โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สงคราม 'เทเลแกรม'! อธิปไตยอินเตอร์เน็ตของปูติน

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 17 มี.ค. เวลา 04.48 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. เวลา 02.12 น.

ยุทธบทความ สุรชาติ บำรุงสุข

สงคราม ‘เทเลแกรม’!

อธิปไตยอินเตอร์เน็ตของปูติน

“การจำกัดเสรีภาพของพลเมืองไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง… ไม่ว่าจะมีแรงกดดัน [จากรัฐบาลรัสเซีย] เท่าใดก็ตาม เทเลแกรมจะยืนอยู่กับเสรีภาพในการพูด และการรักษาความเป็นส่วนบุคคล”

Pavel Durov

ผู้ก่อตั้งแอพพลิเคชั่น Telegram

ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 รัฐบาลรัสเซียมีความพยายามในการเข้าควบคุมแอพพ์เทเลแกรม ซึ่งเป็นแอพพ์โซเชียลมีเดียที่ใช้กันอย่างมากในสังคมรัสเซีย และทางแอพพ์เทเลแกรมในครั้งนี้ ก็ไม่ได้มีท่าทีในการต้องยอมตามรัฐบาลรัสเซียแต่อย่างใด อันส่งผลกับชาวรัสเซียในการใช้แอพพ์นี้อย่างมาก เนื่องจากมีตัวเลขประมาณการว่า ชาวรัสเซียใช้เทเลแกรมมากกว่า 60 ล้านคนต่อวัน

ความพยายามของรัฐบาลอำนาจนิยมในการควบคุมโลกโซเชียลมีเดียไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด และดูจะเป็นเรื่องปกติของรัฐบาลเผด็จการ ดังเช่นที่เห็นในกรณีของจีนมาแล้ว รัฐบาลเผด็จการมีชุดความคิดที่ไม่แตกต่างกันในเรื่องของ “อำนาจอธิปไตยอินเตอร์เน็ต” (sovereign internet) เพราะความต้องการที่จะควบคุมความคิดและการเคลื่อนไหวทางการเมืองของผู้คนในสังคม ดังนั้น ความสำเร็จของรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนจึงถือเป็นต้นแบบของ “ระบอบเผด็จการอินเตอร์เน็ต” ที่ผู้นำอำนาจนิยมหลายประเทศอยากดำเนินรอยตาม

ประธานาธิบดีปูตินเชื่อว่าการมีอธิปไตยในมิติเช่นนี้ จะทำให้รัฐบาลของเขาสามารถตัดขาดสังคมภายในของรัสเซียให้หลุดออกจากโลกออนไลน์ของฝ่ายตะวันตก ทั้งยังจะเป็นช่องทางในการลดอิทธิพลตะวันตกในสังคมลง หรือเป็นการลดโอกาสของการถูกแทรกแซงจากภายนอกลงด้วย อีกทั้งการทำเช่นนี้จะทำให้รัฐสามารถควบคุมสังคมได้มากขึ้นด้วย

การควบคุมโลกโซเชียล

รัฐบาลรัสเซียพยายามเดินตามแนวทางจีน ที่มีการใช้แอพพ์ของรัฐบาลภายในสังคมคือ “วีแชต” (WeChat) ด้วยการสร้างแอพพ์ใหม่ในปัจจุบันชื่อ “แม็กซ์” (Max) และเรียกร้องให้ชาวรัสเซียหันมาใช้แทนแอพพ์เทเลแกรม ซึ่งถูกมองว่าเป็น “แอพพ์ภายนอก” ผู้นำรัสเซียมีความหวังว่า การทำเช่นนี้จะทำให้รัฐบาลรัสเซียสามารถควบคุมอิทธิพลต่างชาติในโลกโซเชียลได้มากขึ้น ดังเช่นที่รัฐบาลจีนประสบความสำเร็จมาแล้ว

ดังนั้น ผลจากความสำเร็จในการควบคุมโลกโซเชียลภายในสังคมจีน จึงทำให้จีนกลายเป็นต้นแบบของการสร้าง “รัฐเผด็จการอินเตอร์เน็ต” ในโลกสมัยใหม่ และผู้นำรัสเซียเองก็ต้องการเดินไปบนเส้นทางนี้ หรือบรรดารัฐเผด็จการอื่นก็คิดไปในทางเดียวกัน ส่วนจะทำได้เพียงใดในความเป็นจริง อาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

รัฐบาลรัสเซียมีทางเลือก 2 ทางเฉพาะหน้า คือ 1) ประกาศห้ามใช้แอพพ์เทเลแกรม และทำการ “บล็อก” แอพพ์นี้ ดังเช่นที่รัฐบาลจีนทำกับแอพพ์ต่างชาติมาแล้วนั่นเอง หรือ 2) ค่อยๆ เข้าควบคุม ด้วยการทำให้แอพพ์นี้ทำงานได้ช้าลง และกลายเป็นปัญหาสำหรับผู้ใช้งาน อันจะส่งผลกับธุรกิจของแอพพ์โดยตรง ซึ่งจะเป็นการบีบให้บริษัทแอพพ์ต้องยอม และหันมาประนีประนอมกับรัฐบาล ดังจะเห็นได้จากการตรวจสอบในวันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ว่า แอพพ์ทำงานได้ช้าลงอย่างมาก เช่น การดาวน์โหลดข้อมูลและการส่งวิดีโอเป็นไปอย่างเชื่องช้า และสร้างปัญหาให้กับผู้ใช้งานอย่างเห็นได้ชัด

ในความพยายามที่จะเข้าควบคุมโลกโซเชียลเช่นนี้ รัฐบาลรัสเซียได้ส่งสัญญาณไปที่ตัวแทนของเทเลแกรม หรือโดยนัยคือการบีบให้บริษัทเทเลแกรมต้องยอมรับเงื่อนไขของรัฐบาล ด้วยคำกล่าวที่ว่า บริษัทควรดำเนินการเพื่อให้ทุกอย่าง “เป็นไปตามกฎหมายของเรา” (กฎหมายรัสเซีย)

ว่าที่จริงแล้ว ผู้ก่อตั้งแอพพ์เทเลแกรมคือ “พาเวล ดูรอฟ” (Pavel Durov) ซึ่งวันนี้คงต้องเรียกเขาว่าเป็น “มหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยี” และเขาเป็นชาวรัสเซีย เกิดที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในปี 1984 และจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (2002-2006)… เขาเป็นคนเก่ง หรือเป็น “เด็กอัจฉริยะ” ที่มีความสามารถอย่างมากในการเขียนโปรแกรม และด้วยความเป็นอัจฉริยะด้านคอมพิวเตอร์ ทำให้เขาก่อตั้งเครือข่ายสังคมออนไลน์ขึ้นในสังคมรัสเซียตั้งแต่อายุ 21 ปี จนได้รับการยกย่องว่า เขาคือ “มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก แห่งรัสเซีย” โดยการจัดทำแอพพ์ชื่อ “โวฟคอนทักเท” (Vkontakte) หรือ “VK” ขึ้นใช้ในสังคมรัสเซีย

เมื่อแอพพ์วีเคถือกำเนิดขึ้นในรัสเซีย ทำให้ผู้คนในสังคมรัสเซียใช้แอพพ์นี้กันอย่างล้นหลาม และต่อมาเมื่อเกิดการประท้วงใหญ่ในในยูเครนในช่วงปี 2013-2014 นักเคลื่อนไหวชาวยูเครนจำนวนมากได้ใช้แอพพ์นี้เป็นเครื่องมือในการทำกิจกรรมเช่นกัน ซึ่งทำให้รัฐบาลปูตินพยายามขอข้อมูลของนักเคลื่อนไหวเหล่านี้ แต่ดังที่ทราบกัน ดูรอฟไม่ยอมที่จะส่งมอบข้อมูลของผู้ประท้วงให้กับรัฐบาลรัสเซีย และกลายเป็นปัญหาทางการเมืองระหว่างดูรอฟกับรัฐบาลรัสเซีย จนในที่สุด เขาจำเป็นต้องเดินทางออกนอกประเทศ พร้อมกับการขายบริษัทแอพพ์วีเคให้กับรัฐบาลรัสเซียในเวลาต่อมา เพื่อเปิดช่องให้คนใกล้ชิดของประธานาธิบดีปูตินเข้ามาควบคุมกิจการของบริษัทแทน และในวันนี้แอพพ์วีเคอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลรัสเซียทั้งหมดอย่างสมบูรณ์

จากแอพพ์พลเรือน สู่แอพพ์สงคราม

อย่างไรก็ตาม เป็นที่รู้กันว่า ดูรอฟมีจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนในเรื่องของ “เสรีภาพในการสื่อสาร” และไม่ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาควบคุมโลกโซเชียล ดังนั้น ผลตอบแทนจากการขายวีเค ทำให้เขาหันไปสร้างแอพพลิเคชั่นใหม่แทน อันนำไปสู่การกำเนิดของ “แอพพ์เทเลแกรม” และเป็นที่รู้กันว่า แอพพ์นี้ให้ความสำคัญกับเรื่องของ “ความเป็นส่วนตัว” (privacy) อย่างมาก จึงทำให้แอพพ์นี้สามารถปกปิดตัวตนของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี

แน่นอนว่าคุณสมบัติเช่นนี้ทำให้เทเลแกรมเป็นเครื่องมือสำคัญของนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และด้วยการรักษาความลับเช่นนี้ ทำให้แอพพ์นี้เป็นที่ชื่นชอบของขบวนการก่อการร้าย ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ หรือกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารทั้งของฝ่ายต่อต้านรัฐ และบรรดาผู้ผิดกฎหมาย ในสภาวะเช่นนี้จึงหนีไม่พ้นที่เทเลแกรมจะถูกวิจารณ์ว่าเป็น “วอตส์แอพพ์ของผู้ก่อการร้าย”

ในบริบทของการเมืองรัสเซีย เทเลแกรมกลายเป็นปัจจัยพื้นฐานของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่ใช้สื่อสารและเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในอีกด้านที่น่าสนใจคือ เทเลแกรมคือ “แอพพ์สงคราม” อย่างที่เราอาจจะนึกไม่ถึง เนื่องจากเป็นแอพพ์ที่ทหารรัสเซียใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญในสงครามยูเครน และความพยายามในการควบคุมแอพพ์นี้ จึงส่งผลกระทบกับทหารในระดับต่างๆ ในสนามรบที่ยูเครนอย่างมาก และเป็นเรื่องที่เกิดอย่างไม่น่าเชื่อ ดังตัวอย่างที่ปรากฏในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า ทหารรัสเซียในโลกโซเชียลได้เปิดการวิจารณ์นโยบายของรัฐบาลในเรื่องนี้อย่างไม่เกรงกลัว เช่น “พวกคุณเคยถามเราบ้างไหม?” หรือ “ใครสักคนออกมาตอบได้ไหมว่า นโยบายนี้มีประโยชน์หรือไม่?” เป็นต้น

ถ้าเราพิจารณาสถานการณ์ของกองทัพรัสเซียในปัจจุบันแล้ว เราอาจจะพบข้อมูลที่นึกไม่ถึงว่า แอพพ์เทเลแกรมเป็น “สายการเชื่อมต่อ” ระหว่างหน่วยทหารต่างๆ และยังใช้เชื่อมต่อหน่วยทหารกับหน่วยงานของรัฐในโครงสร้างรัฐบาลอีกด้วย ดังนั้น จึงไม่แปลกที่มีเสียงเรียกร้องให้ผู้บังคับบัญชาของหน่วยทหารพิจารณาทบทวนการตัดสินใจดังกล่าว ด้วยคำถามพื้นๆ จากทหารหลายนายว่า การตัดสินใจเช่นนี้ “มีความจำเป็นหรือไม่?”… น่าสนใจว่าประธานาธิบดีปูตินรู้เรื่องนี้หรือไม่ หรือรู้ดี แต่ต้องการควบคุมโลกโซเชียลในแบบที่จีนทำ จึงต้องกดดันแอพพ์เทเลแกรมให้ได้

ในบริบททางทหาร ความน่าสนใจไม่ใช่เรื่องของระบบ “สื่อสารทหาร” ในแบบที่เราคุ้นเคย เช่นที่มีในกองทัพตามปกติ แต่ในความเป็นจริง เรากลับพบว่าทหารรัสเซียทั้งที่อยู่ในแนวรบหรืออยู่ในแนวหลัง ล้วนใช้เทเลแกรมเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญ หน่วยทหารหลายหน่วยอาศัยเทเลแกรมเป็น “กลุ่มคุย” (group chats) เพื่อการสั่งการ และการติดต่อสื่อสารของหน่วย เช่น ใช้ในการประสานการส่งกำลังบำรุง หรือใช้ในการหาทุนของหน่วยเพื่อการจัดหาอาวุธและกระสุน

ในสงครามโดรน เทเลแกรมมีความสำคัญอย่างมากในระบบป้องกันทางอากาศต่อต้านโดรน เพราะการติดต่อสื่อสารที่กระทำได้อย่างรวดเร็วนั้น ไม่ได้ใช้ผ่านระบบสื่อสารทหาร หากแต่ใช้การสื่อสารผ่านเทเลแกรม หรืออาจกล่าวได้ว่าเทเลแกรมเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารเดียวที่สำคัญในการทำสงครามต่อต้านโดรน หรือเราอาจพบว่าเทเลแกรมเป็นระบบสื่อสารของหน่วยรบที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง ทั้งใช้ในการประสานการรบ และ/หรือประสานการยิงระหว่างหน่วยอีกด้วย ฉะนั้น การควบคุมการใช้เทเลแกรมจะเกิดผลกระทบกับขีดความสามารถทางทหารของรัสเซียอย่างคาดไม่ถึง

ในอีกด้านของสนามรบ บรรดา “นักรบในโลกโซเชียล” เช่น บรรดาบล็อกเกอร์สายนิยมสงคราม (pro-war bloggers) จะใช้เทเลแกรมเป็นเครื่องมือสื่อสารในการเผยแพร่ความคิด อันมีนัยหมายถึงการโฆษณาชวนเชื่อให้นิยมสงครามตามนโยบายของประธานาธิบดีปูติน ฉะนั้น เทเลแกรมในด้านหนึ่งจึงทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มของกลุ่มชาตินิยมรัสเซียในสงครามยูเครน และผู้รับสารก็ใช้แพลตฟอร์มเดียวกัน

ที่กล่าวมาแล้วในข้างต้น สะท้อนให้เห็นปัจจัยแอพพ์ในสงครามสมัยใหม่ แม้โดยทั่วไปหลายคนอาจจะเคยใช้แอพพ์อย่างเทเลแกรม แต่ใครเลยจะตระหนักว่าแอพพ์เช่นนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในสงครามของศตวรรษที่ 21 และปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เทเลแกรมกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทหารที่ใช้ในการติดต่อกับครอบครัวและคนในแนวหลัง และในอีกด้านของการรบแอพพ์นี้คือ ระบบสื่อสารทหารที่สำคัญของรัสเซียในสนามรบ หรืออาจเรียกได้ว่าเทเลแกรมคือ “battlefield communications” ของกองทัพรัสเซียในสงครามยุคปัจจุบัน ดังนั้น การลดทอนขีดความสามารถของเทเลแกรม ย่อมส่งผลต่อขีดความสามารถทางทหารของรัสเซียในสงครามยูเครนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สงครามระหว่างปูตินกับดูรอฟ

ฉะนั้น การต่อสู้ระหว่างปูตินกับดูรอฟครั้งนี้ จึงน่าสนใจอย่างมาก… ในครั้งก่อน ดูรอฟดูจะไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะเขายังอยู่ในรัสเซีย ซึ่งผลการต่อสู้ครั้งนั้นจบลงด้วยการที่เขาต้องขายบริษัทเทคโนโลยีวีเคให้แก่รัฐบาลรัสเซีย และเขาย้ายมาพำนักในดูไบในปี 2017

สำหรับการต่อสู้ในครั้งนี้ แอพพ์เทเลแกรมอยู่นอกประเทศ แรงกดดันในแบบเดิมที่ปูตินเคยใช้ อาจจะไม่ง่ายนักที่จะทำให้เจ้าของเทเลแกรมต้องยอมถอยเช่นในอดีต ในอีกด้านที่สำคัญ ดูรอฟในวันนี้เป็นมหาเศรษฐีทางเทคโนโลยีของโลก ไม่ใช่เจ้าของบริษัทวีเคเช่นในอดีต

ความพยายามในการปรับนโยบายของประธานาธิบดีปูติน เพื่อสร้าง “อธิปไตยอินเตอร์เน็ต” จึงดูจะไม่ได้รับความสนับสนุนเท่าใดนัก แม้แต่กลุ่มชาตินิยมหรือทหารในกองทัพก็ส่งเสียงวิจารณ์อย่างมาก เกมการกดดันเทเลแกรมครั้งนี้กำลังกลายเป็น “ความปั่นป่วนด้านอินเตอร์เน็ต” ภายในสังคมรัสเซียอย่างเห็นได้ชัด และน่าสนใจว่าผู้นำรัสเซียจะประสบความสำเร็จในการ “ปิดอินเตอร์เน็ต” จากภายนอกได้จริงหรือไม่

เพราะในความเป็นจริงของโลกอินเตอร์เน็ต ก็ใช่ว่าจีนจะปิดได้จริง… อย่างน้อยนักท่องเที่ยวทุกคนที่ไปจีนรู้ดีว่า ทำอย่างไรที่พวกเขาจะไม่ใช้อินเตอร์เน็ตจีน!

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สงคราม ‘เทเลแกรม’! อธิปไตยอินเตอร์เน็ตของปูติน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...