โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การศึกษาจะเปลี่ยน เมื่อความเชื่อเปลี่ยน

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

บทความพิเศษ | ณิชา พิทยาพงศกร

การศึกษาจะเปลี่ยน

เมื่อความเชื่อเปลี่ยน

ช่วงก่อนสงกรานต์ได้มีโอกาสไปร่วมวงเสวนา “Thailand Next Gen Education” ที่จัดโดยสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

ผู้คนที่นั่งอยู่ในวงนั้นล้วนถือว่าเป็น “หัวกะทิ” ที่ผ่านการคัดเลือกเข้มข้นตั้งแต่ตอนอายุ 15 ปี เพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนที่เชื่อกันว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ

โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ รับเด็กรุ่นละ 240 คน จากผู้สมัครหลายหมื่นคน คัดกรองด้วยข้อสอบวัดความรู้ทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์และต้องมี IQ ที่สูงกว่า 135 ขึ้นไป อยู่ในสังกัดเป็นองค์การมหาชนที่ตั้งงบประมาณได้เอง ใช้งบประมาณปีละ 350 ล้านบาทต่อปี สำหรับเด็ก 720 คน เฉลี่ยแล้วราว 5 แสนบาทต่อคนต่อปี

ในขณะที่คะแนน PISA ของทั้งประเทศ ฉายภาพว่า เด็กส่วนใหญ่ในประเทศอ่านจับใจความไม่ได้ มีความรู้วิทย์และเลขไม่พอใช้ในชีวิตประจำวัน

แต่เมื่อดูคะแนนแยกย่อยรายสังกัด จะมีเด็กกลุ่มหนึ่งที่ทำคะแนนได้ในระดับเดียวกับประเทศอันดับต้นๆ ของโลก

นั่นก็คือเด็กโรงเรียนเน้นวิทย์ ซึ่งเป็นประชากรส่วนน้อยมากของระบบ

การที่มาเล่าสถานการณ์การศึกษาของเด็กส่วนใหญ่ให้คนกลุ่มนี้ฟัง จึงน่ากระอักกระอ่วนใจนัก เหมือนโลกสองใบ ในประเทศเดียวกัน

เล่าไปถึงสถานการณ์เด็กเกิดน้อยลง ที่ส่งผลกระทบให้เด็กเข้าโรงเรียนและมหาวิทยาลัยน้อยลงมาก โรงเรียนเล็กตามชนบทปิดตัว บางอาคารมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดปลูกสร้างเสร็จแต่ถูกทิ้งร้างเพราะไม่มีนักศึกษา

เด็กน้อยลง น่าจะเป็นโอกาสให้เราทุ่มเทกับเรื่องคุณภาพของเด็กแต่ละคน แต่กลับกลายเป็นว่า ทุกวันนี้ การเรียนรู้ของพวกเขาต่ำกว่าสิ่งที่เขาควรทำได้จริงตามวัย คนจบ ม.3 อาจมีทักษะเท่าเด็ก ป.6 อาจารย์มหาวิทยาลัยเริ่มเกาหัวแกรกๆ ว่า เด็กที่อ่านไม่แตกฉาน เขียนอะไรไม่เป็น หลุดมาถึงชั้นปีหนึ่งได้อย่างไร

แล้วเราจะคาดหวังการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองได้อย่างไร เมื่อเราไม่มีมวลชนที่มีความคิดอ่านมากพอที่จะเป็นกำลังของประเทศ ทุกคนยิ่งฟัง ยิ่งหม่นหมองขึ้นเรื่อยๆ

จนใครสักคนในวงถามว่า “แล้วมีทางแก้ไหม?”

พอรู้แหละว่ามี อันที่จริง เราไม่ขาดแคลนความเชี่ยวชาญ นวัตกรรม หรือนโยบายเพื่อพัฒนาการศึกษา

แต่ที่สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถจัดการกับ “ชุดความเชื่อ” ที่ขับเคลื่อนระบบการศึกษาไทยมาจนถึงจุดนี้ และตราบใดที่เราไม่รื้อถอนความเชื่อพวกนี้ ระบบจะพังไปเรื่อยๆ จนกู่ไม่กลับ

ความเชื่อแรก : “การศึกษาคือการถ่ายเทความรู้ใส่หัวเด็ก”

เคยอ่านพบบันทึกหนึ่งในสมัย ร.5 ที่เปรียบเปรยว่าครูเหมือน “กระบวยตักน้ำ” ที่ตักความรู้มาใส่ให้เด็กซึ่งเปรียบเสมือน “โอ่งน้ำ”

ไม่ผิดอะไรที่คนยุคนั้นจะคิดแบบนั้น วิธีการที่เร็วที่สุดในการไล่กวดโลกตะวันตก คือให้เด็กเข้าสู่รั้วโรงเรียนเพื่อมารับความรู้สำเร็จรูป (ที่นำมาจากตะวันตก) จากในตำราเรียน แต่เวลาล่วงเลยมาร้อยกว่าปี เราควรตั้งคำถามกับความเชื่อนี้ได้แล้วหรือยัง

การคิดนี้ตั้งอยู่บนฐานคิดว่า เด็กคือ “วัตถุ” ที่ไม่มีความสามารถสร้างการเรียนรู้ด้วยตนเอง ต้องพึ่งพาชุดความรู้ที่กำหนดโดยรัฐ จนเหมือนกับว่า ไม่มีชุดความรู้อื่นที่กว้างขวางไปยิ่งกว่านั้น

นอกจากนี้ วิธีคิดนี้ยังตรึงบทบาทหน้าที่ของครูไว้เป็นเพียง “ภาชนะ” ที่ถูกกำกับโดยรัฐ ทำหน้าที่ copy-paste สิ่งที่อยู่ในตำราลงไปในหัวเด็กให้ได้มากที่สุด ทั้งๆ ที่โลกปัจจุบัน มีความรู้มีอยู่มากมายเกินกว่าใครจะกอบกุมได้หมด

ตราบใดที่คนทำการศึกษายังเชื่อแบบนี้ ยังพึ่งพาแค่หลักสูตร หนังสือเรียนและครูที่ถูกกล่อมเกลาโดยรัฐ ยึดถือมันเป็นสรณะ และไม่เปิดตามองออกไปในโลกนอกห้องเรียน เด็กของเราจะอยู่อย่างแยกขาดกับองค์ความรู้ทั้งหมดที่โลกมีและไม่สามารถคิดเองได้

ความเชื่อที่สอง : “ไม่ใช่เด็กทุกคนที่คู่ควรได้รับการพัฒนา”

ครั้งหนึ่งที่ได้ไปร่วมเวทีเสวนาด้านการศึกษาที่จัดขึ้นในจังหวัดหนึ่ง ตามธรรมเนียมของงานประเภทนี้ เขาก็จะเชิญผู้หลักผู้ใหญ่มาพูดเปิดงาน ครั้งนั้น ผู้บริหารระดับสูงที่ถูกเชิญมาพูดต่อหน้าทุกคนว่า “ทุกท่านตั้งใจก็ดี เราก็สอนไปเถอะ แต่ไม่ใช่เด็กทุกคนจะสามารถไปเป็นหมอ เป็นครูได้ เรายังต้องการคนสวน คนล้างจาน บัวยังมีสี่เหล่าเลย”

คำพูดนี้ทำให้ผู้เขียนโกรธ เพราะมันสะท้อน เขาตัดสินไปแล้ว ว่าเด็กบางคนเป็น “บัวใต้น้ำ” ที่พัฒนาไม่ได้ ไม่คู่ควรกับโอกาส แต่นี่ไม่ใช่ครั้งเดียวที่ได้ยินคำพูดนี้ บางครั้งก็มาจากครู ซึ่งยิ่งทำให้สะท้อนใจว่า ครูคือคนที่มี “อภิสิทธิ์” ที่สุด ที่ได้ใกล้ชิดกับเด็กๆ ในวัยที่เขาเติบโต แต่ทำไมถึงรีบเร่งตัดสินเสียแล้วว่า เด็กคนไหนคู่ควรกับโอกาสและคนไหนไม่คู่ควร

เพราะความเชื่อนี้อยู่เบื้องลึกในใจของคนทำการศึกษาจำนวนมาก จึงทำให้เกิด “ระบบ” ของการแข่งขัน คัดเลือก ตั้งแต่อนุบาลยันมหาวิทยาลัย และอธิบายว่า ทำไมเด็กโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์จึงได้รับงบประมาณดูแลปีละหลายแสน ในขณะที่เด็กโรงเรียนมัธยมบ้านนอกได้แค่เงินอุดหนุนรายหัวปีละไม่กี่พัน

ทำไมมหาวิทยาลัยราชภัฏที่รองรับลูกหลานคนต่างจังหวัดจึงได้รับงบประมาณต่ำเตี้ย เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยไม่กี่แห่งในกรุงเทพฯ ที่มีรายได้จากอสังหาริมทรัพย์และโรงพยาบาล แต่ยังได้รับเงินอุดหนุนหลายหมื่นล้าน

กรอบแนวคิด meritocracy ที่ผสมการตีความเรื่อง “บุญกรรม” และ “บัวมีสี่เหล่า” แบบไทย เพื่อปฏิเสธการโอบอุ้มดูแลเด็กทุกกลุ่ม ความเชื่อเช่นนี้แหละที่พัดพาให้ระบบมาถึงจุดนี้

ไม่แปลกหรือที่ในยุคที่ที่นั่งในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยมีมากพอรองรับเด็กทุกคน แต่เด็กก็ยังแย่งกันสอบเข้าไม่กี่ที่ เพราะทรัพยากรต่างๆ ล้วนถูกเทไปที่นั่น โรงเรียนและมหาวิทยาลัยยอดนิยมก็ยิ่งต้องทำตัวเป็น “กระชอน” ที่ละเอียดขึ้น เพื่อช้อนเด็กที่เขามองว่าพร้อม ส่วนเด็กที่ไปไหนต่อไม่ได้ ก็ถูกทิ้งไว้ตามยถากรรม

ในยุคที่เด็กเกิดปีละล้านคน การทุ่มทุนสร้างแค่ 1% แล้วทิ้งที่เหลือ ก็แย่พออยู่แล้ว แต่ในยุคที่เด็กเกิดปีละ 400,000 คน ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่ประเทศจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ หากเราทิ้งคนไว้ข้างหลังเยอะขนาดนี้ เพียงเพราะความเชื่อว่า “อ๋อ ก็บัวมีสี่เหล่า”

โจทย์ที่สำคัญของคนรุ่นเรา คือ “เราจะสามารถสร้างคนรุ่นต่อไป โดยหลุดพ้นจากความเชื่อที่สร้างตัวเรามาได้หรือไม่?”

การเป็นแม่สอนผู้เขียนอย่างหนึ่งว่า มีความทรงจำชนิดหนึ่งที่ฝังลึกลงไปในตัวเรา ความทรงจำที่ไม่มีภาษาจะใช้เรียกมัน ถูกสั่งสมตั้งแต่เรายังไม่มีคำพูด แต่ร่างกายและจิตใจของเราจดจำความรู้สึก ความเชื่อ และสัมผัสที่มันทิ้งไว้จากวิธีที่เราถูกเลี้ยงมา

ความเชื่อที่พ่อแม่ คนใกล้ชิด และครูมีต่อโลก มันจะกลายเป็นความเชื่อของเรา หากพวกเราคือคนที่เติบโตมาได้ดีผ่านการแข่งขัน การเอาชนะ เราก็มักจะเลี้ยงลูกแบบนั้นหรือสร้างระบบแบบนั้นโดยอัตโนมัติ น่าสังเกตว่า หลายคนที่มาฟังในวงวันนั้น ก็กำลังเป็นคณาจารย์ที่ทำหน้าที่พิจารณาคัดเลือก portfolio เด็กเข้ามหาวิทยาลัย

ธรรมชาติของความเชื่อ มันจะถูกถ่ายทอดซ้ำๆ จากรุ่นสู่รุ่น เพื่อผลิตซ้ำระบบ โครงสร้าง และปรากฏการณ์แบบเดิม และทำให้เรื่องบางเรื่องที่เราอยาก “ให้มันจบที่รุ่นเรา” อาจจะไม่จบในรุ่นเรา

ต้องอาศัยคนรุ่นเรา โดยเฉพาะนักการศึกษาและพ่อแม่ที่กำลังมีอิทธิพลต่อคนรุ่นต่อไป ที่จะมองเห็น ตั้งคำถาม และรื้อถอนความเชื่อที่ล้าหลังและไม่เป็นประโยชน์เสีย

เมื่อไรที่คนทุกคนเชื่อว่า “เด็กทุกคน” มีศักยภาพที่จะเติบโตและพัฒนาได้ และ “มันคุ้มค่า” ที่เราจะพัฒนาเด็กทุกคน เมื่อนั่นแหละ ที่เชื่อว่าการศึกษาไทยจะดีขึ้นได้จริงๆ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การศึกษาจะเปลี่ยน เมื่อความเชื่อเปลี่ยน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...