โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ACSC กางสถิติโกงออนไลน์ สะเทือน “เคสใหญ่” วันเดียวเสียหาย 80 ล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 เม.ย. เวลา 07.52 น. • เผยแพร่ 20 เม.ย. เวลา 07.45 น.

ศูนย์ ACSC เปิดสถิติโกงออนไลน์ เผยสัปดาห์เดียวคดีโกงออนไลน์กว่า 5,000 คดี เสียหายรวม 269 ล้านบาท พบเคส “High Value” วันเดียวสูญกว่า 80 ล้าน

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 12 เม.ย.-18 เม.ย. 69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 5,000 คดี มูลค่าความเสียหาย 269,445,711 ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้ลดลงจากห้วงวันที่ 4 เม.ย.-11 เม.ย. 69 จำนวน 2,372 คดี และพบว่ามูลค่าความเสียหายลดลง 129,989,245 บาท

ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่าภาพรวมจำนวนคดีมีทิศทางลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า ส่วนมูลค่าความเสียหายมีทิศทางสอดคล้องกับจำนวนคดี โดยค่าเฉลี่ยส่วนใหญ่เกาะกลุ่มอยู่ที่ 400-500 ล้านบาทต่อสัปดาห์ และลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 269.44 ล้านบาทในสัปดาห์ล่าสุด และพบว่าคดีการหลอกซื้อ-ขายสินค้า ยังคงเป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุด คิดเป็น 76.7% ของคดีทั้งหมด แต่ยอดความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีไม่สูงนัก

แต่หากเทียบในเชิงมูลค่าความเสียหาย อันดับ 1 คือคดีการหลอกลงทุน แม้มีเพียง 184 คดี แต่กลับสร้างความเสียหายสูงถึง 102 ล้านบาท ที่น่าสนใจคือในวันที่ 16 เม.ย. 69 ภายในวันเดียว มีมูลค่าความเสียหายพุ่งสูงถึง 80 ล้านบาท ทั้งที่จำนวนคดีในวันนั้นยังไม่ได้สูงที่สุด สะท้อนว่ามีการเกิดคดีประเภท “High Value” หรือการหลอกลงทุนเกิดขึ้น บ่งชี้ว่ามิจฉาชีพเน้นเป้าหมายรายใหญ่ในช่วยรอยต่อวันหยุด และอันดับ 2 คือคดีหลอกลวงโดยแอบอ้างเป็นคนอื่น

ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังพบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย และยังคงเป็นกลุ่มอายุ 21-30 ปี ที่มักตกเป็นเหยื่อมากที่สุด โดยจำนวนผู้เสียหายสูงสุด อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ก็พบว่า อยู่ในกลุ่มอายุ 21-30 ปี เช่นกัน ขณะที่อันดับ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ คือกลุ่มอายุ 41-50 ปี และอันดับ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล คือกลุ่มอายุ 31-40 ปี

ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยประชาชนอีกครั้ง โดยเฉพาะสำหรับการลงทุน โดยสามารถป้องกันความเสี่ยงในการลงทุนทุกชนิดได้ ด้วยการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ ดังนี้

1.ตรวจสอบข้อมูลก่อนลงทุนผ่านแอป SEC Check First ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยให้สังเกตผลการค้นหา ดังต่อไปนี้

– ต้องพบชื่อบริษัทในระบบอย่างชัดเจน

– ระบุสถานะว่า “ได้รับอนุญาต” หรือ “ยังประกอบธุรกิจได้ตามปกติ”

– มีเลขที่ใบอนุญาต ระบุประเภทใบอนุญาตชัดเจน

– มีรายละเอียดที่อยู่สำนักงาน และข้อมูลติดต่อที่ตรวจสอบได้

– รายชื่อผู้แนะนำการลงทุน/ผู้บริหาร ปรากฏในระบบอย่างถูกต้อง

2.ตรวจสอบบัญชีก่อนโอนเงินทุกครั้ง

– ชื่อบัญชีที่รับโอนเงินต้องตรงกับชื่อบริษัทที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากระบุให้โอนเงินลงทุนไปยังบัญชีบุคคลธรรมดา นั่นคือมิจฉาชีพ 100% เช่นเดียวกัน หากมีการเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลรับฝากเงินลงทุนบ่อยครั้ง รวมถึงเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลในการโอนเงินหรือผลกำไรคืนมาให้เรื่อย ๆ นั่นก็คือมิจฉาชีพ 100% เช่นกัน

– หากพบความผิดปกติ ควรหยุดโอนเงินทันทีและรีบตรวจสอบกับบริษัทที่ถูกกล่าวอ้างผ่านทางช่องทางหลัก

3.ระวังแอปพลิเคชั่นปลอม

– มิจฉาชีพสามารถสร้างแอปพลิเคชั่นปลอม เลียนแบบชื่อ โลโก้ และรูปแบบแอปทางการ แล้วนำไปเผยแพร่ใน Store ได้ ดังนั้น การดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นจาก App Store หรือ Google Play อาจไม่ปลอดภัยเสมอไป

ที่สำคัญ ขอให้ประชาชนใช้ความรอบคอบในการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง ตรวจสอบข้อมูลผ่านแอป

SEC Check First ให้ครบถ้วนก่อนโอนเงิน และอย่าหลงเชื่อข้อเสนอผลตอบแทนสูงผิดปกติหรือการเร่งรัดให้ตัดสินใจ เพราะการตรวจสอบเพียงไม่กี่นาที อาจช่วยป้องกันความเสียหายทางการเงินจำนวนมากได้

และอีกคดีที่สร้างมูลค่าความเสียหายสูงเช่นกัน คือ การแอบอ้างเป็นคนอื่น โดยมิจฉาชีพจะโทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐ เช่น ตำรวจ, ดีเอสไอ (DSI), ปปง. หรือเจ้าหน้าที่ศาล แจ้งว่าบัญชีธนาคารของท่านถูกนำไปใช้ในการกระทำความผิด ใช้คำพูดข่มขู่ให้ตกใจกลัวว่าจะถูกดำเนินคดี หรือถูกอายัดทรัพย์สิน และมักจะกำชับไม่ให้บอกใคร ก่อนจะให้ท่านโอนเงินเพื่อทำการตรวจสอบความบริสุทธิ์ของเงิน ซึ่งหากพบเหตุการณ์ในลักษณะนี้ ขอให้ปฏิบัติตามนี้

– ตั้งสติและตัดสายทิ้ง เจ้าหน้าที่ที่แท้จริงจะไม่มีการวิดีโอคอลเพื่อสอบปากคำหรือแจ้งดำเนินคดี, ไม่มีการส่งหมายเรียกหรือเอกสารสำคัญผ่านทางไลน์ และไม่ให้โอนเงินเพื่อมาตรวจสอบ

– ห้ามให้ข้อมูลส่วนตัว เลขบัตรประชาชน, เลขบัญชี หรือรหัส OTP แก่ผู้ที่โทร.มาแอบอ้าง

– รีบวางสายและโทร.สอบถามไปยังหน่วยงานที่ถูกอ้างถึงโดยตรงผ่านเบอร์โทรศัพท์ทางการ

ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่าง ๆ จนมีผลปฏิบัติการต่าง ๆ และสามารถจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จำนวน 1 เคส ผู้ต้องหาชาวต่างชาติ 3 ราย เป็นสัญชาติจีน พร้อมตรวจยึดเงินสดได้กว่า 3.4 ล้านบาท ขณะเดียวกันได้ประสานตำรวจพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที ได้ทั้งหมด 1 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด จำนวน 8 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 475,000 บาท

โดยมีผลการจับกุมที่น่าสนใจ ดังนี้ เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสาน ศปอส.น. ร่วมกับ กก.สืบสวน 3

บก.สส.บช.น., สน.ทุ่งมหาเมฆ และ สน.ดอนเมือง ร่วมกันวางแผนจับกุม 3 ผู้ต้องหาชาวจีน ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน อั้งยี่ และร่วมกันฟอกเงิน หลังร่วมกันสร้างเรื่องหลอกลวงผู้เสียหายผ่านโทรศัพท์ โดยอ้างว่ามีผู้นำบัตรประชาชนของผู้เสียหายไปใช้เปิดหมายเลขโทรศัพท์ ซึ่งพัวพันกับเครือข่ายยาเสพติด จากนั้นให้ผู้เสียหายแอดไลน์และมีการส่งบัตรเจ้าหน้าที่ ปปง. บัตรข้าราชการ มาให้ดูเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จนผู้เสียหายเกิดความหวาดกลัวหลงเชื่อโอนเงินและนัดส่งมอบเงินสดตามสถานที่ต่าง ๆ รวมมูลค่าความเสียหายสูงถึง 34 ล้านบาท ซึ่งทางเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวได้ขณะที่กลุ่มผู้ต้องหากำลังพยายามติดต่อนัดรับเงินจากผู้เสียหายเพิ่มเติม

สำหรับเคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าความเสียหายสูง ได้แก่

เคสที่ 1 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 68 ปี หลังถูกมิจฉาชีพใช้กลอุบายสร้างโปรไฟล์ปลอมแอบอ้างเป็น “อาจารย์โฉลก สัมพันธารักษ์” กูรูด้านการลงทุนชื่อดัง

โดยล่อลวงผ่านลิงก์ไลน์บนหน้าเพจเฟซบุ๊กปลอมตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 ก่อนจะถูกดึงเข้ากลุ่มไลน์ชื่อ “ความสำเร็จทางการเงิน” ซึ่งมีหน้าม้ากว่า 243 คน คอยสร้างสถานการณ์โชว์ผลกำไรจากการเทรดสกุลเงินดิจิทัลเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือทุกเช้าเย็น พร้อมส่งต่อให้คนร้ายที่อ้างตัวเป็นผู้ช่วยชื่อ “นิษา” หว่านล้อมจนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินลงทุนสะสมถึง 16 ครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายสูงถึง 26,096,533 บาท

กระทั่งเจ้าหน้าที่ตรวจพบความผิดปกติและเร่งแจ้งเตือนผู้เสียหายก่อนจะถูกหลอกให้โอนเงินเพิ่ม ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการแจ้งความผ่านสายด่วน 1441 และเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับกลุ่มผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร่งด่วน

เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.ภ.จว.ยะลา เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 49 ปี หลังถูกมิจฉาชีพใช้กลอุบายสร้างโปรไฟล์น่าเชื่อถือทางเฟซบุ๊กและไลน์ หลอกขายที่นอนแบรนด์ดังในราคาถูกพิเศษเพียง 799 บาท ก่อนจะใช้อุบายชักชวนทำกิจกรรมโปรโมตสินค้า เพื่อรับผลตอบแทนสูงถึง 30-50%

โดยในช่วงแรกผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินหลักพันและได้รับค่าตอบแทนจริง จึงโอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนบาท รวมทั้งสิ้นกว่า 317,700 บาท แต่เมื่อยอดสะสมรวมผลกำไรพุ่งสูงถึง 476,550 บาท กลับไม่สามารถถอนเงินออกมาได้จริงตามที่กล่าวอ้าง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้ผู้เสียหายแจ้งความผ่านทางออนไลน์ และเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองยะลา เพื่อเร่งรวบรวมพยานหลักฐานติดตามตัวคนร้ายมาดำเนิคดีตามกฎหมายต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ACSC กางสถิติโกงออนไลน์ สะเทือน “เคสใหญ่” วันเดียวเสียหาย 80 ล้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...