โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2569

efinanceThai

เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2569

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -12 พ.ค. 69 7:20: น.

*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) งวดส่งมอบเดือนมิ.ย. ปิดที่ 98.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.65 ดอลลาร์ หรือ 2.78%

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนก.ค. ปิดที่ 104.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.92 ดอลลาร์ หรือ 2.88%

ระหว่างวันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะยานขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 105.99 ดอลลาร์ และ WTI แตะระดับสูงสุดที่ 100.37 ดอลลาร์

ราคาน้ำมันปิดตลาดเพิ่มขึ้นเกือบ 3% เมื่อวันจันทร์ (11 พ.ค.) หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านกำลังอยู่ในภาวะล่อแหลม ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่สงครามยังไม่มีแนวโน้มจะยุติลง

*** ตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิกเปิดบวกเช้านี้ โดยนักลงทุนเลือกมองข้ามความกังวลระลอกใหม่เกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเตือนว่า การสงบศึกขณะนี้กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต โดยทรัมป์ได้แสดงความกังวลต่อความอยู่รอดของข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งสถานการณ์ในขณะนี้เหมือนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หลังจากรัฐบาลเตหะรานยื่นข้อเสนอที่เขาเห็นว่าไม่อาจยอมรับได้ เพื่อตอบกลับข้อเสนอของสหรัฐฯ

  • ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่น ปรับเพิ่มขึ้น 0.2% ขณะที่ดัชนี Topix บวก 0.54%
  • ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ พุ่งขึ้นกว่า 2% หลังจากที่เพิ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ไปเมื่อวันจันทร์ ส่วนดัชนี Kosdaq ปรับตัวขึ้น 0.62%
  • ดัชนี S&P/ASX 200 ของออสเตรเลีย เคลื่อนไหวทรงตัว
  • ดัชนี Hang Seng Futures ของฮ่องกง อยู่ที่ระดับ 26,421 จุด ซึ่งสูงกว่าระดับปิดตลาดล่าสุดที่ 26,406.84 จุด

*** สถานะข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านก้าวสู่ภาวะวิกฤตเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวอยู่ในภาวะล่อแหลมขั้นสูงสุดภายหลังตัดสินใจปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพฉบับล่าสุดจากรัฐบาลอิหร่าน

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ณ ห้องทำงานรูปไข่ โดยนิยามเนื้อหาที่อิหร่านตอบกลับข้อเสนอว่าเป็นเพียงขยะชิ้นหนึ่ง และเขายังอ่านรายละเอียดไม่จบด้วยซ้ำ

*** อิหร่านได้ส่งฝูงเรือดำน้ำขนาดเล็กเข้าประจำการบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ หลังสหรัฐฯ ปฏิเสธข้อตกลงสันติภาพล่าสุดที่อิหร่านยื่น ซึ่งการตัดสินใจใช้กองกำลังเรือดำน้ำของอิหร่านในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาแผนการใช้กองกำลังทหารสหรัฐฯ เพื่อคุ้มกันเรือพาณิชย์ที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ดี เรือดำน้ำดังกล่าวเป็นเรือดำน้ำขนาดเล็กชั้น Ghadir ซึ่งมีข้อจำกัดด้านเสียงที่ดังผิดปกติและปัญหาด้านการซ่อมบำรุง อีกทั้งลูกเรือยังมีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานที่จำกัด

*** อามิน นัสเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Saudi Aramco ระบุว่าตลาดน้ำมันโลกกำลังสูญเสียอุปทานไปถึง 100 ล้านบาร์เรลในทุกสัปดาห์ที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ซึ่งซ้ำเติมภาวะน้ำมันขาดแคลนให้รุนแรงยิ่งขึ้น

อุปทานที่ขาดหายไปส่งผลให้ภาคธุรกิจและรัฐบาลต่างๆ ต้องนำน้ำมันสำรองออกมาใช้ จนทำให้ปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลกลดลงสู่ระดับที่อันตรายอย่างมาก นอกจากนี้ นัสเซอร์ยังเตือนว่าสถานการณ์อุปทานหยุดชะงักอาจลากยาวไปจนถึงปี 2027 กว่าที่ระดับอุปทานจะกลับคืนสู่สภาวะปกติ พร้อมชี้ให้เห็นว่าการนำน้ำมันสำรองออกมาใช้อย่างต่อเนื่องได้บดบังความจริงที่ว่าตลาดโลกอยู่ในภาวะตึงตัวอย่างหนักเพียงใด

*** สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรนิติบุคคล 12 แห่ง ในฮ่องกง ดูไบ และโอมาน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการจำหน่ายน้ำมันของอิหร่านให้แก่จีน เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความกังขาต่อความยั่งยืนของข้อตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลเตหะราน

*** ข้อมูลจากระบบติดตามเรือระบุว่า เรือลำหนึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังโรงกลั่น Nghi Son ในเวียดนามด้วยความเร็วประมาณ 13 นอต ก่อนที่จะหยุดชั่วคราวขณะแล่นผ่านชายฝั่งของโอมาน หลังจากนั้นไม่นาน สัญญาณระบุว่าเรือได้เปลี่ยนเส้นทางไปทางทิศเหนือและมุ่งหน้ากลับไปยังช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมกับลดความเร็วลงจนเกือบจะหยุดนิ่ง

สาเหตุของการหยุดชะงักดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจน แม้ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นในบริเวณที่สหรัฐฯ ได้วางกำลังปิดล้อมทางทะเลไว้ก็ตาม อย่างไรก็ดี มาตรการปิดล้อมดังกล่าวมีผลบังคับใช้เฉพาะกับการขนส่งสินค้าของอิหร่านเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงน้ำมันดิบจากอิรักแต่อย่างใด

*** รายได้สุทธิของหน่วยธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในญี่ปุ่นของ Goldman Sachs ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10% แตะระดับ 1.255 แสนล้านเยน (800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในรอบ 12 เดือนจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ซึ่งถือเป็นผลประกอบการที่ดีที่สุดในรอบ 15 ปี โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากธุรกิจการซื้อขายหลักทรัพย์ นอกจากนี้ บริษัทยังทำกำไรสุทธิสูงสุดในกลุ่มธนาคารต่างชาติ แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะลดลงเล็กน้อยเนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นตามข้อมูลที่ระบุในรายงานงบการเงิน

*** นักลงทุนในจีนคาดว่าการประชุมสุดยอดระหว่างสี จิ้นผิง และโดนัลด์ ทรัมป์ จะส่งสัญญาณบวกที่เพียงพอต่อการรักษาเสถียรภาพของการซื้อขาย กลุ่มผู้สังเกตการณ์ตลาดไม่ได้ตั้งความหวังว่าการพบกันครั้งนี้ไม่ได้นำไปสู่การรีเซ็ตความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ แต่พุ่งเป้าไปที่ความสามารถของผู้นำทั้งสองในการหลีกเลี่ยงข้อขัดแย้งระลอกใหม่ ทั้งในด้านการค้า เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ โดยมองว่าแม้จะไม่มีการบรรลุข้อตกลงสำคัญในประเด็นหลักเหล่านี้ แต่หากมีผลลัพธ์ในเชิงสร้างสรรค์โดยรวมก็เพียงพอที่จะประคองความเชื่อมั่นในตลาดต่อไปได้

*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมนำประเด็นการจำคุกจิมมี ไล นักธุรกิจชาวฮ่องกง ขึ้นมาหารือในการประชุมสุดยอดกับสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยยกกรณีของไลขึ้นมาหารือกับสี จิ้นผิง มาแล้ว และให้คำมั่นว่าจะพยายามหาทางให้มีการปล่อยตัว โดยครอบครัวและกลุ่มผู้สนับสนุนต่างฝากความหวังไว้กับการประชุมสุดยอดของทรัมป์ในครั้งนี้

ทั้งนี้ ไลถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 20 ปีในข้อหาสมคบคิดกับต่างชาติและปลุกระดมมวลชนภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของรัฐบาลปักกิ่ง จากการร่วมกันล็อบบี้สหรัฐฯ และมหาอำนาจอื่น ๆ ให้ดำเนินมาตรการคว่ำบาตรต่อจีน

*** รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมปรับลดภาษีนำเข้าเนื้อวัวเป็นการชั่วคราว เพื่อแก้ปัญหาราคาเนื้อวัวในตลาดที่พุ่งสูงขึ้น โดยจะระงับการใช้โควตาภาษีรายปีสำหรับทุกประเทศที่ส่งออกเนื้อวัว ซึ่งจะช่วยเปิดทางให้สินค้าสามารถเข้าสู่สหรัฐฯ ได้ในปริมาณที่มากขึ้นภายใต้อัตราภาษีระดับต่ำ

ปัจจุบันจำนวนฝูงโคเนื้อในสหรัฐฯ ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 75 ปี ส่งผลให้ราคาขายปลีกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และทำให้ต้นทุนเนื้อวัวกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่สำคัญสำหรับรัฐบาลของทรัมป์

*** ไมเคิล เบอร์รี ผู้ก่อตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ Scion Asset Management ออกโรงเตือนว่าดัชนี Nasdaq 100 พุ่งสูงขึ้นเร็วและแรงเกินไป จนดูเหมือนเส้นโค้งที่ตั้งชัน ซึ่งในทางสถิติมักจะตามมาด้วยการร่วงลงอย่างรุนแรง เขาวิจารณ์ว่าสถานการณ์ตอนนี้เหมือนช่วงปี 2000 ที่คนแห่ซื้อหุ้นเทคโนโลยีจนราคาแพงเกินพื้นฐาน โดยปัจจุบันค่า P/E ของ Nasdaq 100 สูงถึง 43 เท่า ซึ่งหมายความว่านักลงทุนยอมจ่ายเงินแพงกว่ากำไรที่บริษัททำได้จริงถึง 43 เท่า ซึ่งสูงกว่าระดับที่ควรจะเป็นมาก

*** Goldman Sachs และ Bank of America ปรับลดคาดการณ์แนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง โดยให้เหตุผลว่าข้อมูลการจ้างงานและตัวเลขเงินเฟ้อที่ยังคงแข็งแกร่ง เป็นปัจจัยสนับสนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมไปจนถึงสิ้นปีนี้เป็นอย่างน้อย

ขณะเดียวกัน เหล่านักเทรดเริ่มเพิ่มการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจคงอัตราดอกเบี้ยตลอดทั้งปีนี้ และมีความเป็นไปได้ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงต้นปี 2027 เนื่องจากภาวะสงครามในอิหร่านได้ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดน้ำมันและเป็นตัวเร่งให้เกิดเงินเฟ้อ

*** ซาดิก ข่าน นายกเทศมนตรีนครลอนดอน เรียกร้องให้เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร มีความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญมากขึ้น หลังจากพรรคแรงงานซึ่งเป็นพรรครัฐบาลพ่ายแพ้อย่างหนักในการเลือกตั้งท้องถิ่น โดยระบุว่าพรรคควรให้คำมั่นสัญญาว่าจะนำประเทศกลับเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปอีกครั้งในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งถัดไป

นายกเทศมนตรีนครลอนดอนกล่าวถึงการถอนตัวจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรว่าเป็นการกระทำที่เป็นการทำร้ายเศรษฐกิจของตัวเองครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศใดเคยทำมา

*** หุ้นกลุ่มยาหลายบริษัทพุ่งขึ้นขานรับข่าวการแพร่ระบาดของไวรัสฮันตา (Hantavirus) ขณะที่นักลงทุนประเมินว่าบริษัทเหล่านี้จะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาวัคซีนหรือไม่ โดยหุ้นของ Moderna, Inovio และ Novavax พุ่งทะยานในการซื้อขายช่วงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นไม่สามารถรักษาแรงบวกที่แข็งแกร่งที่สุดเอาไว้ได้จนจบวัน

ด้านนักวิเคราะห์จาก Evercore ISI ระบุว่า เมื่อพิจารณาจากพาดหัวข่าวในปัจจุบัน ยังไม่เห็นโอกาสในการสร้างรายได้ที่มีนัยสำคัญแต่อย่างใด

รายงาน โดย Supak Hopuengju เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...