โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สรุปมหากาพย์ ‘สหรัฐฯ’ แบน ‘TikTok’ ที่กำลังเข้าสู่บทสรุปสุดท้าย!

Positioningmag

อัพเดต 12 ธ.ค. 2567 เวลา 03.56 น. • เผยแพร่ 12 ธ.ค. 2567 เวลา 03.56 น.

อย่างที่หลายคนรู้ TikTok ถือเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยใช้เวลาเพียง 5 ปีในการดึงดูดผู้ใช้แตะ 1,000 ล้านคน แถมยังเป็นแพลตฟอร์มจาก จีน ที่สามารถชนะใจโลกตะวันตก แต่นับตั้งแต่ปี 2020 เราจะเห็นข่าวการ แบน TikTok โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา จนมาปี 2024 ในที่สุด ศาลสหรัฐฯ ก็ตัดสินแบน TikTok โดย Positioning จะมาสรุปเรื่องราวทั้งหมด และทางเลือกของ TikTok จากนี้จะเป็นอย่างไร และใคร จะได้ประโยชน์จากการแบนครั้งนี้

เริ่มจากทรัมป์

ย้อนไปในปี 2020 หลังจากที่ อินเดียได้ แบน TikTokด้วยข้อหา ภัยความมั่นคงจากนั้น โดนัลด์ ทรัมป์ที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในขณะนั้นก็เริ่มส่งสัญญาณการ แบน TikTok โดยให้เหตุผลว่า “การใช้แอปพลิเคชันที่พัฒนาโดยจีนอย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา ถือป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ”
ส่งผลให้ทางบริษัท ByteDance จึงเริ่มวางแผนจะขายหุ้นบางส่วนของบริษัทฝั่งสหรัฐฯ ให้กับผู้ถือหุ้นอเมริกัน เพื่อป้องกันการถูกแบน โดยในตอนนั้นมีบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หลายรายให้ความสนใจ โดยเฉพาะ ไมโครซอฟต์ (Microsoft) ที่ดูมีโอกาสใกล้เคียงที่สุด
แต่ถึงอย่างนั้นรัฐบาลจีน ก็ดูเหมือนจะอยากให้ TikTok ไปอยู่ในมือบริษัทสัญชาติสหรัฐ เพราะหลังมีข่าวเรื่องดีลขาย TikTok กระทรวงพาณิชย์จีนก็ได้เพิ่มข้อกำหนด AI เข้าไปอยู่ในรายการผลิตภัณฑ์ควบคุมการส่งออก ส่งผลให้ ByteDance ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลจีนก่อน และผู้ที่ซื้อจะไม่ได้อัลกอริทึ่ม AI ของ TikTok ที่ถือเป็นจุดแข็งของแพลตฟอร์ม ส่งผลให้ดีลการซื้อขายก็ล่มไป

ถูกเบรกโดยโจ

จนกระทั่งในเดือนมิถุนายน 2021 ที่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนไปอยู่ในมือของ โจ ไบเดน ซึ่งได้เซ็นคำสั่งพิเศษให้ปลดแบน ออกไปก่อน แต่ก็ได้สั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สืบสวนว่า แพลตฟอร์มมีมีความเสี่ยงจะเป็น ภัยต่อความมั่นคงของชาติสหรัฐฯ หรือไม่
ขณะเดียวกัน TikTok เองก็ยืนยันว่าไม่ได้มีการนำส่งข้อมูลของผู้ใช้ในสหรัฐฯ ให้กับรัฐบาลจีน โดยทาง Shou Zi Chew ซีอีโอ TikTokได้ออกมาแถลงยืนยันต่อหน้าการไต่สวนจากรัฐสภาสหรัฐในเดือน มี.ค. 2023 ว่า บริษัทไม่ได้ตกอยู่ภายใต้หรือถูกควบคุมโดยรัฐบาลจีน เป็นเพียงบริษัทเอกชนเท่านั้น
นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังได้ใช้เงินไปประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์ใน Project Texasเพื่อเก็บข้อมูลผู้ใช้ของสหรัฐฯ ไว้ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น อีกทั้งยังยอมให้รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลที่รัฐบาลสหรัฐเห็นชอบ 3 คน เพื่อเข้ามาสอดส่องโครงการนี้ได้

เคาะต้องขายหรือจะปิด

แม้จะพยายามทำทุกทาง แต่บรรดาส.ส.สหรัฐฯ มองว่า การที่ ByteDance เป็นบริษัทจีน และอยู่ภายใต้กฎหมายของรัฐบาลจีน ก็ยังสุ่มเสี่ยงที่บริษัทอาจส่งข้อมูลใน TikTok ให้กับทางการจีน
จนท้ายที่สุด สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกาได้ผ่านร่างกฎหมายคุ้มครองชาวอเมริกันจากแอปพลิเคชันที่รัฐศัตรูต่างชาติควบคุม (Protecting Americans from Foreign Adversary Controlled Applications Act) หรือชื่อเล่นว่ากฎหมายแบน TikTok ในเดือนมีนาคม 2024 ซึ่งจะ บังคับให้ ByteDance ที่เป็นบริษัทแม่ต้องขาย TikTok ให้ธุรกิจในสหรัฐฯ ไม่เช่นนั้นจะถูกแบนจากทุกแพลตฟอร์ม ภายใน 6 เดือน ส่งผลให้ ByteDance มีเวลาถึงวันที่ 19 มกราคม ปี 2025

โดนัลด์ ทรัมป์ ความหวังสุดท้าย?

แน่นอนว่า TikTok ไม่ยอมโดนแบนง่าย ๆ โดยได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาก่อนที่การห้ามจะมีผลในต้นปีหน้า อย่างไรก็ตาม แม้ว่าศาลปฏิเสธคำอุทธรณ์ แต่ TikTok ก็ยืนยันสู้ต่อในศาลสูงสุด
โดยหลายคนมองว่า TikTok พยายามจะยื้อจนกว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่20 มกราคมซึ่งอาจเป็น ความหวังเดียวที่จะทำให้ TikTok รอด เพราะแม้ต้นตอที่ทำให้ TikTok ถูกแบนในตลาดสหรัฐฯ ก็คือทรัมป์ แต่ในช่วงที่เขาหาเสียงเลือกตั้ง ทรัมป์กลับบอกว่า ไม่เห็นด้วยกับการแบน TikTokและถ้าเขาได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีเขาจะ ไม่อนุญาตให้การแบน TikTok

ByteDance จะเสียอะไร และใครจะได้ประโยชน์

แน่นอนว่าตลาดสหรัฐฯ ถือเป็นตลาดที่สำคัญมากของ TikTok เพราะด้วยจำนวนผู้ใช้ที่สูงถึงกว่า 170 ล้านคนและถือเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีกำลังซื้อมากที่สุดในโลก ทำให้ในปีที่ผ่านมา TikTok พึ่งจะเปิดตัวฟีเจอร์ TikTok Shopไปหมาด ๆ พร้อมกับวางเป้าหมายที่จะมียอดขายสินค้าออนไลน์รวม (GMV) ให้ได้มากถึง 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐอีกด้วย ดังนั้น ถ้า TikTok ถูกแบน แปลว่าต้องเสียรายได้มหาศาล
ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ที่มีฟีเจอร์ วิดีโอสั้น ก็จะได้ประโยชน์ไปเต็ม ๆ เนื่องจากคู่แข่งตัวฉกาจได้หายไป ทำให้เหล่าครีเอเตอร์ TikTok ต้องย้ายไปยังแพลตฟอร์มที่เหลือ ซึ่งก็จะช่วยดึงดูดผู้ใช้และผู้ลงโฆษณา
จะเห็นได้จากที่หุ้น Metaพุ่งขึ้น +2.4% หลังจากที่มีข่าว TikTok ถูกแบน เพราะ Meta เองก็มีฟีเจอร์ Reels ที่แม้ Meta จะไม่เคยเปิดเผยถึงรายได้จาก Reels แต่ก็มีการระบุว่า Reels ส่งผลเชิงบวกต่อรายได้โดยรวมของ Meta และในช่วงไตรมาสแรกของปี 2024 การใช้งาน Reels คิดเป็น 50% ของเวลาที่ผู้ใช้ใช้บน Instagram เช่นเดียวกันกับ YouTube ที่มีทั้งวิดีโอยาวและ YouTube Shortsวิดีโอสั้น ราคาหุ้นก็พุ่ง +1.25%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...