‘ย้อนรอยโฮ่ง ตามรอยเหมียว’ แมวและหมาในประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์
‘ย้อนรอยโฮ่ง ตามรอยเหมียว’
แมวและหมาในประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์
ปฏิเสธอย่างไรก็ไม่พ้น
ว่าวันนี้เพื่อนซี้สี่ขาทั้งหมาแมว ล้วนเขยิบฐานะขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกครอบครัวที่ถูกรายล้อมคลั่งรัก
สำนักพิมพ์มติชน ชวนมาย้อนความเป็นมาอันยาวนานที่แมวและหมาตบเท้าเข้ามาอยู่ในประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์ผ่านผลงาน A History of Civilzation with Cats and Dogs ของ หู ชวน อัน (Hu Chuan-an) แปลเป็นภาษาไทยโดย อารยา เทพสถิตย์ศิลป์ ด้วยชื่อสุดน่ารักอย่าง ย้อนรอยโฮ่ง ตามรอยเหมียว
พร้อมพรึบแผงหนังสือในเดือนตุลาคมนี้
เปิดหน้าแรกพาไปสำรวจประวัติศาสตร์ เปิดโลกหลากอารยธรรม ชวนอ่านเกร็ดเล็กๆ เรียกน้ำย่อยด้วยเรื่องราวสนุกสนาน ผสมผสานไปกับตำนานความเชื่อและวัฒนธรรมของมนุษย์ที่สัมพันธ์กับแมว-หมา จากหลากอารยธรรม
ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นสร้างชาติ ชาวญี่ปุ่นกับเจ้าตูบก็มีสัมพันธ์อันดีกันมาตลอด จนถึงขั้นมีส่วนร่วมในการทหารและระบบการปกครอง เป็นเพื่อนคู่กายของชนชั้นสูง แถมเจ้าหมายังมีหน้าที่ทางสังคมอีกต่างหาก แล้วแบบนี้ทางด้านเจ้าเหมียวเริ่มครองใจชาวญี่ปุ่นตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ?
อียิปต์ ซึ่งเรื่องการบูชาแมวของชาวอียิปต์โบราณอาจเป็นเรื่องคุ้นหูคุ้นตาของใครหลายคน แต่ความจริงแล้วนอกจากเจ้าเหมียว คนอียิปต์ยังบูชาเจ้าตูบอีกด้วย และไม่ใช่การบูชาธรรมดาด้วยนะ เพราะเจ้าพวกนี้มีฐานะสูงมากกว่าที่เราเคยรู้เสียอีก
จีน ซึ่งประกอบไปด้วยทั้งเรื่องเล่าของหมาที่โชคดี หมาที่ชะตาขาด หมาที่มีอำนาจลึกลับ ส่วนด้านเจ้าแมวก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน ตั้งแต่ในพิธีศักดิ์สิทธิ์ ไปจนถึงมีอำนาจเลือกผู้สืบทอดจักรพรรดิ
ยุโรป ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเจ้าหมาในวัฒนธรรมยุโรป สามารถสืบย้อนไปในอดีตหลายชั่วอายุคน สถานะของหมาเรียกได้ว่าเทียบเคียงกับมนุษย์ ส่วนทางด้านเจ้าเหมียวอาจทำให้ใครหลายๆ คนต้องตกใจได้ เพราะเล่มนี้ได้เผยให้เห็นประวัติศาสตร์ดนตรีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าเหมียวแบบเต็มๆ
มายา หากใครเคยดูเรื่อง Coco (2017) วันอลวน-วิญญาณอลเวง จากค่ายพิกซาร์แอนิเมชั่นสตูดิโอส์ คงจะเคยเห็นเจ้าหมาลิ้นห้อยเพื่อนตัวโปรดของมิเกลตัวเอกของเรื่อง เป็นผู้ที่นำทางมิเกลไปสู่โลกแห่งความตาย แต่ใครจะรู้ว่าความจริงแล้วฉากนี้น่ะอาจเป็นเรื่องจริงก็ได้
ไต้หวัน ดินแดนของคนรักแมว มีหมู่บ้านที่ใครๆ ต่างก็เรียกว่า “สวรรค์ของคนรักแมว” แต่เคยรู้กันไหมว่าเจ้าแมวมาอยู่ที่นี่กันได้อย่างไร? แถมนอกจากเจ้าเหมียวจะครอบครองถิ่นนี้แล้วยังมีอิทธิพลไปถึงวัฒนธรรมภาษาอีกต่างหาก
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีประเด็นของเหล่าสรรพสัตว์ในห้องทดลอง ซึ่งการวิจัยขั้นพื้นฐานหรือการพัฒนายา ล้วนแล้วแต่ใช้สัตว์ในการทดลอง อ่านเรื่องราวจากเหยื่อที่ถูกทารุณกรรมสู่สัตว์คุ้มครอง และการทบทวนจริยธรรมในการทดลองกับสัตว์ เพราะทุกชีวิตควรได้รับการปฏิบัติอย่างสมเหตุสมผลที่สุด
ผลงานเล่มนี้ ไม่ใช่หนังสือแนวปกิณกะปลีกย่อย หากแต่เป็นเรื่องราวเข้มข้น ทว่า อ่านง่าย ด้วยฝีไม่ลายมือการเรียบเรียงของ หู ชวน อัน ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์ตัวจริง ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาภาษาจีน มหาวิทยาลัยแห่งชาติจงยาง โดยมี ‘คณะผู้เขียน’ ถึง 12 คน
หู ชวน อัน ระบุว่า หากมองจากด้านวิวัฒนาการ หมา ถือเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์ เมื่อสังคมมนุษย์เริ่มมีความซับซ้อน ก็นำฝูงหมาป่ามาฝึกเลี้ยงให้เชื่องจนกลายเป็นคู่หูผู้ซื่อสัตย์
ส่วนหมาตัวแรกในประวัติศาตร์ที่เข้ามาอยู่ในสังคมมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์มีข้อถกเถียงมากมายตลอดหลายปีที่ผ่านมา
นักโบราณคดีพบซากฟอสซิล ‘หมาบ้าน’ ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในช่วง 26,000-10,000 ปีที่แล้วในจีน ส่วนซากหมาบ้านในยุโรปที่เก่าที่สุด มีอายุประมาณ 10,000 ปี
สำหรับ ‘แมวบ้าน’ วิวัฒนาการจาก ‘แมวป่า’ โดยแมวบ้านตัวแรกเท่าที่ค้นพบอยู่ที่เกาะไซปรัส ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งพบซากกระดูกสมบูรณ์พร้อมโครงกระดูกมนุษย์ในโลงศพ
ภายในโลงยังมีข้าวของผู้ตายอีกหลายชิ้นซึ่งล้วนเป็นของมีค่า จึงเป็นหลักฐานยืนยันว่ามีการจัดพิธีศพอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม แมวตัวดังกล่าว ไม่ใช่แมวพันธุ์ดั้งเดิมของไซปรัสแต่อย่างใด
นักประวัติศาสตร์ผู้เรียบเรียง ยังชี้ว่า เรื่องที่น่าสนใจคือแหล่งโบราณคดีวัฒนธรรมหย่างเสา ซึ่งนับเป็นจุดบ่งชี้การเริ่มต้นอารยธรรมจีน ก็พบร่องรอยแมวบ้านเช่นกัน โดยพบกระดูกแมว 8 ชิ้น อายุประมาณ 5,500-5,200 ปี ที่หมู่บ้านเฉวียนฮู่ มณฑลส่านซี นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นแมวบ้านที่นำมาใช้ควบคุมประชากรหนู เนื่องด้วยภาคเหนือของจีนเริ่มมีการเพาะปลูกข้าวฟ่างเมื่อราว 10,000 ปีก่อน ศัตรูพืชอย่างหนูจึงระบาด ผู้คนยุคนั้นพบว่าแมวช่วยจับหนูได้
ดังปรากฏหลักฐานในคัมภีร์โบราณของจีน ที่ชื่อว่า ‘หลี่จี้ บทเจียวเท่อเซิง’ ตอนหนึ่งว่า
‘รับแมว ให้หนูนาเป็นอาหาร…เป็นการเซ่นไหว้รับ’
ตัดภาพไปที่อียิปต์ แมวและหมา เป็นองค์ประกอบของงานหัตถกรรมหลากหลาย ด้วยความผูกพันลึกซึ้ง จึงมีธรรมเนียมนำร่างแมวและหมามาทำมัมมี่ นอกจากนี้ ยังมีเทพเจ้าอีกไม่น้อยที่เกี่ยวกับพวกมัน
ในประวัติศาสตร์จีน ตั้งแต่ฮ่องเต้ เสนาบดี จนถึงชาวบ้าน ต่างนิยมเลี้ยงหมา ส่วนญี่ปุ่น ยุคเอโดะ (ค.ศ.1603-1868) พบแมวในภาพวาดมากมาย โดยนับเป็นสัตว์ที่สำคัญต่อจิตวิญญาณมนุษย์ ในขณะที่หมา สัมพันธ์กับการดำเนินชีวิตมากกว่า
หนังสือเล่มนี้ ยังเปิดเผยเรื่องราวที่น่าทึ่ง คือการที่แมวและหมาเข้ามาเปลี่ยนประวัติศาสตร์และภาษาของมนุษย์ ทั้งยังกลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ในบางห้วงเวลา
รายละเอียดจะเป็นเช่นไร ติดตามอ่านได้ใน ‘ย้อนรอยโฮ่ง ตามรอยเหมียว’ ที่ชวนตะลึงตั้งแต่บทแรกจนบรรทัดสุดท้าย