การศึกษาจะเปลี่ยน เมื่อความเชื่อเปลี่ยน
บทความพิเศษ | ณิชา พิทยาพงศกร
การศึกษาจะเปลี่ยน
เมื่อความเชื่อเปลี่ยน
ช่วงก่อนสงกรานต์ได้มีโอกาสไปร่วมวงเสวนา “Thailand Next Gen Education” ที่จัดโดยสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
ผู้คนที่นั่งอยู่ในวงนั้นล้วนถือว่าเป็น “หัวกะทิ” ที่ผ่านการคัดเลือกเข้มข้นตั้งแต่ตอนอายุ 15 ปี เพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนที่เชื่อกันว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ รับเด็กรุ่นละ 240 คน จากผู้สมัครหลายหมื่นคน คัดกรองด้วยข้อสอบวัดความรู้ทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์และต้องมี IQ ที่สูงกว่า 135 ขึ้นไป อยู่ในสังกัดเป็นองค์การมหาชนที่ตั้งงบประมาณได้เอง ใช้งบประมาณปีละ 350 ล้านบาทต่อปี สำหรับเด็ก 720 คน เฉลี่ยแล้วราว 5 แสนบาทต่อคนต่อปี
ในขณะที่คะแนน PISA ของทั้งประเทศ ฉายภาพว่า เด็กส่วนใหญ่ในประเทศอ่านจับใจความไม่ได้ มีความรู้วิทย์และเลขไม่พอใช้ในชีวิตประจำวัน
แต่เมื่อดูคะแนนแยกย่อยรายสังกัด จะมีเด็กกลุ่มหนึ่งที่ทำคะแนนได้ในระดับเดียวกับประเทศอันดับต้นๆ ของโลก
นั่นก็คือเด็กโรงเรียนเน้นวิทย์ ซึ่งเป็นประชากรส่วนน้อยมากของระบบ
การที่มาเล่าสถานการณ์การศึกษาของเด็กส่วนใหญ่ให้คนกลุ่มนี้ฟัง จึงน่ากระอักกระอ่วนใจนัก เหมือนโลกสองใบ ในประเทศเดียวกัน
เล่าไปถึงสถานการณ์เด็กเกิดน้อยลง ที่ส่งผลกระทบให้เด็กเข้าโรงเรียนและมหาวิทยาลัยน้อยลงมาก โรงเรียนเล็กตามชนบทปิดตัว บางอาคารมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดปลูกสร้างเสร็จแต่ถูกทิ้งร้างเพราะไม่มีนักศึกษา
เด็กน้อยลง น่าจะเป็นโอกาสให้เราทุ่มเทกับเรื่องคุณภาพของเด็กแต่ละคน แต่กลับกลายเป็นว่า ทุกวันนี้ การเรียนรู้ของพวกเขาต่ำกว่าสิ่งที่เขาควรทำได้จริงตามวัย คนจบ ม.3 อาจมีทักษะเท่าเด็ก ป.6 อาจารย์มหาวิทยาลัยเริ่มเกาหัวแกรกๆ ว่า เด็กที่อ่านไม่แตกฉาน เขียนอะไรไม่เป็น หลุดมาถึงชั้นปีหนึ่งได้อย่างไร
แล้วเราจะคาดหวังการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองได้อย่างไร เมื่อเราไม่มีมวลชนที่มีความคิดอ่านมากพอที่จะเป็นกำลังของประเทศ ทุกคนยิ่งฟัง ยิ่งหม่นหมองขึ้นเรื่อยๆ
จนใครสักคนในวงถามว่า “แล้วมีทางแก้ไหม?”
พอรู้แหละว่ามี อันที่จริง เราไม่ขาดแคลนความเชี่ยวชาญ นวัตกรรม หรือนโยบายเพื่อพัฒนาการศึกษา
แต่ที่สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถจัดการกับ “ชุดความเชื่อ” ที่ขับเคลื่อนระบบการศึกษาไทยมาจนถึงจุดนี้ และตราบใดที่เราไม่รื้อถอนความเชื่อพวกนี้ ระบบจะพังไปเรื่อยๆ จนกู่ไม่กลับ
ความเชื่อแรก : “การศึกษาคือการถ่ายเทความรู้ใส่หัวเด็ก”
เคยอ่านพบบันทึกหนึ่งในสมัย ร.5 ที่เปรียบเปรยว่าครูเหมือน “กระบวยตักน้ำ” ที่ตักความรู้มาใส่ให้เด็กซึ่งเปรียบเสมือน “โอ่งน้ำ”
ไม่ผิดอะไรที่คนยุคนั้นจะคิดแบบนั้น วิธีการที่เร็วที่สุดในการไล่กวดโลกตะวันตก คือให้เด็กเข้าสู่รั้วโรงเรียนเพื่อมารับความรู้สำเร็จรูป (ที่นำมาจากตะวันตก) จากในตำราเรียน แต่เวลาล่วงเลยมาร้อยกว่าปี เราควรตั้งคำถามกับความเชื่อนี้ได้แล้วหรือยัง
การคิดนี้ตั้งอยู่บนฐานคิดว่า เด็กคือ “วัตถุ” ที่ไม่มีความสามารถสร้างการเรียนรู้ด้วยตนเอง ต้องพึ่งพาชุดความรู้ที่กำหนดโดยรัฐ จนเหมือนกับว่า ไม่มีชุดความรู้อื่นที่กว้างขวางไปยิ่งกว่านั้น
นอกจากนี้ วิธีคิดนี้ยังตรึงบทบาทหน้าที่ของครูไว้เป็นเพียง “ภาชนะ” ที่ถูกกำกับโดยรัฐ ทำหน้าที่ copy-paste สิ่งที่อยู่ในตำราลงไปในหัวเด็กให้ได้มากที่สุด ทั้งๆ ที่โลกปัจจุบัน มีความรู้มีอยู่มากมายเกินกว่าใครจะกอบกุมได้หมด
ตราบใดที่คนทำการศึกษายังเชื่อแบบนี้ ยังพึ่งพาแค่หลักสูตร หนังสือเรียนและครูที่ถูกกล่อมเกลาโดยรัฐ ยึดถือมันเป็นสรณะ และไม่เปิดตามองออกไปในโลกนอกห้องเรียน เด็กของเราจะอยู่อย่างแยกขาดกับองค์ความรู้ทั้งหมดที่โลกมีและไม่สามารถคิดเองได้
ความเชื่อที่สอง : “ไม่ใช่เด็กทุกคนที่คู่ควรได้รับการพัฒนา”
ครั้งหนึ่งที่ได้ไปร่วมเวทีเสวนาด้านการศึกษาที่จัดขึ้นในจังหวัดหนึ่ง ตามธรรมเนียมของงานประเภทนี้ เขาก็จะเชิญผู้หลักผู้ใหญ่มาพูดเปิดงาน ครั้งนั้น ผู้บริหารระดับสูงที่ถูกเชิญมาพูดต่อหน้าทุกคนว่า “ทุกท่านตั้งใจก็ดี เราก็สอนไปเถอะ แต่ไม่ใช่เด็กทุกคนจะสามารถไปเป็นหมอ เป็นครูได้ เรายังต้องการคนสวน คนล้างจาน บัวยังมีสี่เหล่าเลย”
คำพูดนี้ทำให้ผู้เขียนโกรธ เพราะมันสะท้อน เขาตัดสินไปแล้ว ว่าเด็กบางคนเป็น “บัวใต้น้ำ” ที่พัฒนาไม่ได้ ไม่คู่ควรกับโอกาส แต่นี่ไม่ใช่ครั้งเดียวที่ได้ยินคำพูดนี้ บางครั้งก็มาจากครู ซึ่งยิ่งทำให้สะท้อนใจว่า ครูคือคนที่มี “อภิสิทธิ์” ที่สุด ที่ได้ใกล้ชิดกับเด็กๆ ในวัยที่เขาเติบโต แต่ทำไมถึงรีบเร่งตัดสินเสียแล้วว่า เด็กคนไหนคู่ควรกับโอกาสและคนไหนไม่คู่ควร
เพราะความเชื่อนี้อยู่เบื้องลึกในใจของคนทำการศึกษาจำนวนมาก จึงทำให้เกิด “ระบบ” ของการแข่งขัน คัดเลือก ตั้งแต่อนุบาลยันมหาวิทยาลัย และอธิบายว่า ทำไมเด็กโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์จึงได้รับงบประมาณดูแลปีละหลายแสน ในขณะที่เด็กโรงเรียนมัธยมบ้านนอกได้แค่เงินอุดหนุนรายหัวปีละไม่กี่พัน
ทำไมมหาวิทยาลัยราชภัฏที่รองรับลูกหลานคนต่างจังหวัดจึงได้รับงบประมาณต่ำเตี้ย เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยไม่กี่แห่งในกรุงเทพฯ ที่มีรายได้จากอสังหาริมทรัพย์และโรงพยาบาล แต่ยังได้รับเงินอุดหนุนหลายหมื่นล้าน
กรอบแนวคิด meritocracy ที่ผสมการตีความเรื่อง “บุญกรรม” และ “บัวมีสี่เหล่า” แบบไทย เพื่อปฏิเสธการโอบอุ้มดูแลเด็กทุกกลุ่ม ความเชื่อเช่นนี้แหละที่พัดพาให้ระบบมาถึงจุดนี้
ไม่แปลกหรือที่ในยุคที่ที่นั่งในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยมีมากพอรองรับเด็กทุกคน แต่เด็กก็ยังแย่งกันสอบเข้าไม่กี่ที่ เพราะทรัพยากรต่างๆ ล้วนถูกเทไปที่นั่น โรงเรียนและมหาวิทยาลัยยอดนิยมก็ยิ่งต้องทำตัวเป็น “กระชอน” ที่ละเอียดขึ้น เพื่อช้อนเด็กที่เขามองว่าพร้อม ส่วนเด็กที่ไปไหนต่อไม่ได้ ก็ถูกทิ้งไว้ตามยถากรรม
ในยุคที่เด็กเกิดปีละล้านคน การทุ่มทุนสร้างแค่ 1% แล้วทิ้งที่เหลือ ก็แย่พออยู่แล้ว แต่ในยุคที่เด็กเกิดปีละ 400,000 คน ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่ประเทศจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ หากเราทิ้งคนไว้ข้างหลังเยอะขนาดนี้ เพียงเพราะความเชื่อว่า “อ๋อ ก็บัวมีสี่เหล่า”
โจทย์ที่สำคัญของคนรุ่นเรา คือ “เราจะสามารถสร้างคนรุ่นต่อไป โดยหลุดพ้นจากความเชื่อที่สร้างตัวเรามาได้หรือไม่?”
การเป็นแม่สอนผู้เขียนอย่างหนึ่งว่า มีความทรงจำชนิดหนึ่งที่ฝังลึกลงไปในตัวเรา ความทรงจำที่ไม่มีภาษาจะใช้เรียกมัน ถูกสั่งสมตั้งแต่เรายังไม่มีคำพูด แต่ร่างกายและจิตใจของเราจดจำความรู้สึก ความเชื่อ และสัมผัสที่มันทิ้งไว้จากวิธีที่เราถูกเลี้ยงมา
ความเชื่อที่พ่อแม่ คนใกล้ชิด และครูมีต่อโลก มันจะกลายเป็นความเชื่อของเรา หากพวกเราคือคนที่เติบโตมาได้ดีผ่านการแข่งขัน การเอาชนะ เราก็มักจะเลี้ยงลูกแบบนั้นหรือสร้างระบบแบบนั้นโดยอัตโนมัติ น่าสังเกตว่า หลายคนที่มาฟังในวงวันนั้น ก็กำลังเป็นคณาจารย์ที่ทำหน้าที่พิจารณาคัดเลือก portfolio เด็กเข้ามหาวิทยาลัย
ธรรมชาติของความเชื่อ มันจะถูกถ่ายทอดซ้ำๆ จากรุ่นสู่รุ่น เพื่อผลิตซ้ำระบบ โครงสร้าง และปรากฏการณ์แบบเดิม และทำให้เรื่องบางเรื่องที่เราอยาก “ให้มันจบที่รุ่นเรา” อาจจะไม่จบในรุ่นเรา
ต้องอาศัยคนรุ่นเรา โดยเฉพาะนักการศึกษาและพ่อแม่ที่กำลังมีอิทธิพลต่อคนรุ่นต่อไป ที่จะมองเห็น ตั้งคำถาม และรื้อถอนความเชื่อที่ล้าหลังและไม่เป็นประโยชน์เสีย
เมื่อไรที่คนทุกคนเชื่อว่า “เด็กทุกคน” มีศักยภาพที่จะเติบโตและพัฒนาได้ และ “มันคุ้มค่า” ที่เราจะพัฒนาเด็กทุกคน เมื่อนั่นแหละ ที่เชื่อว่าการศึกษาไทยจะดีขึ้นได้จริงๆ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การศึกษาจะเปลี่ยน เมื่อความเชื่อเปลี่ยน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly