โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทยส่งออกสินค้าเกษตรเป็นลำดับ 15 ของโลก รวม 1.8 ล้านล้านบาทต่อปี

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 04 ก.พ. 2568 เวลา 11.16 น. • เผยแพร่ 04 ก.พ. 2568 เวลา 04.15 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

กรุงเทพฯ 4 ก.พ. – รมว.เกษตรฯ เผยไทยส่งออกสินค้าเกษตรจากลำดับที่ 15 ขยับขึ้นเป็นอันดับที่ 16 โดยปี 67 ส่งออกรวม 1.8 ล้านล้านบาทต่อปี เกินดุลถึง 1 ล้านล้านบาท ข้าวครองอันดับ 1 ตามด้วยเนื้อไก่ ทุเรียน และยางพารา ตามลำดับ เดินหน้าหนุนผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูงและการผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ Global Markets: เกษตรไทยผงาดตลาดโลก” โดยระบุว่า ปัจจุบันเวทีโลกให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรของไทย องค์กรนานาชาติที่เกี่ยวกับเรื่องของอาหารและการเกษตรมาตั้งสำนักงานสาขาที่เรียกว่า สำนักงานภูมิภาคในประเทศไทยครบหมดแล้ว เนื่องจากเห็นว่า ไทยมีความพร้อมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำของภาคการเกษตร

จากข้อมูลปี 2567 ไทยออกสินค้าเกษตรร่วม 1.8 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเกินดุลถึง 1 ล้านล้านบาท ประเทศที่ไทยส่งสินค้าเกษตรออกไปคือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ถัดมาเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ข้าวมีมูลค่าส่งออกเยอะที่สุด รองลงมาคือ เนื้อไก่ ทุเรียน ยางพารา โดยไทยเป็นผู้ส่งออกยางอันดับ 1 ของโลก โดยปี 2567 ราคายางพาราเพิ่มขึ้นร่วม 40 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นกว่า 100,000 ล้านบาท โดยไม่ต้องใช้ภาระงบประมาณ ไม่ต้องใช้ภาษี ถ้าดูในภาพรวมแล้ว การส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศไทยอยู่ลำดับที่ 15 จากปีก่อนหน้านั้นอยู่ลำดับที่ 16 ปีนี้ขยับขึ้นมา ซึ่งเราก็หวังว่าเราจะขยับขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งในเชิงมูลค่าและปริมาณ ไม่ใช่แค่ปริมาณอย่างเดียว

กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง จึงสนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่ที่เหมาะสมปลูกกาแฟหรือโกโก้ โดยกำลังทำงบประมาณเพื่อที่เราจะสนับสนุนให้มีรายได้ที่สูงขึ้น รวมไปถึงการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนนี้ยังมีนโยบายส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ ด้วยการใช้วิธีการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทำให้เราสามารถลดการใช้น้ำในการเพาะปลูกได้กว่า 50% และสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซที่จะไปสร้างภาวะเรือนกระจกได้

สำหรับความท้าทายของภาคเกษตรไทยคือ การที่มีประชากรสูงวัยจำนวนมาก รวมถึงกลุ่มเกษตรกรด้วย แม้มีปัจจัยพร้อมในการสร้างความมั่นคงทางอาหารและส่งออกให้ชาวโลกได้ แต่หากไม่มีเกษตรกรรุ่นใหม่เข้ามาเพิ่ม ท้ายที่สุดจะไม่สามารถเดินต่อไปได้อย่างยั่งยืน กระทรวงเกษตรฯ จึงพยายามที่จะสนับสนุนให้ young smart farmer เข้ามาให้มากขึ้น

การปาฐกถาพิเศษดังกล่าว จัดขึ้นภายในงาน “Go Thailand 2025 Women Run the World : พลังหญิงเปลี่ยนโลก” เพื่อเป็นการแบ่งปันวิสัยทัศน์และมุมมองการขับเคลื่อนประเทศ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแรงบันดาลใจและเรียนรู้จากผู้นำหญิงที่ประสบความสำเร็จ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต. -512 – สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...