โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นับหนึ่งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMRs ค่าไฟจะถูกลงครึ่งหนึ่งจริงหรือไม่

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 30 พ.ย. 2567 เวลา 02.45 น. • เผยแพร่ 30 พ.ย. 2567 เวลา 02.45 น.

โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ได้ถูก “ปัดฝุ่น” ขึ้นมาอีกครั้ง หลังการทำประชาพิจารณ์ ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP 2024) ฉบับใหม่ของประเทศถูกเผยแพร่ออกมา โดยระบุในช่วงปลายแผนจะมี โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactors (SMRs) จำนวน 2 โรง ขนาดกำลังการผลิตโรงละ 300 เมกะวัตต์ (MW) รวมกัน 600 MW มีกำหนดการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2580 หรืออีก 13 ปีข้างหน้า หากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMRs สามารถเกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทย

โดย “ประชาชาติธุรกิจ” ได้รับโอกาสสนทนากับ นายทิเดช เอี่ยมสาย รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

ตำนานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

จะแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงแรกในปี 2510 หลังจากที่ประเทศไทยมีแนวคิดที่จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยให้ กฟผ.ศึกษาถึงความเหมาะสมและเสนอ ครม.ให้ความเห็นชอบโครงการ กำหนดให้ใช้เตาปฏิกรณ์แบบน้ำเดือด (BWR) ขนาด 600 MW ในปี 2513 สถานที่ตั้งอยู่ที่ อ่าวไผ่ จ.ชลบุรี และ กฟผ.เสนอให้เปิดประมูลในปี 2519 แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะ เกิดการต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จากชุมชนในพื้นที่ ในประเด็นความเป็นห่วงเรื่องการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีและการขจัดกากนิวเคลียร์ จนไม่สามารถหาข้อยุติได้

ต่อมามีการค้นพบแหล่งเชื้อเพลิงที่จะใช้ในโรงไฟฟ้าถ่านหินแหล่งใหญ่ คือ แหล่งแม่เมาะ จ.ลำปาง ประกอบกับค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ทำให้ กฟผ.หันไปก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์กับโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนที่ใช้ก๊าซขึ้นแทน จนมาถึงปี 2550 ถือเป็นช่วงที่ 2 ประเทศไทยมีการนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยขึ้นมาใช้อย่างมาก

มีผลทำให้โรงไฟฟ้าในประเทศต้องพึ่งพา “ก๊าซธรรมชาติ” เป็นเชื้อเพลิงสูงถึง 70% ประกอบกับราคาก๊าซในช่วงนั้นปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน นับเป็นความเสี่ยงทางด้านพลังงานที่การผลิตไฟฟ้าต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติสูงเกินกว่าครึ่งหนึ่ง ทำให้เกิดแนวคิดที่จะนำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กลับขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดย ครม.ได้บรรจุ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จำนวน 2 โรง ไว้ในแผน PDP 2007 กำหนดไว้ว่า ในปี 2563 จะมีโรงไฟ้านิวเคลียร์ขนาด 2,000 MW 1 โรง และปี 2564 จำนวน 2,000 MW อีก 1 โรง รวมกำลังผลิตถึง 4,000 MW ที่ต้องเป็นขนาดใหญ่เพราะ จะทำให้ต้นทุนโรงไฟฟ้าต่ำลง

นั่นหมายความว่า ถ้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 โรงนั้นเกิดขึ้นจริง ปัจจุบันประเทศไทยจะใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากปฏิกรณ์นิวเคลียร์ BWR ไปแล้ว แต่ก็มาเกิดเรื่องการระเบิดของโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิ ที่ญี่ปุ่น เสียก่อนในช่วงต้นปี 2554 มีผลทำให้รัฐบาลตัดสินใจ “ถอด” โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ออกจากแผน PDP 2018 ทั้ง ๆ ที่ช่วงนั้นมีความเห็นชอบให้จัดตั้ง สำนักพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ขึ้นมาในกระทรวงพลังงานแล้ว

มาถึงช่วงที่ 3 กระทรวงพลังงาน ได้มีการพิจารณาที่จะให้มี โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMRs) เข้ามาในแผน PDP 2024 เพื่อตอบสนองนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน Carbon Neutrality ในภาคการผลิตไฟฟ้าของประเทศที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซ CO2 ลง จึงมีข้อเสนอที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบ SMRs ขึ้นในช่วงปลายแผน PDP 2024 หรือประมาณปี 2580 เหตุที่เป็นช่วงปลายแผน PDP ก็เพราะข้อเท็จจริงที่ว่า จะต้องลดหรือเลิกโรงไฟฟ้าก๊าซเพื่อลดการปล่อยก๊าซ CO2 ทำให้ช่วงปลายแผนมี Gap กำลังผลิตไฟฟ้าขาดอยู่ 200-300 MW ก็จะเอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMRs เข้ามาในระบบได้

ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า

ทำไมต้องเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMRs

มีเหตุผล 3 ข้อ แม้ว่าโรงไฟฟ้า SMRs จะเป็นเทคโนโลยีใหม่ ก็คือ 1) การมีโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy หรือ RE) เพิ่มมากขึ้นในแผน PDP ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชม. ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าความมั่นคงประกบคู่กันไป ยิ่งเพิ่มโรงไฟฟ้า RE ก็ต้องเพิ่มโรงไฟฟ้ามั่นคงจากพลังงานฟอสซิลตามไปด้วย แต่เนื่องจากนโยบายจำเป็นต้องลดโรงไฟฟ้าฟอสซิลลง (Carbon Neutrality)

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบ SMRs จึงตอบโจทย์ ประกอบกับโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน RE ส่วนใหญ่มีขนาดกำลังผลิต 100-300 MW จึงเกิดการกระจุกตัวของไฟฟ้าในพื้นที่ ดังนั้นการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ 2,000 MW จึงสู้โรงไฟฟ้า SMRs ขนาดเล็ก 300 MW ไม่ได้ ถือเป็นการตอบโจทย์เรื่องการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า

2) การก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ต้องขนอุปกรณ์มาไว้หน้างานและนำมาเชื่อมต่อโดยคน ซึ่งงานจะสู้ระบบ Automatic ไม่ได้ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMRs จะตอบโจทย์กว่า ลดความผิดพลาดของงานเพราะ SMRs จะถูกติดตั้งมาจากโรงงาน แล้วยกมาเป็นตู้คอนเทนเนอร์เข้ามาติดตั้งในพื้นที่เลย ถือเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบสำเร็จรูป ก็ว่าได้

และ 3) ความปลอดภัย เนื่องจากเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กสามารถติดตั้งไว้ใต้ดิน หากเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุฉุกเฉินก็จะมีระบบน้ำทิ้งตัวมาปิดเตาปฏิกรณ์ได้ทั้งหมด การอพยพคนจากพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้าจะกระทบไม่ถึง 1 กม. หรือจากเดิมที่ต้องอพยพคนในรัศมีเกือบ 20 กม. หากเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 2,000 MW

มั่นใจในความปลอดภัย

เนื่องจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMRs เป็นเทคโนโลยีใหม่ ขนาดนี้มีการก่อสร้างอยู่ใน 2 ประเทศคือ จีน กับ รัสเซีย โดยเฉพาะรัสเซียจะเป็นระบบเคลื่อนที่ติดตั้งอยู่บนเรือ ซึ่งพัฒนามาจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ หรือพัฒนาจาก MW น้อย ๆ 1-2 MW มาเป็น 100 MW ขนาดที่ SMRs ของจีนพัฒนาจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่มาเป็นขนาดเล็ก แต่ตอนนี้มีมากกว่า 18 ประเทศที่พัฒนาโรงไฟฟ้า SMRs ถึง 80 โมดูล เฉพาะของจีนกับรัสเซียจะเริ่มโหลดเชื้อเพลิงในปีหน้าแล้ว

ดังนั้นทุกโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จะต้องผ่านมาตรฐานของ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ซึ่งเป็นผู้กำหนด Guidline มีถึง 19 ขั้นตอนเพื่อรับรองความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยขั้นตอนสำคัญที่สุดก็คือ นโยบายของประเทศ (National Position) จะต้องถูกประกาศโดยรัฐบาลว่า ประเทศไทยจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เสียก่อน รองลงมาก็เป็นเรื่องของบุคลากร กฎหมาย ความปลอดภัย การกำจัดกากกัมมันตรังสี

ในอดีตตอนที่ประเทศไทยมีโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 2,000 MW กฟผ.ได้ดำเนินการตาม Guidline เพื่อเสนอ IAEA ได้แล้วถึง 18 ข้อ ขาดเพียงข้อเดียวคือ นโยบายของรัฐบาล โครงการก็มาสะดุดลงเสียก่อน ส่วนคำถามที่ว่า ขั้นตอนไหนยากที่สุดนั้น ก็เห็นจะเป็นการ “ยอมรับ” ของชุมชนในสถานที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อันนี้จะเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของการมีหรือไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศ

ใครจะเป็นคนทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ในประเด็นนี้ นายทิเดช รองผู้ว่าการ กฟผ.กล่าวว่า จะมี 3 ประเด็นที่จะต้องพิจารณา คือ 1) เงินลงทุนที่สูงมาก ข้อนี้ทั้ง กฟผ. หรือเอกชน มีความสามารถที่จะจัดหาเงินลงทุนได้ 2) บุคลากรในการบริหารจัดการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่ง กฟผ.มีการจัดตั้งหน่วยงานในระดับ “กอง” ชื่อว่า กองประกันคุณภาพและพลังงานนิวเคลียร์ ขึ้นมารองรับไว้กว่า 10 ปีแล้ว โดยมีบุคลากรสำคัญถึง 20 คน ในการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาโดยตลอด

และ 3) รัฐบาลจะต้องควบคุมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ ทั้งการเปิด-ปิดการเดินเครื่อง การขนส่งเชื้อเพลิง การจัดเก็บ เนื่องจากเป็นมิติของความมั่นคง หากสร้างขึ้นมาแล้ว แต่ควบคุมไม่ได้ IAEA สามารถสั่งปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้

ทั้ง 3 เกณฑ์จะเห็นได้ว่า กฟผ.มีความพร้อมในฐานะหน่วยงานที่ดูแลความมั่นคงด้านไฟฟ้าของประเทศ หากก่อสร้างโรงไฟฟ้า SMRs โรงแรกถือว่า มีความพร้อมที่สุด ส่วนโรงที่ 2-3 ต่อมาก็จะเปิดกว้างมากขึ้น เมื่อ IAEA เห็นความพร้อมของประเทศไทยแล้ว

ค่าไฟฟ้าจะถูกลงจริงหรือไม่

จากที่มีการกล่าวกันว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMRs จะทำให้ค่าไฟฟ้า “ถูกลงครึ่งหนึ่ง” หรือจาก 4 บาทกว่าในปัจจุบันเหลือ 2 บาทกว่า ๆ นั้น ในประเด็นนี้ นายทิเดชตั้งคำถามกลับมาว่า ถูกกว่าครึ่งหนึ่งนั้นเป็น “ครึ่งหนึ่งของอะไร” ของค่าไฟฟ้าวันนี้ หรือค่าไฟฟ้าในอีก 13 ปีข้างหน้า พร้อมกับอธิบายง่าย ๆ ว่า โครงสร้างค่าไฟฟ้าในปัจจุบันจะขึ้นอยู่กับ ราคาของเชื้อเพลิงโรงไฟฟ้าชีวมวล (RE) ประกบคู่กับราคาเชื้อเพลิงโรงไฟฟ้าก๊าซหรือฟอสซิลจับหารกัน

ข้อเท็จจริงในร่างแผน PDP ก็คือ การเพิ่มขึ้นของโรงไฟฟ้า RE ดังนั้นโรงไฟฟ้าความมั่นคงเชื้อเพลิงฟอสซิลก็จะต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าจากค่าเชื้อเพลิงจากโรงไฟฟ้า RE อยู่ที่ 4.94 บาท/หน่วย โรงไฟฟ้าก๊าซประมาณ 3.69 บาท/หน่วย ราคา Pool Gas อยู่ที่ 2.99 บาท/หน่วย “ค่าไฟฟ้าก็จะต้องสูงขึ้นเรื่อย ๆ” ประกอบกับราคาก๊าซมีความผันแปรสูง ค่าไฟฟ้าจึงมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี

แต่ถ้าเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMRs ค่าเชื้อเพลิงจากนิวเคลียร์จะไม่ผันผวน ถ้าประเมินราคาค่าเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ X บาท ราคาเชื้อเพลิงก็จะถูก Fix ไว้ 60 ปีตลอดอายุของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “ถือเป็นข้อดี” แต่เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่ “ราคา” ต้นทุนโรงไฟฟ้าจะสูงมาก “ค่าไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMRs จะถูกลงหรือแพงขึ้นขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่จะใช้

แต่ถ้าเทียบกัน ณ ปลายแผน PDP 2024 ระหว่างโรงไฟฟ้าก๊าซ กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMRs เชื่อว่า ราคาค่าไฟฟ้าจะใกล้เคียงกัน ค่าไฟฟ้า ณ ตอนนั้นจะไม่สูงไปกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซ (ปัจจุบันต้นทุนการผลิตไฟฟ้าหน้าโรงไฟฟ้าก๊าซอยู่ที่ประมาณ 3.69 บาท/หน่วย) นั่นหมายความว่า ราคาค่าไฟฟ้าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMRs อาจจะไม่ถูกลง ขึ้นอยู่กับการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งต่อไปจะมีความเป็น Commercial มากขึ้นจาก Scale โรงไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้านี้

ถามว่า ถ้าเทียบราคาค่าไฟโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMRs ณ ปัจจุบัน จะเป็นอย่างไร นายทิเดชกล่าวว่า ณ ปัจจุบันถ้ามีโรงไฟฟ้า SMRs เกิดขึ้นมาในประเทศไทยแล้ว ค่าไฟฟ้า SMRs จะ “แพงกว่า” โรงไฟฟ้าก๊าซแน่นอน เพราะหากลงทุนสร้างโรงไฟฟ้า SMRs ณ ตอนนี้เทียบกับการลงทุนโรงไฟฟ้า Combined ก๊าซที่กำลังการผลิตเท่ากัน ค่าลงทุนโรงไฟฟ้า SMRs จะ “แพงกว่าถึง 4 เท่า” ดังนั้น ต้นทุนค่าไฟฟ้าในการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าจะสูงกว่า แต่ถ้าพูดถึงค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าแล้ว โรงไฟฟ้า SMRs ก็จะนิ่งกว่า

สุดท้ายแล้ว หากจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMRs อนาคตในอีก 13 ปี “ค่าไฟฟ้า” จะเป็นเท่าไหร่จึงขึ้นอยู่กับเงินลงทุน ค่าก่อสร้าง เชื้อเพลิง การเดินเครื่อง และการบำรุงรักษา ดังนั้น ค่าไฟฟ้าจะถูกลงหรือแพงขึ้น ณ ตอนนี้ “ผมก็ยังตอบไม่ได้” เพราะต้องเทียบ ณ วันที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (COD) เป็นสำคัญ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นับหนึ่งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMRs ค่าไฟจะถูกลงครึ่งหนึ่งจริงหรือไม่

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...