“ทนายรณรงค์” นำผู้เสียหายกว่า 100 คน ร้องดีเอสไอ ปมโชว์ห่วยโกงหมดตัว 2 พันล้าน
“ทนายรณรงค์” นำผู้เสียหายกว่า 100 คน ร้องดีเอสไอ ปมโชว์ห่วยโกงหมดตัว 2 พันล้าน
วันที่ 28 พ.ย. 2567 ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นายรณณรงค์ แก้วเพชร หรือ ทนายรณณรงค์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม นำผู้เสียหายกว่า 100 คน ยื่นหนังสือร้องเรียนดีเอสไอ เนื่องจากถูกโชว์ห่วยดังหลอกลงทุนจนหมดเนื้อหมดตัว และผู้เสียหายบางรายต้องคิดสั้นลาโลก มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 2 พันล้านบาท
นายรณรงค์ เปิดเผยว่า ผู้เสียหายทั้งหมดได้ลงทุนในร้านค้าที่เป็นแฟรนไชส์ ปรากฎว่ามีปัญหา จากนั้นเขาก็ไปร้องเรียนหลายหน่วยงาน แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า โดยบริษัทอ้างว่าผู้เสียหายทำผิดสัญญา จึงขอให้ส่วนราชการช่วยดูใหด้รายละเอียเอียดอียดและข้อเท็จจริงด้วย เพราะผู้เสียหายมาจากต่างจังหวัด บางคนหมดตัว นั่งรถทัวร์กันมา เป็นประเด็นที่สังคมต้องกลับมาถามว่าลงทุนอย่างไร ที่ทำให้ผู้ประกอบการเสียหายได้ เป็นความบกพร่องของภาคราชการที่ไม่กำกับดูแลหรือไม่ หรือมีใครเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่หน้าม้า แต่คือเจ้าของที่เป็นผู้เสียหาย อยากให้ดีเอสไอช่วยตรวจสอบเรื่องดังกล่าวด้วย หลังจากนี้ก็จะนำเรื่องนี้ไปร้องกรรมาธิการในรัฐสภาด้วย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมที่สุด เพื่อเข้าสู่กระบวนการ
ด้านผู้เสียหาย กล่าวว่า ตนรู้จักบริษัทดังกล่าวจากการที่มีพนักงานนำใบโบรชัวร์ไปแจกที่ร้าน จึงตกลงใจที่จะทำธุรกิจนี้จากสโลแกนที่ว่า “พลิกชีวิตโชว์ห่วยให้รวยได้” แต่ตอนนี้หมดตัว หลังจากตนเปิดร้านค้ามา ก็พบว่าของหายโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงปรึกษาผู้ดูแลร้านเขาบอกว่าคนในบ้านเอาไปกิน ซึ่งมันไม่ใช่ อีกทั้งมีการจัดสินค้าไม่ตอบโจทย์ชุมชน แจ้งไปทุกช่องทางแต่ไม่ได้รับการแก้ไข ตนเครียด ขอยกเลิกสัญญา แต่กลับถูกยึดเงินประกัน 2 แสนบาท และวันที่บริษัทมาเก็บของไปก็ไม่แจ้งตน สุดท้ายบอกว่าของหายไป 1.6 แสนบาท และให้ตนเซ็นหนังสือยอมรับไปก่อน เพราะถ้าไม่เซ็น พนักงานออกจากร้านตนไม่ได้ ตนก็ถามว่าทำไมของหาย เขาก็ให้ตนเซ็นไปก่อน โดยอ้างว่ามีเงินประกันค้างอยู่ จากนัน้มีหนักงสือส่งมาว่าตนต้องชำระเงินจำรวน 1.6 แสนบาท ตนก็ทำหนังสือแย้งไป จากนั้นก็มีหมายจากตำรวจแจ้งคดีอาญาว่าเรายักยอกทรัพย์ และตนก็ไม่เคยเซ็นยอมรับสภาพหนี้
“ที่ผ่านมาขายไม่ดี เพราะสินค้าไม่ตอบโจทย์ชุมชน และไม่หลากหลาย ตอนสินค้ามาใหม่ๆ ก็ขายได้หมื่นกว่าบาท จากนั้นก็ลดลงๆ จนถึงวันที่ตัดสินใจยกเลิกร้านค้าขายได้ 6 พันกว่าบาท ตนเองเปิดร้านได้ 1 เดือน 5 วัน ก่อนตัดสินใจยกเลิก เพราะป่วยมาก เครียดมาก และสินค้าหาย พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ทำผิดสัญญาใดๆ”
ทั้งนี้การลงทุนในธุรกิจดังกล่าวต้องวางเงินประกันสินค้าสูญหาย 2 แสนบาท ทางบริษัทแจ้งว่าร้านค้ามีหน้าที่ขายสินค้า เป็นตัวแทนให้บริษัท และนำเงินส่งเงินให้กับบริษัทในทุกวันหลังจากที่ขายสินค้าได้ หากแจ้งช้าจะเสียค่าปรับวันละ 2,000 บาท และเวลาที่เราได้รับสินค้านั้น สินค้าจะมาในลังสีเขียว ซึ่งเราจะไม่รู้เลยว่าสินค้าในลังมีอะไรบ้าง จำนวนครบหรือไม่ เมื่อเรารับสินค้าเข้ามา จัดเรียงและขายสินค้าตามปกติให้บริษัท เราจะได้เปอร์เซ็นต์จากกำไรของการขายสินค้า 85 เปอร์เซ็นต์ พร้อมเสียภาษี และ 15 เปอร์เซ็นต์ส่งให้บริษัท
สำหรับปัญหาที่พบว่า สินค้าสูญหายจำนวนมาก และเงินประกัน 2 แสน เกือบ 2,000 ร้านค้าโดนคดียักยอกทรัพย์ และ 90 เปอร์เซ็นโดนยกเลิกสัญญา และริบเงินมัดจำหมดเลย รวมกับค่าขนส่งสินค้าอีก สำหรับสาเหตุที่ขายไม่ได้นั้น ผู้เสียหายอีกราย เล่าว่า เขาโฆษณาว่าในชุมชนจะไม่ให้มีการเปิดร้านค้าทับซ้อนกัน แต่อยู่ไปเขาก็เปิดหลาสาขาขั้นมา มีโครงการร่วมแนะนำเพื่อน ชวนคนอื่นมาเปิดร้าน เพื่อแลกทองคำมูลค่า 1 หมื่นบาท ทำให้ในระยะใกล้เคียงกันมีหลายร้านค้า และห้ามเราไปยุ่งเกี่ยวกับระบบสต็อกสินค้าของเขา เราไม่มีอำนาจตัดสินใจใดๆ และของส่วนใหญ่เป็นของในเครือของเขา หลังจากนั้น 8 เดือนตนก็ยอมถอย เพราะถ้าเดินต่อไปจะต้องเข้าเนื้อแน่ๆ เนื่องจากก่อนหน้านั้นตนเทหมดหน้าตักวางเงินประกัน 2 แสน ต้องก่อสร้างร้านเรา เพื่อให้ได้มาตรฐานของเขาอีก 5 แสนบาท สำหรับตนตอนนี้มีหนี้เกือบ 2 ล้านบาท