โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กสศ. จัดเสวนา “ภาวะฉุกเฉินทางการเรียนรู้หลังโควิด-19 แนวทางฟื้นฟูรับเปิดเทอมใหม่”

The Reporters

อัพเดต 31 ต.ค. 2565 เวลา 08.52 น. • เผยแพร่ 31 ต.ค. 2565 เวลา 08.52 น.

พบปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง ทำภาวะเรียนรู้ถดถอย เสนอ แก้ปัญหาระยะยาว จัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning

วันนี้ (31 ต.ค.65) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และภาคีเครือข่าย จัดเสวนาวิชาการ "ภาวะฉุกเฉินทางการเรียนรู้หลังโควิด-19 แนวทางฟื้นฟูรับเปิดเทอมใหม่" ณ ลานกิจกรรม กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ชั้น 13 อาคารเอส พี ทาวเวอร์ พหลโยธิน โดยมี ฐปณีย์ เอียดศรีไชย เป็นผู้ดำเนินรายการ

ผศ.พรพิมล คีรีรัตน์ โค้ชโครงงานฐานวิจัย (ป.4-ม.3) โครงการสนับสนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ กล่าวว่า หลังเปิดภาคการศึกษา 1/2565 ได้ลงพื้นที่เยี่ยมโรงเรียนในจังสงขลา พบว่า เด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เขียนหนังสือไม่เป็นตัว เนื่องจากกล้ามเนื้อมือไม่แข็งแรง เช่นเดียวกับเด็กชั้น ป.2 ในจังหวัดปัตตานี นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการจับดินสอ จับแน่น ตัวก้มชิดสมุด มือเกร็ง ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดพัฒนาการด้านประสาทสัมผัส ในช่วงสถานการณ์โควิด-19

เป็นที่มาของการใช้เครื่องวัดแรงบีบมือ วัดสมรรถภาพความแข็งแรงกล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 1,918 คน จาก 74 โรงเรียน ใน 6 จังหวัด ได้แก่ สตูล ปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราช ยะลา และนราธิวาส พบเด็ก 98% มีแรงบีบมือต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของเด็กในวัยเดียวกัน ซึ่งปกติค่ามาตรฐานจะอยู่ที่ 19 กิโลกรัม จากการทดสอบมีเด็กผ่านเกณฑ์เพียง 1.19% จึงได้ริเริ่มโครงการ PSU ครูรักศิษย์ ครั้งที่ 7 "การพัฒนาฐานกาย" หนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการคือ โรงเรียนวัดมุจลินทวาปีวิหาร (เพชรานุกูลกิจ) อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ดูแลโครงการโดย ครูนก จรรยารักษ์ สมัตถะ หลังจัดโครงการพบ ค่าแรงบีบมือเด็กมากขึ้น 0.5-2 กิโลกรัม

ผศ.อัมพร ศรประสิทธิ์ โค้ชกระบวนการวิทยาศาสตร์ (อนุบาล - ป.3) โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ กล่าวว่า เด็กมีความทุกข์ในห้องเรียนจากกล้ามเนื้อมัดเล็กอ่อนแรง ไม่สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ ส่งผลให้เกิดภาวะไม่เชื่อมั่นในตนเอง สุดท้ายทำให้เด็กขาดเรียนมากกว่าครึ่งห้อง

เด็กชั้น ป.1-3 เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่ต้องประคับคอง เสนอให้ครูใช้กระบวนการเล่นเชิงวิทยาศาสตร์ ยกตัวอย่าง กิจกรรมที่นำเชือกฝ้ายสานกันเป็นใยแมงมุม จุดใดเชือกสูงต้องข้าม เชือกต่ำต้องลอด และห้ามถูกใบไม้ที่แขวนอยู่ ทำให้เด็กได้ฝึกสังเกต ฝึกกกระบวนการคิด รวมรวบข้อมูล และทดลองทำ หลังทำกิจกรรม 2 สัปดาห์พบว่า เด็กมีพัฒนาการดีขึ้น

รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์ โค้ชโครงการสนับสนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง เครือข่ายมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ทำให้เห็นว่าเด็กชั้น ป.2 ใน 74 โรงเรียน มีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อมือ ดังนั้นโรงเรียน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานการศึกษาที่กำกับดูแล ต้องร่วมมือกันทำ "โมเดลพัฒนากล้ามเนื้อ" วัดค่าแรงบีบมือทุก 2 สัปดาห์ และสมรรถนะฐานกาย คาดการณ์ว่า เด็กจะมีค่าแรงบีบมือเพิ่มขึ้น 0.5-1.5 กิโลกรัม ภายใน 1 เดือน และมีค่าแรงบีบมือตามเกณฑ์มาตรฐาน ภายใน 6 เดือน

นายแพทย์ธีรชัย บุญยะลีพรรณ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอนามัยเด็กแห่งชาติ กรมอนามัย กล่าวถึงสถานการณ์พัฒนาการเด็กปฐมวัย ตั้งแต่แรกเกิด-ก่อนเข้า ป.1 มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย พร้อมระบุว่า เด็กไทยมีพัฒนาการสมวัย 75% ไม่สมวัย 25% ทั้งนี้จากผลการคัดกรองเด็ก 5 ช่วงวัยในปี 2564 พบว่า เด็กมีพัฒนาการล่าช้าจากสถานการณ์โควิด-19 ส่วนปี 2565 พบเด็กมีปัญหาการใช้กล้ามเนื้อมือจะล่าช้าราว 47%

รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) คณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) ในปี 2565 พบว่าสถานการณ์รุนแรง มีเด็กหางแถวและเกิดความเหลื่อมล้ำมากที่สุด พร้อมชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันผู้ปกครองอ่านหนังสือให้เด็กฟังน้อยลง เนื่องจากขาดสื่อการเรียนรู้ ทำให้ทักษะภาษาและคณิตศาสตร์ของเด็กขาดหายไปกว่า 90%

ทั้งนี้หลังสถานการณ์โควิด-19 ยังพบว่า เด็กทำการบ้านและอ่านหนังสือน้อยลง แต่ใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น จึงเสนอทางออกระยะสั้นให้มีการเปิดเรียนภาคฤดูร้อน ชดเชยเวลาที่ขาดหายไป และจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความพร้อมของเด็ก ส่วนทางออกระยะยาว ต้องพัฒนาทักษะการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครอง และยกระดับการศึกษาปฐมวัยด้วยจัดการเรียนการสอนแบบ "Active Learning"

รศ.ดร.วีระชาติ ทิ้งท้ายว่า ทุกคนเรียนเพื่อเติบโตเป็นอนาคตของชาติ หากเราไม่ได้ทำอะไร เด็กจะมีภาวะการเรียนรู้ถดถอยไปเรื่อย ๆ เมื่อไปอยู่ในตลาดแรงงานก็ขะกระทบต่อความสามารถในการพัฒนาประเทศ การแก้ปัญหาจึงต้องทำแบบ "วิ่งมาราธอน" หรือแก้ปัญหาระยะยาว เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต

ปัจจุบันเด็กที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มเด็กที่ไม่มีทรัพยากร ไม่ได้รับการเรียนพิเศษ ฉะนั้นข้อเสนอการเปิดเรียนภาคฤดูร้อน จึงจะช่วยเพิ่มโอกาสให้เด็กกลุ่มนี้เข้าถึงของการศึกษา เพราะหากเด็กมีภาวะการเรียนรู้ถดถอยไปเรื่อย ๆ สุดท้ายเด็กจะหลุดออกจากระบบการศึกษา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...