โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'วิกฤตละครไทย' วงการละครโทรทัศน์ไทยจะเป็นอย่างไรต่อ?

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 06 พ.ย. 2567 เวลา 11.32 น. • เผยแพร่ 04 พ.ย. 2567 เวลา 02.29 น.

วงการละครโทรทัศน์ไทยซึ่งเคยเป็นผู้ยิ่งใหญ่และเป็นสื่ออันทรงอิทธิพลที่สุดในสังคมไทยมาหลายทศวรรษ ได้ลดความนิยมลงอย่างมากหลังจากที่ครองบทบาทนำมายาวนาน

ภาวะถดถอยอย่างต่อเนื่องนี้ทำให้เกิด “วิกฤตละครไทย” ขึ้น จากการที่รายได้ของผู้คนในแวดวงละครลดต่ำลงเรื่อยๆ เมื่อยอดผู้ชมลดลง เม็ดเงินโฆษณาที่เข้ามาสู่สถานีก็น้อยลง ทำให้งบประมาณการผลิตที่ผู้จัดละครได้รับลดลง จนส่งผลให้นักแสดงได้ค่าตัวน้อยลงตามไปด้วย

นอกจากงบฯ การผลิตที่ต่ำลงแล้ว ปริมาณการผลิตก็ยังลดลงอีกด้วย ซึ่งนำมาสู่การปิดบริษัทผลิตละคร เกิดการนำผลงานเก่ากลับมาวนฉายใหม่ซ้ำไปซ้ำมา ตลอดจนลดช่วงเวลาในการฉาย

แล้วแทนที่ด้วยรายการประเภทอื่นที่มีความยืดหยุ่นและมีโอกาสทำรายได้มากกว่า เช่น รายการข่าว การถ่ายทอดสดกีฬายอดนิยมอย่างเช่น มวย ฟุตบอล วอลเลย์บอล เป็นต้น

รายการข่าวมีความได้เปรียบละครในหลายแง่มุม เช่น มีความรวดเร็วทันสถานการณ์ โดยสามารถตัดสินใจเลือกประเด็นที่กำลังอยู่ในความสนใจของสาธารณชนได้แบบปัจจุบันทันด่วน

ในขณะที่ละครไม่สามารถปรับเปลี่ยนรายวันได้ แถมรายการข่าวยังมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า และเปลี่ยนแปลงทิศทางไปตามสภาพการณ์จริงได้ตลอดเวลา

เช่นเดียวกับการถ่ายทอดสดกีฬาที่มีลักษณะ “real time” ซึ่งยังไม่รู้ผลแพ้ชนะในการแข่งขัน จึงดึงดูดให้ผู้ชมจำเป็นต้องเข้ามาดูในระหว่างถ่ายทอดเท่านั้น ช่วงเวลาที่สนุกที่สุดจึงมีอยู่เฉพาะขณะถ่ายทอดสด

ต่างกับละครที่ต่อให้เรื่องราวสนุกแค่ไหน ผู้ชมก็สามารถตามดูย้อนหลังในช่องทางอื่นๆ ได้โดยไม่ลดทอนความบันเทิงลง

ยุคสมัยที่ละครโทรทัศน์ไทยเป็นศูนย์กลางความบันเทิงมหาชนในอดีตสามารถเห็นได้ชัดจากเรตติ้ง เช่น “คู่กรรม” ทางช่อง 7 ปี พ.ศ.2533 นำแสดงโดย “เบิร์ด” ธงชัย แมคอินไตย์ และ “กวาง” กมลชนก โกมลฐิติ สร้างความนิยมถล่มทลายครองเรตติ้งมากถึง 40 ทำสถิติยอดผู้ชมสูงสุดในประวัติศาสตร์

ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่ามีคนไทยเกือบครึ่งประเทศที่รับชมอยู่พร้อมกันหน้าจอโทรทัศน์

ส่วนปรากฏการณ์ฟีเวอร์ที่ละครไทยทำได้ในระดับใกล้เคียงกันเกิดขึ้นครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ.2561 กับเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ทางช่อง 3 นำแสดงโดย “โป๊ป” ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ และ “เบลล่า” ราณี แคมเปน ซึ่งถึงแม้จะทำเรตติ้งไม่ถึง 40 แบบคู่กรรมก็ตาม

ทว่า เมื่อรวมการรับชมจากทุกแฟลตฟอร์มบวกกับช่องทางเผยแพร่อื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ก็นับว่าเป็นปรากฏการณ์ระดับเดียวกัน แถมยังมีมูลค่าอื่นๆ ทางการตลาดมากขึ้นอีกด้วย

แต่เมื่อทิศทางของวงการละครโทรทัศน์ไทยไม่ได้อยู่ในเส้นกราฟที่พุ่งชันเหมือนวันที่ผ่านมาอีกต่อไปแล้ว หากแต่ปักหัวดิ่งลงอย่างน่ากลัว ทำให้บุคลากรทุกฝ่ายได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทีมงานเบื้องหลังต้องอยู่กันอย่างตัวลีบ เพราะมีโอกาสเลือกงานที่น่าพอใจได้ยากจากการที่มีตัวเลือกน้อยลง จนใช้ชีวิตอย่างกระเบียดกระเสียร กระทั่งโบกมือลาไปหาอาชีพใหม่ในที่สุด

ขณะที่นักแสดงซึ่งเคยอู้ฟู้จากการได้รับรายได้มากมายก็ถอยร่นลงมาจนต้องมีหลายบทบาทหลายอาชีพ

นักแสดงแต่ละคนในปัจจุบันจึงอาจเป็นทั้งดาราและแม่ค้าในเวลาเดียวกัน หรือหาลำไพ่พิเศษผ่านงานอื่นๆ

เมื่อเวลาและสมาธิถูกกระจายออกไป ก็ยิ่งทำให้นานวันเข้าเราเห็นดารามากมายเต็มวงการ แต่ใช้ศิลปะการแสดงแบบแค่ผ่านๆ ไม่ได้ลงลึกอะไรมากมายนัก

อาชีพนักแสดงซึ่งในอดีตรับรายได้ทางตรงจากการรับจ้างแสดง และรับรายได้ทางอื่นจากการที่ผลงานประสบความสำเร็จ แล้วส่งผลสู่มูลค่าอื่นๆ ที่ตามมาในภายหลัง เช่น ความโด่งดังของละครเรื่องหนึ่งทำให้นักแสดงเดินสายออกงานอีเวนต์เป็นจำนวนมาก รวมทั้งเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาสินค้าต่างๆ ซึ่งรายได้ที่เป็นผลพวงสืบเนื่องจากละครเมื่อรวมกันแล้วอาจมากกว่ารายได้จากค่าจ้างแสดงด้วยซ้ำ

ทว่า ยุคทองของอาชีพนักแสดงเช่นนั้นได้จบสิ้นแล้ว จากการที่บทบาทนำของละครโทรทัศน์ล่มสลายลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากเหตุปัจจัยหลายประการ

เช่น การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีจากยุคอะนาล็อกมาสู่ยุคดิจิทัล นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ชม และการที่โลกออนไลน์ผงาดขึ้นมาแทนโลกทีวีที่กำลังตายไปตามกาลเวลา

บุคลากรในวงการละครไทยปัจจุบันต่างตระหนักถึงสภาวะนี้ดีและไม่ได้นิ่งเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะมองไกลไปข้างหน้าแล้วหาทางกระโดดออกจากจุดที่ยืนอยู่ไปสู่จุดที่คาดว่าน่าจะเป็นในอนาคต

ดังนั้น ความพยายามดิ้นรนปรับตัวส่วนใหญ่จึงมักแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว โดยทุ่มพลังไปกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบและท่าทีในปัจจุบันเสียมากกว่า

เช่น ปรับบทให้ทันยุคทันสมัย ปรับเปลี่ยนบทบาทของตัวละคร บทพูด เสื้อผ้าหน้าผม และฉาก

นอกจากนี้ ยังเปิดกว้างต่อเสียงของผู้คนกลุ่มต่างๆ ที่หลากหลาย เช่น “มาตาลดา” ทางช่อง 3 ที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของกลุ่ม LGBTQ+

มีการแตกสายไปสร้างละครในประเภทใหม่ๆ เช่น ละครวาย มีการยกระดับคุณภาพการถ่ายทำด้วยเทคโนโลยี

มีการร่วมมือกันกับผู้สร้างหลายบริษัทหรือหลายประเทศ มีการผ่อนคลายข้อจำกัดที่ถูกเซ็นเซอร์ ปรับเปลี่ยนช่วงเวลาฉาย ลดจำนวนตอน ลดความยาวให้สั้นลง เป็นต้น

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า “ยุคทอง” ของวงการละครโทรทัศน์ไทยได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว

ซึ่งสาเหตุหลักก็ไม่ได้มาจากสถานี ผู้ผลิต นักแสดง และทีมงาน

แต่มาจากความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีนั่นเอง

ข้อบกพร่องต่างๆ อย่างเช่นกรณีล่าสุดที่ละคร “มรกตสีรุ้ง” ทางช่อง 7 ถูกวิจารณ์เรื่องต้นไม้วิเศษ เป็นเพียงองค์ประกอบยิบย่อยที่ไม่ได้ชี้เป็นชี้ตายความล่มสลายของวงการได้

ในขณะที่เทคโนโลยีเป็นคลื่นที่ซัดโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่องแล้วเปลี่ยนภูมิทัศน์ของสื่อบันเทิงไปอย่างมโหฬาร

เริ่มจากการกำเนิดของอินเตอร์เน็ตทำให้เกิดสิ่งบันเทิงทางเลือกเพิ่มขึ้น สถานการณ์ผูกขาดตลาดของสื่อโทรทัศน์ก็เริ่มสั่นคลอน กระทั่งพัฒนาไปสู่ยุคสมาร์ตโฟนที่ทุกคนต่างมีหน้าจอของตัวเองพร้อมกับทางเลือกในการบริโภคสื่ออย่างมหาศาล

เมื่อโลกดำเนินมาถึงจุดนี้ยุคทองของละครโทรทัศน์ไทยจึงถึงกาลอวสานลงอย่างถาวร

เพราะสถานะผูกขาดการเล่าเรื่องของช่องทางโทรทัศน์ได้ถูกทลายลง

หลักฐานยืนยันในเรื่องนี้เห็นได้จากสถิติของละครไทยที่ทำเรตติ้งสูงเป็นประวัติการณ์ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นในยุคอะนาล็อกทั้งสิ้น โดยขึ้นสู่จุดสูงสุดในช่วง 10 ปีของทศวรรษที่ 2530-2540 ซึ่งฐานผู้ชมกระจุกตัวอยู่ที่ช่อง 7 มีสถิติสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.คู่กรรม (2533) 2.ดาวพระศุกร์ (2537) 3.มนต์รักลูกทุ่ง (2538) 4.สายโลหิต (2538) และ 5.ทัดดาว บุษยา (2540)

ก่อนถูกแบ่งไปที่ช่อง 3 แล้วกระจายออกไปหลายช่องหลังการเกิดทีวีดิจิทัล กระทั่งลดอิทธิพลลงเป็นลำดับ

ทุกวันนี้โทรทัศน์กลายเป็นอุปกรณ์ชั้นรอง ขณะที่สมาร์ตโฟนกลายเป็นอุปกรณ์หลัก

ไม่ต่างอะไรกับสมัยที่ละครโทรทัศน์เคยเป็นกระแสหลัก ในขณะที่ละครวิทยุเป็นกระแสรอง ก่อนที่ละครวิทยุจะเลือนหายไปในที่สุด

โลกในวันนี้ได้เปลี่ยนไปจากยุคอะนาล็อกแทบจะสมบูรณ์แล้ว ออนไลน์เป็นหลัก ออฟไลน์เป็นรอง ไม่มีการผูกขาดการเล่าเรื่องจากสื่อโทรทัศน์และสิ่งพิมพ์อีกต่อไป

แต่กลายเป็นผู้ผลิตเล็กใหญ่ในจำนวนมหาศาลที่แข่งกันผลิตคอนเทนต์ของตนออกเผยแพร่อยู่ตลอดเวลาโดยมิได้นัดหมาย

การเปลี่ยนแปลงนี้จึงไม่ได้กระทบแค่เพียงสถานีหรือผู้ผลิตเท่านั้น แต่ยังกระเทือนไปถึงบุคลากรทั้งหมดด้วย

เพราะการที่มีคอนเทนต์ครีเอเตอร์ทำงานอยู่ทุกขณะก็ทำให้ทั้งดารานักแสดงและทีมงานทั้งหมดมีคู่แข่งที่เข้ามาแชร์ส่วนแบ่งของการรับชมอยู่ตลอดเวลา

วงการละครไทยจะเดินต่อไปอย่างไร?

ขยับเคลื่อนสู่ทิศทางไหน?

อยู่รอดได้หรือไม่ในคลื่นของการเปลี่ยนผันอันเชี่ยวกราก คงไม่มีใครสามารถยืนยันคำตอบได้ในวันนี้

จนกว่าภูมิทัศน์ของสื่อบันเทิงยุคใหม่ในสมัยดิจิทัลจะ “นิ่ง”

และมีรูปแบบเป็น “new normal” ที่แน่ชัดและคาดการณ์ได้

เหมือนเช่นที่ยุคทองของละครโทรทัศน์ไทยสมัยทศวรรษที่ 2530-2560 เคย “normal” มาก่อน

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘วิกฤตละครไทย’ วงการละครโทรทัศน์ไทยจะเป็นอย่างไรต่อ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...