KKP Research ปรับ GDP ปี 69 เป็น 1.8% ห่วงน้ำมันพุ่งลากยาว เศรษฐกิจไทยเสี่ยง ‘ถดถอยเชิงเทคนิค’
KKP Research ปรับเป้า GDP ปี 2569 ขึ้นเป็น 1.8% แต่เตือนไทยเสี่ยง 'ถดถอยเชิงเทคนิค' หากวิกฤตสงครามดันราคาน้ำมันแตะ $120 นานเกิน 6 เดือน กระทบเศรษฐกิจไทยหนักสุดในภูมิภาค
16 มี.ค.2569 KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เผยว่า KKP Researchปรับเพิ่มประมาณการอัตราการเติบโตของ GDP ไทยปี 2569 เป็น 1.8% จากเดิม 1.6% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ออกมาดีกว่าที่คาดไว้ โดยปัจจัยหลักเกิดจาก (1) เร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่กระจุกตัวในช่วงไตรมาส 4 จากฐานที่ต่ำมากในไตรมาส 3 ปี 2568 ได้ (2) สัญญาณที่น่าจับตาจากภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะปรากฏการณ์ที่นักท่องเที่ยวจีนเริ่มเปลี่ยนจุดหมายปลายทางจากญี่ปุ่นมาไทย ซึ่งน่าจะส่งผลบวกต่อรายได้จากการท่องเที่ยว และ (3) การส่งออกสินค้าที่ยังขยายตัวต่อเนื่องและขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้
อย่างไรก็ตาม แม้สัญญาณเศรษฐกิจในบางด้านจะปรับตัวดีขึ้น แต่บรรยากาศเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจทำหน้าที่เหมือน "ภาษี" ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ในกรณีฐานKKP Research ประเมินว่าสถานการณ์จะเดินตามแนวทาง "การเปลี่ยนแปลงระบอบชั่วคราว" กล่าวคือ ความผันผวนในระยะแรกจะค่อยๆ คลี่คลายลงภายในเวลาไม่นานนัก และราคาน้ำมันน่าจะปรับตัวลดลงกลับสู่ระดับ 60–70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้
โครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูงทำให้ไทยมีความเสี่ยงมากกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคหากความขัดแย้งยืดเยื้อและอุปทานพลังงานหยุดชะงักนานขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนภาพเศรษฐกิจจากการฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย
เศรษฐกิจไทยเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากภาวะสงคราม
แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอนสูงโดยความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงกว่าที่คาด แม้ว่าในกรณีฐาน KKP Research มีการปรับประมาณการเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่จากสถานการณ์ความตึงเครียดใน
ตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนระอุทำให้ยังมีความเสี่ยงสูงที่เศรษฐกิจไทยจะโตได้ต่ำกว่าที่ประเมินไว้
KKP Research ประเมิน 3 สถานการณ์ที่เป็นไปได้สำหรับเศรษฐกิจไทย โดยแบ่งตามระยะเวลาและความรุนแรงของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ดังนี้
จบเร็ว ภาวะการขาดแคลนน้ำมันเป็นปัญหาระยะสั้น และช่องแคบฮอร์มุซสามารถกลับมาเปิดได้ในระยะเวลาไม่นานนัก ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และปรับลดลงกลับสู่ภาวะปกติได้ในเวลา 1-2 เดือน
ยืดเยื้อ สถานการณ์ยืดเยื้อมากขึ้น การขาดแคลนน้ำมันกินระยะเวลายาวนานขึ้น เศรษฐกิจไทยจะเริ่มได้รับผลกระทบคือระดับราคาน้ำมันเฉลี่ยค้างอยู่ในช่วง 85–90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นระยะเวลานานขึ้น (4-6 เดือน)
รุนแรง ในกรณีเลวร้าย หากสถานการณ์ลุกลามกลายเป็นสงครามภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น และมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตน้ำมัน ที่ทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ในระยะสั้น ทำให้ตลาดน้ำมันอยู่ในภาวะขาดแคลนเป็นเวลานาน ราคาอาจค้างสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเวลานาน
“หากราคาน้ำมันค้างสูงนาน ประเทศไทยจะเผชิญความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation”
ช่องทางการส่งผ่านผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
เศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางต่อราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น KKP Research ประเมินว่าไทยจะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาคเนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีการขาดดุลพลังงาน หรือต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพื่อการบริโภคในประเทศ ซึ่งคิดเป็นขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคที่ประมาณ 6.5% ของ GDP ส่งผลให้ไทยจะเผชิญต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นมากหากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแรงKKP Research ประเมินว่าในกรณีที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นแรงและค้างสูงนาน มีช่องทางการส่งผ่านผลกระทบต่อไทย 3 ช่องทางหลัก ได้แก่
การท่องเที่ยว: การท่องเที่ยวเป็นแรงส่งสำคัญของเศรษฐกิจไทย แม้เราจะปรับเพิ่มตัวเลขนักท่องเที่ยว แต่ความขัดแย้งในภูมิภาคที่ยืดเยื้อก่อให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อจำนวนนักท่องเที่ยว นอกเหนือจากผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวจะตะวันออกกลางและยุโรปที่ได้รับผลโดยตรงจากการสู้รบ ราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินที่สูงขึ้นนำไปสู่ราคาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้น นอกจากนี้ในกรณีที่จำนวนเที่ยวบินปรับตัวน้อยลงจำนวนนักท่องเที่ยวอาจลดลง ส่งผลให้การฟื้นตัวของภาคบริการและการค้าปลีกหยุดชะงัก
การส่งออก: การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และการผลิตที่อีกปัจจัยบวกสำคัญในช่วงที่ผ่านมา อาจเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการค้าที่เพิ่มขึ้น ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อจะผลักดันค่าขนส่งและเบี้ยประกันภัยให้สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลลบต่อการฟื้นตัวของการส่งออกตามที่เราคาดไว้ นอกจากนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะนำไปสู่อุปสงค์โลกที่ปรับตัวชะลอลง
อุปสงค์ในประเทศ: ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานค่อนข้างสูง ราคาน้ำมันที่สูงต่อเนื่องจะส่งผลให้ภาระ
การใช้จ่ายของครัวเรือนสูงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจปรับตัวสูงขึ้น ทำให้รายได้หลังหักรายจ่ายพลังงานลดลง กดดันอุปสงค์ในประเทศ "ภาษีพลังงาน" มีแนวโน้มรุนแรงในช่วงที่ภาระหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากผู้บริโภคถูกบังคับให้ย้ายการใช้จ่ายจากสินค้าฟุ่มเฟือยมาสู่ความต้องการพลังงานพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยจะถูกกระทบมากจากการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน โดยประเมินว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น 10% จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นประมาน 0.4 ppt แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันที่เงินเฟ้อไทยยังคงติดลบรุนแรงการเพิ่มขึ้นของน้ำมันชั่วคราวจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อไม่มากนักและยังคาดว่าเงินเฟ้อทั้งปี 2569 จะยังอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย ในขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุลลดลงในกรณีที่ราคาน้ำมันปรับตัวค้างในระดับสูงตามดุลการค้าที่ปรับตัวลดลงเนื่องจากไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ โดยประเมินราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 10% จะส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดไทยปรับลดลงประมาน 0.5% ของ GDP
พื้นฐานเศรษฐกิจที่อ่อนแอเพิ่มความเปราะบางช่วงน้ำมันขาขึ้น
ภาคการผลิตขยายตัวไม่ทั่วถึง
การฟื้นตัวของภาคการผลิตมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในแต่ละกลุ่ม โดยภาคอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์เป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวได้ดีที่สุดในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากอานิสงส์ของวัฏจักรขาขึ้นของเซมิคอนดักเตอร์และวัฏจักรสินค้าคงคลังที่การผลิตมีการชะลอตัวไปมากแล้วในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ตามตัวเลขส่งออกสินค้าที่ปรับดีขึ้นมากยังคงสวนทางกับดุลการค้าที่ปรับตัวแย่ลง เนื่องจากการเติบโตส่วนใหญ่มาจากการเปลี่ยนเส้นทางห่วงโซ่อุปทานและการนำเข้าเพื่อส่งออกต่อ (transshipment) มากกว่าการผลิตจริงในประเทศ
พัฒนาการเชิงบวกล่าสุด คือ การเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่ง ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) เริ่มมีบทบาทสำคัญขึ้นในการขับเคลื่อนการเติบโตของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เนื่องจาก HDD มีมูลค่าเพิ่มในประเทศสูงกว่าผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากการผลิตในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ภาวะอุตสาหกรรมในภาพรวมยังคงท้าทายสะท้อนจากจำนวนภาคธุรกิจ (Sectors) ที่มีอัตราการใช้กำลังผลิตต่ำกว่า 40% มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เป็นผลจากข้อจำกัดด้านความสามารถในการแข่งขันเชิงโครงสร้างและอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ ขณะที่แนวโน้มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังเป็นบวกในภาคการผลิตมูลค่าสูงและศูนย์ข้อมูล
(Data Center) แต่อุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น ปิโตรเคมีและชิ้นส่วนรถยนต์สันดาป หรือ ICE ยังเผชิญแรงกดดันหนักจากการแข่งขันสินค้านำเข้าราคาถูก
การขยายตัวของการส่งออกขึ้นอยู่กับนโยบายการค้าสหรัฐฯ
นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจไทย แม้ภาษีตอบโต้จะปรับลดลงชั่วคราวจาก 19% เป็น 15% หลังจากคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มที่จะใช้อำนาจตามกฎหมายอื่นเพื่อกดดันให้ไทยทำข้อตกลงการค้า ทั้งนี้การเกินดุลการค้าของไทยกับสหรัฐฯ พุ่งสูงถึง 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้ไทยขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 7 ของโลกในแง่ขนาดการเกินดุลกับสหรัฐฯ จากเดิมอันดับที่ 12 ในปีก่อน ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ไทยจะถูกสอบสวนตามมาตรา 301 ในเรื่องการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ การเติบโตของการส่งออกไทยในช่วงที่ผ่านมายังถูกตั้งข้อสังเกตว่าส่วนหนึ่งอาจมาจากการส่งสินค้าจีนผ่านไทยเพื่อเลี่ยงภาษีสหรัฐฯ-จีน
หากสหรัฐฯ บังคับใช้กฎเหล่านี้อย่างจริงจัง การส่งออกและการฟื้นตัวของภาคการผลิตอาจชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยน่าสังเกตว่าการขยายตัวของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมาส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในสินค้ากลุ่มที่ได้รับการยกเว้นภาษี อาทิ ผลิตภัณฑ์ยาง ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ และอุปกรณ์เครือข่าย โดยสัดส่วนของสินค้าเหล่านี้ต่อการส่งออกรวมเพิ่มขึ้นจาก 30% ในปี 2567 เป็นกว่า 50% ในไตรมาส 4 ปี 2568
อุปสงค์ในประเทศ: การบริโภคที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึงและข้อจำกัดด้านสินเชื่อ
การบริโภคภาคเอกชนมีสัญญาณแข็งแกร่งในช่วงปลายปี 2568 แต่การฟื้นตัวกระจุกตัวอยู่ในสินค้าคงทน โดยเฉพาะ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผู้ซื้อเร่งตัดสินใจก่อนโครงการอุดหนุนจะสิ้นสุด เมื่อมาตรการอุดหนุนสิ้นสุดและผู้ผลิตปรับราคาขึ้น KKP Research คาดว่าแรงหนุนนี้จะทยอยปรับตัวลดลงในระยะข้างหน้า ขณะที่การบริโภคในหมวดอื่นยังคงเผชิญแรงกดดันจากการเติบโตของรายได้ที่ยังคงอ่อนแอและภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง
นอกจากนี้ เศรษฐกิจในประเทศยังถูกซ้ำเติมจาก ภาวะสินเชื่อภาคธนาคารที่ตึงตัว โดยธนาคารพาณิชย์ยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากความกังวลด้านคุณภาพสินทรัพย์ ตราบใดที่สินเชื่อในประเทศยังไม่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ การบริโภคและเศรษฐกิจในประเทศจะยังไม่สามารถขยายตัวได้ดีมากนัก KKP Research คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนจะปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติและชะลอลงในไตรมาสข้างหน้า
…อย่างไรก็ตามท่องเที่ยว การคลัง และเสถียรภาพทางการเมืองช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะสั้น
ภาคการท่องเที่ยว: การกระจายฐานตลาดและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
การท่องเที่ยวยังคงเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน หลังจากที่ชะลอตัวลงในช่วงปี 2568 ตามความกังวลด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีน KKP Research ปรับเพิ่มประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 ขึ้นเป็น 35.1 ล้านคน จากเดิม 34.5 ล้านคน ภายใต้กรณีฐานที่ผลกระทบจากภาวะสงครามไม่ยาวนานมากนัก โดยปัจจัยเร่งหลักมาจากความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่น ซึ่งส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเปลี่ยนจุดหมายมายังประเทศไทยแทน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา
การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวในครั้งนี้มีลักษณะที่กระจายตัวกว้างขึ้นกว่าเดิม หรือไม่ใช่การพึ่งพาตลาดจีนเพียงตลาดเดียว โดยเห็นสัญญาณที่ดีจากนักท่องเที่ยวกลุ่มอาเซียน ยุโรป อินเดีย และรัสเซีย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการกระจุกตัวในภาคการท่องเที่ยว และช่วยลดความผันผวนของรายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศไทย
KKP Research ประเมินว่าภาคการท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้นจะช่วยหนุนการเติบโต GDP ปี 2569 ได้เพิ่มเติมที่ประมาณ 0.14 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยจะสะท้อนผ่านรายได้จากการส่งออกบริการที่ขยายตัวดีขึ้นและตลาดแรงงานในภาคบริการและค้าปลีกที่ปรับดีขึ้น
นโยบายการคลัง: แรงหนุนระยะสั้นและเส้นทางสู่ความยั่งยืนในระยะกลาง
การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐจะเป็นแรงหนุนสำคัญในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เนื่องจากมีงบประมาณเหลื่อมปีมาจากปีก่อน (Carry-over budget) ในจำนวนที่สูงกว่าปีปกติ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการเบิกจ่ายที่ล่าช้าในช่วงก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2568 หรือในช่วงไตรมาส 3 ปีก่อน ทำให้การเร่งเบิกจ่ายที่กระจุกตัวตั้งแต่
ไตรมาส 4 ปี 2568 และสนับสนุนภาคการก่อสร้างให้ขยายตัวได้ดี
อย่างไรก็ตามKKP Research ประเมินว่า แรงหนุนจากภาคการคลังจะมีความแตกต่างกันมากในแต่ละไตรมาส การเบิกจ่ายจะชะลอตัวลงในไตรมาส 4 ปี 2569 เนื่องจากฐานสูงจากการเร่งใช้จ่ายปลายปี 2568 ดังนั้นแม้ว่าการใช้จ่ายภาครัฐจะยังคงหนุนการเติบโตในภาพรวมตลอดทั้งปี แต่มีแนวโน้มผันผวนรายไตรมาสในช่วงปลายปีได้
นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ กำลังเดินหน้านโยบายวินัยทางการคลังอย่างจริงจัง โดยตั้งเป้าลดการขาดดุลงบประมาณจาก 4.4% เหลือ 2.1% ของ GDP ภายในปี 2573 ตามกรอบการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ซึ่งจะประกอบด้วยการควบคุมรายจ่ายและมาตรการเพิ่มรายได้หลายรูปแบบ ผ่านการใช้นโยบายบัญชีออมทรัพย์เพื่อการลงทุนประเทศไทย (TISA) และอาจพิจารณาปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวได้เพียงพอแล้ว แนวทางดังกล่าวเป็นผลดีต่อเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว แต่ในอีกทางหนึ่งหมายความว่าแรงหนุนจากนโยบายการคลังจะมีแนวโน้มลดลงในระยะปานกลาง
เสถียรภาพทางการเมือง: โอกาสผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง
การจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพร่วมกันระหว่าง พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ได้ลดความเสี่ยงจากการมีรัฐบาลที่อ่อนแอหรือความวุ่นวายทางการเมืองลงได้อย่างมีนัยสำคัญ เสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้นในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลจะสามารถผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ค้างคาอยู่นานได้
ความชัดเจนทางการเมืองถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรับมือกับความท้าทายจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันของอุตสาหกรรมดั้งเดิมและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจาก AI รัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงจะมีความสามารถในการดำเนินการปฏิรูปที่จำเป็นได้คล่องตัวมากกว่า เช่น การปรับปรุงกระบวนการกำกับดูแล การต่อต้านคอร์รัปชัน และการปฏิรูปหลักนิติธรรม เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่มีคุณภาพสูงและยกระดับผลิตภาพ เพื่อหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางที่ไทยเผชิญอยู่ นอกจากนี้ การเจรจา FTA และการผลักดันการเข้าเป็นสมาชิก OECD เป็นอีกหนึ่งแรงกดดันจากภายนอกที่ช่วยเร่งการปฏิรูปที่ท้าทายได้
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นสร้างความท้าทายต่อภาคการคลัง
ความท้าทายที่จะเกิดขึ้นทันทีในระยะสั้นจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นแล้วคือ ภาระผูกพันของรัฐบาลในการตรึงราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่รับได้ ทั้งการตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 30 บาทต่อลิตรและการควบคุมค่าไฟฟ้า ซึ่งมีต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อราคาพลังงานโลกเพิ่มขึ้น
- กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง: กองทุนฯ เพิ่งชำระหนี้ 1.2 แสนล้านบาทที่สะสมจากช่วงที่ราคาน้ำมันแตะ 120 ดอลลาร์ในปี 2565 แต่ขณะนี้กองทุนกำลังอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลอยู่สูงถึง 14 บาทต่อลิตรในสัปดาห์ที่ผ่านมา คิดเป็นภาระงบประมาณเกือบ 3 หมื่นล้านบาทต่อเดือน หากรัฐบาลยืนกรานตรึงราคาดีเซลปลีกไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร โดยยังไม่รวมการอุดหนุนน้ำมันแก๊สโซฮอล์แต่ละประเภทอีกลิตรละ 2 – 9 บาท
- ภาระของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.): การอุดหนุนค่าไฟฟ้าเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ในปี 2565-2566 ภาระดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 1.35 แสนล้านบาท และสะสมเป็นหนี้ค้างอยู่ที่ กฟผ. ราว 7 หมื่นล้านบาท การพุ่งขึ้นของราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จะยิ่งทำให้ กฟผ. ลดหนี้ได้ยากขึ้น
- ภาระหนี้แฝง: แม้ภาระเหล่านี้จะไม่ถูกนับรวมในตัวเลขหนี้สาธารณะเสมอไป แต่ในทางปฏิบัติถือเป็นภาระผูกพันที่รัฐต้องค้ำประกัน ซึ่งบั่นทอน "พื้นที่ทางนโยบาย" สำหรับการดำเนินการนโยบายปฏิรูปที่จำเป็น
แนวโน้มนโยบายการเงิน: จุดเปลี่ยนทิศทาง
หลังการเปลี่ยนแปลงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) KKP Researchสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในแนวการสื่อสารของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ภายใต้ผู้ว่าการและเลขานุการ กนง. คนใหม่ กนง. ได้ปรับจุดยืนให้มีความสมดุลมากขึ้น โดยให้น้ำหนักกับแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อมากกว่าเดิม แทนแนวคิดเดิมที่เน้น "รักษาพื้นที่นโยบาย" แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และเงินบาทแข็งค่าขึ้น
อย่างไรก็ตาม กนง. ยังคงระมัดระวังในการดำเนินนโยบาย โดยในแถลงการณ์ล่าสุดระบุว่าระดับดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบัน "รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างเพียงพอแล้ว" และย้ำว่า "จำเป็นต้องติดตามผลกระทบของการรักษาดอกเบี้ยนโยบายให้ต่ำต่อการสะสมความไม่สมดุลทางการเงินในระยะกลาง ขณะที่ยังต้องให้ความสำคัญกับพื้นที่ทางนโยบายที่มีอยู่อย่างจำกัด"
KKP Research คงประมาณการอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% สำหรับปี 2569 แต่ปรับการคาดการณ์การปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นครั้งแรกจากปี 2570 เป็นปี 2571 เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงจุดยืนที่เห็นได้ชัดของ กนง. และคาดว่า กนง. อาจปรับดอกเบี้ยลงต่ำกว่าที่คาดได้หากสถานการณ์เศรษฐกิจปรับตัวชะลอลง มากกว่าคาดโดยเฉพาะสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้
KKP Researchปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2569 เป็น 1.8% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานที่ปรับตัวดีขึ้นบ้างในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในฐานะเศรษฐกิจเปิดขนาดเล็กที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ไทยยังคงเปราะบางต่อสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก พัฒนาการในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า
ความผันผวนที่เห็นอยู่นี้เป็นเพียงผลกระทบชั่วคราว หรือเป็นการเปลี่ยนทิศทางของเศรษฐกิจที่จะส่งผลยาวนานกว่านั้น