สงคราม 'เทเลแกรม'! อธิปไตยอินเตอร์เน็ตของปูติน
ยุทธบทความ สุรชาติ บำรุงสุข
สงคราม ‘เทเลแกรม’!
อธิปไตยอินเตอร์เน็ตของปูติน
“การจำกัดเสรีภาพของพลเมืองไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง… ไม่ว่าจะมีแรงกดดัน [จากรัฐบาลรัสเซีย] เท่าใดก็ตาม เทเลแกรมจะยืนอยู่กับเสรีภาพในการพูด และการรักษาความเป็นส่วนบุคคล”
Pavel Durov
ผู้ก่อตั้งแอพพลิเคชั่น Telegram
ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 รัฐบาลรัสเซียมีความพยายามในการเข้าควบคุมแอพพ์เทเลแกรม ซึ่งเป็นแอพพ์โซเชียลมีเดียที่ใช้กันอย่างมากในสังคมรัสเซีย และทางแอพพ์เทเลแกรมในครั้งนี้ ก็ไม่ได้มีท่าทีในการต้องยอมตามรัฐบาลรัสเซียแต่อย่างใด อันส่งผลกับชาวรัสเซียในการใช้แอพพ์นี้อย่างมาก เนื่องจากมีตัวเลขประมาณการว่า ชาวรัสเซียใช้เทเลแกรมมากกว่า 60 ล้านคนต่อวัน
ความพยายามของรัฐบาลอำนาจนิยมในการควบคุมโลกโซเชียลมีเดียไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด และดูจะเป็นเรื่องปกติของรัฐบาลเผด็จการ ดังเช่นที่เห็นในกรณีของจีนมาแล้ว รัฐบาลเผด็จการมีชุดความคิดที่ไม่แตกต่างกันในเรื่องของ “อำนาจอธิปไตยอินเตอร์เน็ต” (sovereign internet) เพราะความต้องการที่จะควบคุมความคิดและการเคลื่อนไหวทางการเมืองของผู้คนในสังคม ดังนั้น ความสำเร็จของรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนจึงถือเป็นต้นแบบของ “ระบอบเผด็จการอินเตอร์เน็ต” ที่ผู้นำอำนาจนิยมหลายประเทศอยากดำเนินรอยตาม
ประธานาธิบดีปูตินเชื่อว่าการมีอธิปไตยในมิติเช่นนี้ จะทำให้รัฐบาลของเขาสามารถตัดขาดสังคมภายในของรัสเซียให้หลุดออกจากโลกออนไลน์ของฝ่ายตะวันตก ทั้งยังจะเป็นช่องทางในการลดอิทธิพลตะวันตกในสังคมลง หรือเป็นการลดโอกาสของการถูกแทรกแซงจากภายนอกลงด้วย อีกทั้งการทำเช่นนี้จะทำให้รัฐสามารถควบคุมสังคมได้มากขึ้นด้วย
การควบคุมโลกโซเชียล
รัฐบาลรัสเซียพยายามเดินตามแนวทางจีน ที่มีการใช้แอพพ์ของรัฐบาลภายในสังคมคือ “วีแชต” (WeChat) ด้วยการสร้างแอพพ์ใหม่ในปัจจุบันชื่อ “แม็กซ์” (Max) และเรียกร้องให้ชาวรัสเซียหันมาใช้แทนแอพพ์เทเลแกรม ซึ่งถูกมองว่าเป็น “แอพพ์ภายนอก” ผู้นำรัสเซียมีความหวังว่า การทำเช่นนี้จะทำให้รัฐบาลรัสเซียสามารถควบคุมอิทธิพลต่างชาติในโลกโซเชียลได้มากขึ้น ดังเช่นที่รัฐบาลจีนประสบความสำเร็จมาแล้ว
ดังนั้น ผลจากความสำเร็จในการควบคุมโลกโซเชียลภายในสังคมจีน จึงทำให้จีนกลายเป็นต้นแบบของการสร้าง “รัฐเผด็จการอินเตอร์เน็ต” ในโลกสมัยใหม่ และผู้นำรัสเซียเองก็ต้องการเดินไปบนเส้นทางนี้ หรือบรรดารัฐเผด็จการอื่นก็คิดไปในทางเดียวกัน ส่วนจะทำได้เพียงใดในความเป็นจริง อาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
รัฐบาลรัสเซียมีทางเลือก 2 ทางเฉพาะหน้า คือ 1) ประกาศห้ามใช้แอพพ์เทเลแกรม และทำการ “บล็อก” แอพพ์นี้ ดังเช่นที่รัฐบาลจีนทำกับแอพพ์ต่างชาติมาแล้วนั่นเอง หรือ 2) ค่อยๆ เข้าควบคุม ด้วยการทำให้แอพพ์นี้ทำงานได้ช้าลง และกลายเป็นปัญหาสำหรับผู้ใช้งาน อันจะส่งผลกับธุรกิจของแอพพ์โดยตรง ซึ่งจะเป็นการบีบให้บริษัทแอพพ์ต้องยอม และหันมาประนีประนอมกับรัฐบาล ดังจะเห็นได้จากการตรวจสอบในวันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ว่า แอพพ์ทำงานได้ช้าลงอย่างมาก เช่น การดาวน์โหลดข้อมูลและการส่งวิดีโอเป็นไปอย่างเชื่องช้า และสร้างปัญหาให้กับผู้ใช้งานอย่างเห็นได้ชัด
ในความพยายามที่จะเข้าควบคุมโลกโซเชียลเช่นนี้ รัฐบาลรัสเซียได้ส่งสัญญาณไปที่ตัวแทนของเทเลแกรม หรือโดยนัยคือการบีบให้บริษัทเทเลแกรมต้องยอมรับเงื่อนไขของรัฐบาล ด้วยคำกล่าวที่ว่า บริษัทควรดำเนินการเพื่อให้ทุกอย่าง “เป็นไปตามกฎหมายของเรา” (กฎหมายรัสเซีย)
ว่าที่จริงแล้ว ผู้ก่อตั้งแอพพ์เทเลแกรมคือ “พาเวล ดูรอฟ” (Pavel Durov) ซึ่งวันนี้คงต้องเรียกเขาว่าเป็น “มหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยี” และเขาเป็นชาวรัสเซีย เกิดที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในปี 1984 และจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (2002-2006)… เขาเป็นคนเก่ง หรือเป็น “เด็กอัจฉริยะ” ที่มีความสามารถอย่างมากในการเขียนโปรแกรม และด้วยความเป็นอัจฉริยะด้านคอมพิวเตอร์ ทำให้เขาก่อตั้งเครือข่ายสังคมออนไลน์ขึ้นในสังคมรัสเซียตั้งแต่อายุ 21 ปี จนได้รับการยกย่องว่า เขาคือ “มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก แห่งรัสเซีย” โดยการจัดทำแอพพ์ชื่อ “โวฟคอนทักเท” (Vkontakte) หรือ “VK” ขึ้นใช้ในสังคมรัสเซีย
เมื่อแอพพ์วีเคถือกำเนิดขึ้นในรัสเซีย ทำให้ผู้คนในสังคมรัสเซียใช้แอพพ์นี้กันอย่างล้นหลาม และต่อมาเมื่อเกิดการประท้วงใหญ่ในในยูเครนในช่วงปี 2013-2014 นักเคลื่อนไหวชาวยูเครนจำนวนมากได้ใช้แอพพ์นี้เป็นเครื่องมือในการทำกิจกรรมเช่นกัน ซึ่งทำให้รัฐบาลปูตินพยายามขอข้อมูลของนักเคลื่อนไหวเหล่านี้ แต่ดังที่ทราบกัน ดูรอฟไม่ยอมที่จะส่งมอบข้อมูลของผู้ประท้วงให้กับรัฐบาลรัสเซีย และกลายเป็นปัญหาทางการเมืองระหว่างดูรอฟกับรัฐบาลรัสเซีย จนในที่สุด เขาจำเป็นต้องเดินทางออกนอกประเทศ พร้อมกับการขายบริษัทแอพพ์วีเคให้กับรัฐบาลรัสเซียในเวลาต่อมา เพื่อเปิดช่องให้คนใกล้ชิดของประธานาธิบดีปูตินเข้ามาควบคุมกิจการของบริษัทแทน และในวันนี้แอพพ์วีเคอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลรัสเซียทั้งหมดอย่างสมบูรณ์
จากแอพพ์พลเรือน สู่แอพพ์สงคราม
อย่างไรก็ตาม เป็นที่รู้กันว่า ดูรอฟมีจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนในเรื่องของ “เสรีภาพในการสื่อสาร” และไม่ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาควบคุมโลกโซเชียล ดังนั้น ผลตอบแทนจากการขายวีเค ทำให้เขาหันไปสร้างแอพพลิเคชั่นใหม่แทน อันนำไปสู่การกำเนิดของ “แอพพ์เทเลแกรม” และเป็นที่รู้กันว่า แอพพ์นี้ให้ความสำคัญกับเรื่องของ “ความเป็นส่วนตัว” (privacy) อย่างมาก จึงทำให้แอพพ์นี้สามารถปกปิดตัวตนของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี
แน่นอนว่าคุณสมบัติเช่นนี้ทำให้เทเลแกรมเป็นเครื่องมือสำคัญของนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และด้วยการรักษาความลับเช่นนี้ ทำให้แอพพ์นี้เป็นที่ชื่นชอบของขบวนการก่อการร้าย ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ หรือกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารทั้งของฝ่ายต่อต้านรัฐ และบรรดาผู้ผิดกฎหมาย ในสภาวะเช่นนี้จึงหนีไม่พ้นที่เทเลแกรมจะถูกวิจารณ์ว่าเป็น “วอตส์แอพพ์ของผู้ก่อการร้าย”
ในบริบทของการเมืองรัสเซีย เทเลแกรมกลายเป็นปัจจัยพื้นฐานของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่ใช้สื่อสารและเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในอีกด้านที่น่าสนใจคือ เทเลแกรมคือ “แอพพ์สงคราม” อย่างที่เราอาจจะนึกไม่ถึง เนื่องจากเป็นแอพพ์ที่ทหารรัสเซียใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญในสงครามยูเครน และความพยายามในการควบคุมแอพพ์นี้ จึงส่งผลกระทบกับทหารในระดับต่างๆ ในสนามรบที่ยูเครนอย่างมาก และเป็นเรื่องที่เกิดอย่างไม่น่าเชื่อ ดังตัวอย่างที่ปรากฏในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า ทหารรัสเซียในโลกโซเชียลได้เปิดการวิจารณ์นโยบายของรัฐบาลในเรื่องนี้อย่างไม่เกรงกลัว เช่น “พวกคุณเคยถามเราบ้างไหม?” หรือ “ใครสักคนออกมาตอบได้ไหมว่า นโยบายนี้มีประโยชน์หรือไม่?” เป็นต้น
ถ้าเราพิจารณาสถานการณ์ของกองทัพรัสเซียในปัจจุบันแล้ว เราอาจจะพบข้อมูลที่นึกไม่ถึงว่า แอพพ์เทเลแกรมเป็น “สายการเชื่อมต่อ” ระหว่างหน่วยทหารต่างๆ และยังใช้เชื่อมต่อหน่วยทหารกับหน่วยงานของรัฐในโครงสร้างรัฐบาลอีกด้วย ดังนั้น จึงไม่แปลกที่มีเสียงเรียกร้องให้ผู้บังคับบัญชาของหน่วยทหารพิจารณาทบทวนการตัดสินใจดังกล่าว ด้วยคำถามพื้นๆ จากทหารหลายนายว่า การตัดสินใจเช่นนี้ “มีความจำเป็นหรือไม่?”… น่าสนใจว่าประธานาธิบดีปูตินรู้เรื่องนี้หรือไม่ หรือรู้ดี แต่ต้องการควบคุมโลกโซเชียลในแบบที่จีนทำ จึงต้องกดดันแอพพ์เทเลแกรมให้ได้
ในบริบททางทหาร ความน่าสนใจไม่ใช่เรื่องของระบบ “สื่อสารทหาร” ในแบบที่เราคุ้นเคย เช่นที่มีในกองทัพตามปกติ แต่ในความเป็นจริง เรากลับพบว่าทหารรัสเซียทั้งที่อยู่ในแนวรบหรืออยู่ในแนวหลัง ล้วนใช้เทเลแกรมเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญ หน่วยทหารหลายหน่วยอาศัยเทเลแกรมเป็น “กลุ่มคุย” (group chats) เพื่อการสั่งการ และการติดต่อสื่อสารของหน่วย เช่น ใช้ในการประสานการส่งกำลังบำรุง หรือใช้ในการหาทุนของหน่วยเพื่อการจัดหาอาวุธและกระสุน
ในสงครามโดรน เทเลแกรมมีความสำคัญอย่างมากในระบบป้องกันทางอากาศต่อต้านโดรน เพราะการติดต่อสื่อสารที่กระทำได้อย่างรวดเร็วนั้น ไม่ได้ใช้ผ่านระบบสื่อสารทหาร หากแต่ใช้การสื่อสารผ่านเทเลแกรม หรืออาจกล่าวได้ว่าเทเลแกรมเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารเดียวที่สำคัญในการทำสงครามต่อต้านโดรน หรือเราอาจพบว่าเทเลแกรมเป็นระบบสื่อสารของหน่วยรบที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง ทั้งใช้ในการประสานการรบ และ/หรือประสานการยิงระหว่างหน่วยอีกด้วย ฉะนั้น การควบคุมการใช้เทเลแกรมจะเกิดผลกระทบกับขีดความสามารถทางทหารของรัสเซียอย่างคาดไม่ถึง
ในอีกด้านของสนามรบ บรรดา “นักรบในโลกโซเชียล” เช่น บรรดาบล็อกเกอร์สายนิยมสงคราม (pro-war bloggers) จะใช้เทเลแกรมเป็นเครื่องมือสื่อสารในการเผยแพร่ความคิด อันมีนัยหมายถึงการโฆษณาชวนเชื่อให้นิยมสงครามตามนโยบายของประธานาธิบดีปูติน ฉะนั้น เทเลแกรมในด้านหนึ่งจึงทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มของกลุ่มชาตินิยมรัสเซียในสงครามยูเครน และผู้รับสารก็ใช้แพลตฟอร์มเดียวกัน
ที่กล่าวมาแล้วในข้างต้น สะท้อนให้เห็นปัจจัยแอพพ์ในสงครามสมัยใหม่ แม้โดยทั่วไปหลายคนอาจจะเคยใช้แอพพ์อย่างเทเลแกรม แต่ใครเลยจะตระหนักว่าแอพพ์เช่นนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในสงครามของศตวรรษที่ 21 และปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เทเลแกรมกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทหารที่ใช้ในการติดต่อกับครอบครัวและคนในแนวหลัง และในอีกด้านของการรบแอพพ์นี้คือ ระบบสื่อสารทหารที่สำคัญของรัสเซียในสนามรบ หรืออาจเรียกได้ว่าเทเลแกรมคือ “battlefield communications” ของกองทัพรัสเซียในสงครามยุคปัจจุบัน ดังนั้น การลดทอนขีดความสามารถของเทเลแกรม ย่อมส่งผลต่อขีดความสามารถทางทหารของรัสเซียในสงครามยูเครนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สงครามระหว่างปูตินกับดูรอฟ
ฉะนั้น การต่อสู้ระหว่างปูตินกับดูรอฟครั้งนี้ จึงน่าสนใจอย่างมาก… ในครั้งก่อน ดูรอฟดูจะไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะเขายังอยู่ในรัสเซีย ซึ่งผลการต่อสู้ครั้งนั้นจบลงด้วยการที่เขาต้องขายบริษัทเทคโนโลยีวีเคให้แก่รัฐบาลรัสเซีย และเขาย้ายมาพำนักในดูไบในปี 2017
สำหรับการต่อสู้ในครั้งนี้ แอพพ์เทเลแกรมอยู่นอกประเทศ แรงกดดันในแบบเดิมที่ปูตินเคยใช้ อาจจะไม่ง่ายนักที่จะทำให้เจ้าของเทเลแกรมต้องยอมถอยเช่นในอดีต ในอีกด้านที่สำคัญ ดูรอฟในวันนี้เป็นมหาเศรษฐีทางเทคโนโลยีของโลก ไม่ใช่เจ้าของบริษัทวีเคเช่นในอดีต
ความพยายามในการปรับนโยบายของประธานาธิบดีปูติน เพื่อสร้าง “อธิปไตยอินเตอร์เน็ต” จึงดูจะไม่ได้รับความสนับสนุนเท่าใดนัก แม้แต่กลุ่มชาตินิยมหรือทหารในกองทัพก็ส่งเสียงวิจารณ์อย่างมาก เกมการกดดันเทเลแกรมครั้งนี้กำลังกลายเป็น “ความปั่นป่วนด้านอินเตอร์เน็ต” ภายในสังคมรัสเซียอย่างเห็นได้ชัด และน่าสนใจว่าผู้นำรัสเซียจะประสบความสำเร็จในการ “ปิดอินเตอร์เน็ต” จากภายนอกได้จริงหรือไม่
เพราะในความเป็นจริงของโลกอินเตอร์เน็ต ก็ใช่ว่าจีนจะปิดได้จริง… อย่างน้อยนักท่องเที่ยวทุกคนที่ไปจีนรู้ดีว่า ทำอย่างไรที่พวกเขาจะไม่ใช้อินเตอร์เน็ตจีน!
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สงคราม ‘เทเลแกรม’! อธิปไตยอินเตอร์เน็ตของปูติน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly