โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ทรัมป์” ชี้อิหร่านอาจไม่ควรมาเตะบอลโลก 2026

INN News

อัพเดต 23 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • INN News

ดราม่าบอลโลก “ทรัมป์” ชี้ทีมชาติอิหร่านอาจไม่ควรมาแข่งที่สหรัฐฯ – อิหร่านสวนกลับ ฟีฟ่าเท่านั้นมีสิทธิ์ตัดสิน

ประเด็นดราม่าระหว่างการเมืองและวงการลูกหนังกำลังร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเข้าร่วมแข่งขันของทีมชาติอิหร่าน ในศึก FIFA World Cup 2026 จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามในวงการกีฬาทั่วโลกว่า การเมืองควรมีอิทธิพลต่อการแข่งขันฟุตบอลระดับโลกหรือไม่

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า ทีมชาติอิหร่าน “ได้รับการต้อนรับ” ให้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งจะจัดขึ้นโดยมีสหรัฐอเมริกา แคนาดา และ เม็กซิโก เป็นเจ้าภาพร่วม อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐฯ กลับตั้งข้อสังเกตว่าการที่ทีมชาติอิหร่านจะเดินทางมาแข่งขันในสหรัฐฯ อาจไม่ใช่เรื่องเหมาะสม เนื่องจากอาจกระทบต่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของนักเตะเอง

คำกล่าวดังกล่าวสร้างความสับสนไม่น้อย เพราะก่อนหน้านี้ จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า เคยเปิดเผยว่า ทรัมป์ให้คำมั่นว่าสหรัฐฯ พร้อมต้อนรับทีมชาติอิหร่านเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก พร้อมย้ำว่า ฟุตบอลโลกควรเป็นเวทีแห่งการรวมผู้คนจากทั่วโลก ไม่ใช่พื้นที่ของความขัดแย้งทางการเมือง

ขณะเดียวกัน ฝั่งอิหร่านก็ยิ่งเพิ่มความตึงเครียดของสถานการณ์ เมื่อ อาห์หมัด โดนยามาลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกีฬาของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อของรัฐว่า ทีมชาติอิหร่านอาจไม่เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก หากต้องลงแข่งขันในประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับการลอบสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่านในอดีต พร้อมระบุว่าสถานการณ์ทางการเมืองและความมั่นคงในปัจจุบัน ทำให้การเดินทางไปแข่งขันในบางประเทศอาจไม่ปลอดภัยสำหรับนักกีฬา

คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งข้อสงสัยว่า ประเด็นทางการเมืองอาจส่งผลกระทบต่อการเข้าร่วมแข่งขันของทีมชาติอิหร่านในทัวร์นาเมนต์ระดับโลกครั้งนี้

หลังจากคำพูดของทรัมป์ถูกเผยแพร่ออกไป บัญชีทางการของทีมชาติอิหร่าน TeamMelli ได้ออกมาโพสต์ข้อความตอบโต้ผ่าน Instagram โดยย้ำอย่างชัดเจนว่า มีเพียงฟีฟ่าเท่านั้นที่มีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับสิทธิ์การเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก ไม่ใช่บุคคลหรือรัฐบาลของประเทศใดประเทศหนึ่ง

ทีมชาติอิหร่านยังเน้นย้ำว่า พวกเขาได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันจากผลงานในสนาม หลังจากทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในรอบคัดเลือก ซึ่งถือเป็นหลักเกณฑ์ตามระบบการแข่งขันของฟีฟ่า ดังนั้นจึงไม่มีใครสามารถพรากสิทธิ์ดังกล่าวไปได้ พร้อมทั้งแท็กชื่อ จานนี อินฟานติโน ในโพสต์ดังกล่าว เพื่อย้ำจุดยืนว่าเรื่องนี้ควรอยู่ภายใต้การตัดสินใจขององค์กรฟุตบอลโลกเท่านั้น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ประเด็น “การเมืองกับกีฬา” กลับมาเป็นหัวข้อถกเถียงอีกครั้ง หลายฝ่ายมองว่า ฟุตบอลโลกเป็นเวทีที่ควรเปิดกว้างสำหรับทุกประเทศ เพราะเป็นการแข่งขันที่สะท้อนถึงมิตรภาพและการเชื่อมโยงของผู้คนจากทั่วโลก ขณะที่อีกมุมหนึ่งก็มีความเห็นว่า ความปลอดภัยของนักกีฬาและสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศเป็นปัจจัยที่ไม่อาจมองข้ามได้

ด้วยเหตุนี้ คำถามสำคัญจึงเริ่มเกิดขึ้นในวงการกีฬาโลกว่า ฟุตบอลควรแยกออกจากการเมืองอย่างสิ้นเชิงหรือไม่ และหากเกิดสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงระหว่างประเทศ ใครกันแน่ที่ควรมีอำนาจตัดสินชะตาของทีมชาติหนึ่งในการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกอย่างฟุตบอลโลก

ท่ามกลางกระแสดราม่าที่เกิดขึ้น อนาคตของทีมชาติอิหร่านในศึกฟุตบอลโลก 2026 จึงยังคงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด และอาจกลายเป็นอีกบททดสอบสำคัญของวงการฟุตบอลโลกในการรักษาหลักการที่ว่ากีฬาเป็นพื้นที่แห่งความเป็นหนึ่งเดียวของมนุษยชาติ

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...