้น และอยู่ในขั้นตอนการดำเนินงานชั้นที่เหลือ พร้อมกับการปรับปรุงห้องผ่าตัด และห้องฉุกเฉิน โดยโครงการนี้จะต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้นกว่า 1,000 ล้านบาท ระยะเวลาปรับปรุงประมาณ 3 ปี จึงมีความจำเป็นต้องเร่งระดมทุน เพื่อให้แล้วเสร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

และขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงระดมทุนหารายได้ สมทบทุนปรับปรุงอาคาร เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ทำให้สถานที่ดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยดังกล่าวได้มาตรฐาน มีประสิทธิภาพ เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และประชาชนในเขตภาคเหนือมีโอกาสเข้าถึงบริการด้านสุขภาพของรัฐอย่างเท่าเทียมกัน ตลอดจนสามารถรองรับจำนวนผู้ป่วยที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปีต่อไป

มุ่งสู่ 5G Smart Health

นอกจากนี้ ศ.(เชี่ยวชาญพิเศษ) นพ.บรรณกิจ ยังกล่าวถึงเป้าหมายสำคัญ คือ การผลักดันใช้เทคโนโลยี 5G เพราะตอนนี้มีการนำเทคโนโลยี 5G มาใช้ในวงการแพทย์มากขึ้น เพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ช่วยให้ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์สามารถพูดคุยกันได้แบบเรียลไทม์ เช่นเดียวกับการสื่อสารผ่านระบบการประชุมทางไกลผ่านทางจอภาพ ที่คู่สนทนาสามารถมองเห็นหน้า และสนทนากันได้ทั้ง 2 ฝ่าย

“ในส่วนของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ที่ มช.ดูแล เป็นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยระดับตติยภูมิขั้นสูง ที่มีแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ โดยประชาชนส่วนใหญ่ที่เข้ามารับการรักษาพยาบาลอาศัยในเขตจังหวัดภาคเหนือ ซึ่งส่วนมากอาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลอำเภอเมือง ต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทาง ทำให้มีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ประกอบกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19)”

ดังนั้น โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่จึงนำเทคโนโลยี 5G มาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ด้วยเทคโนโลยีจำลองภาพเสมือนจริงสามมิติด้วยรถพยาบาลอัจฉริยะ พร้อมบูรณาการแว่นตาอัจฉริยะ ผ่านเครือข่าย 5G ในการปรึกษาและรักษาผู้ป่วยบนรถ รถพยาบาลอัจฉริยะ (smart ambulance) แบบเรียลไทม์ ระหว่างโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลจังหวัด และโรงพยาบาลประจำอำเภอ ในเขตจังหวัดภาคเหนือตอนบนที่ร่วมโครงการ จำนวน 20 แห่ง

จนทำให้ผู้ป่วยสามารถรับคำปรึกษาจากแพทย์ผ่านเว็บแอปพลิเคชั่นได้ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมารักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เพียงแค่เดินทางไปยังโรงพยาบาลประจำอำเภอที่ใกล้เคียงที่พัก หรือที่สะดวกในการเข้ารับบริการ อีกทั้งยังทำให้สามารถลดต้นทุนด้านการเดินทาง และลดเวลาแก่ผู้ป่วยได้ ที่สำคัญ ผู้ป่วยยังสามารถได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...