สรรพากร ชวนกลุ่ม อาชีพอิสระ-อินฟลูฯ ยื่นภาษี หากเลี่ยงมีโทษตามกฎหมาย
สรรพากรชวนกลุ่มรายได้อิสระ อินฟลูฯ ยื่นภาษี ชี้มีระบบไอทีช่วยตรวจจับหากพบเลี่ยงภาษีมีโทษตามกฎหมาย ต้องเสียเบี้ยปรับ 2 เท่าของภาระภาษีและเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน แต่หากเสียภาษีโดยสมัครใจไม่ต้องกังวลโดนย้อนหลังเพราะกรมสรรพากรมีบทยกเว้นให้และพิจารณาความสามารถในการชำระภาษีด้วย
9 ม.ค. 2568 นายปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนม.ค.-เม.ย. 2568 เป็นช่วงของการยื่นแบบชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จึงขอเชิญชวนให้ผู้มีรายได้เข้ามายื่นแบบ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ เช่น กลุ่มซื้อสินค้ามาขายต่อทั้งออนไลน์และออฟไลน์ กลุ่มอินฟูลเอนเซอร์ โดยเมื่อมีรายได้ก็ขอให้มายื่นแบบแสดงรายการ ซึ่งหากกรมสรรพากรตรวจพบว่าไม่มายื่นแบบจะต้องเสียค่าปรับเงินเพิ่มตามกฎหมาย
ส่วนกรณีที่อาจมีประชาชนบางกลุ่มมองว่าหากเข้าระบบภาษีแล้วอาจทำให้โดนเก็บภาษีย้อนหลังจึงเลือกที่จะไม่เข้าระบบภาษี นายปิ่นสาย กล่าวว่า กรณีที่เข้ามาเสียภาษีโดยสมัครใจกรมสรรพากรจะมีบทยกเว้นต่างๆ ให้ แต่หากเลี่ยงภาษีจะต้องเสียเบี้ยปรับ 2 เท่าของภาระภาษี บวกเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน ส่วนกรณีจงใจสร้างเอกสารเป็นเท็จ หรือ ใช้ใบกำกับภาษีปลอมจะมีโทษอาญาโดยจำคุกสูงสุด 7 ปี
“เราขอเชิญชวนให้ผู้มีเงินได้โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพอิสระ ค้าขายออนไลน์ อินฟลูเอ็นเซอร์ เข้ามายื่นภาษี ซึ่งขณะนี้เราใช้ระบบไอทีเข้ามาตรวจจับตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งเราตรวจเจอแน่นอน และหากพบว่าไม่มายื่นแบบตามกำหนด จะต้องเสียเบี้ยปรับเงินเพิ่มตามกฎหมาย ดังนั้นมาขอให้มายื่นไว้ก่อนจะเสียมากเสียน้อย ยื่นผิดหรือถูก ไม่มีปัญหา เราจะดูความสามารถในการเสียภาษีของประชาชนด้วย”
ทั้งนี้หลังจากกรมสรรพากรได้เปิดให้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค. 2568 ข้อมูล ณ วันที่ 8 ม.ค. 2568 พบว่ามีผู้ยื่นภาษีแล้ว 1 แสนราย โดยส่วนใหญ่ยื่นผ่านช่องทางออนไลน์และเป็นผู้ที่ขอคืนภาษีขณะที่ในการยื่นภาษีปี 2566 (ยื่นช่วง ม.ค. - มี.ค. 2567) มีประชาชนเข้ามายื่นภาษีภาษีประมาณ 11 ล้านคน เป็นผู้ที่ขอคืนภาษีประมาณ 4 ล้านคน เป็นวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือ 7 ล้านคนคือผู้ที่ต้องชำระเพิ่มหรือไม่ต้องชำระ อย่างไรก็ตามกรมสรรพากรมีเป้าหมายที่จะเพิ่มฐานภาษีบุคคลธรรมดาให้มากขึ้นด้วยการดึงกลุ่มผู้มีรายได้ให้เข้าสู่ระบบภาษีให้มากขึ้น
นายปิ่นสาย เปิดเผยว่า ยอดการจัดเก็บรายได้ 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บได้ 4.7แสนล้านบาท เกินกว่าเป้าหมาย 3.9 พันล้านบาท โดยเป็นผลจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT)ในประเทศที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามการจัดเก็บภาษีนำเข้าและการการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลปรับลดลง
สำหรับในช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ 2568 การจัดเก็บรายได้ยังมีความท้าทาย โดยเฉพาะจากการยื่นแบบชำระภาษีของนิติบุคคลเนื่องจากเศรษฐกิจในช่วงปี 2567 ยังขยายตัวได้ไม่ดีมากนักจึงอาจกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบธุรกิจ
ทั้งนี้ กรมสรรพากรประเมินว่า ยอดการจัดเก็บรายได้ใน 6 เดือนแรก (ต.ค. 2567- เม.ย. 2568) จะเป็นไปตามเป้าหมาย ขณะที่การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรในปีงบประมาณ 2568 อยู่ที่ 2.375 ล้านล้านบาทซึ่งกรมสรรพากรจะพยายามทำให้ได้ตามเป้า