โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“วิทัย” หั่นจีดีพีเหลือ 1.3-1.7% พิษตะวันออกกลาง ยันยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย

efinanceThai

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิทัย หั่นจีดีพีเหลือ 1.3-1.7% พิษตะวันออกกลาง ยันยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -9 เม.ย. 69 14:00 น.

วิทัย หั่นจีดีพีปีนี้เหลือ 1.3-1.7% เซ่นพิษตะวันออกกลาง ยันตรึงดอกเบี้ยยาว พร้อมกาง 2 ฉากทัศน์เศรษฐกิจ ลุย 3 มาตรการช่วยลูกหนี้-อัดสภาพคล่อง พร้อมต่ออายุ LTV ถึง มิ.ย. 70

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลาง คาดว่าจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ ลดลงเหลือ 1.3-1.7% ซึ่งต่ำกว่าประมาณการล่าสุดที่ 1.9% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ 2.5-3.5%

ธปท.ประเมินไว้ 2 scenario ดังนี้

กรณีที่ 1 จบภายใน 2 สัปดาห์ คาดว่า จีดีพีจะอยู่ที่ 1.7% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 2.5%

กรณีที่ 2 คาดว่าจบภายใน มิ.ย. 2569 โดยมองว่า จีดีพีจะอยู่ที่ 1.3% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 3.5% ทั้งนี้การประเมินดังกล่าว ยังไม่รวมมาตรการของภาครัฐที่จะออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยเหลือประชาชน

อย่างไรก็ตาม ในการประเมินภาพเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อ ยังมีจาก 3 ปัจจัยหลักที่ต้องพิจารณา ดังนี้

1.Duration (ระยะเวลา) หรือ ความยืดเยื้อของสถานการณ์ว่าจะจบเร็ว (เช่น ภายใน 2 สัปดาห์) หรือลากยาวไปจนถึงสิ้นปี

2.Intensity (ความรุนแรง) หรือ ระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ เช่น การทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งส่งผลต่อราคาน้ำมัน

3.Supply Chain Disruption (การจัดหาวัตถุดิบ) การหยุดชะงักของวัตถุดิบสำคัญ เช่น น้ำมัน, ปิโตรเคมี และเม็ดพลาสติก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย

ธปท.ยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้น เนื่องจากเงินเฟ้อครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการ (Demand) แต่เกิดจากต้นทุนที่สูงขึ้น การขึ้นดอกเบี้ยจะไปทำลายดีมานด์โดยไม่ช่วยให้เงินเฟ้อลดลง

ณ วันนี้ นโยบายการเงินยังมีความผ่อนคลายเต็มที่ และยังไม่ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยในภาวะปัจจุบัน ยืนยันว่าช่วงสั้นไม่ขึ้นแน่นอนนายวิทัย กล่าว

มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 3 ขั้นตอน

ธปท.ได้เตรียมเครื่องมือไว้เป็นชุดเพื่อเลือกใช้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์

การจัดการหนี้เดิม โดยการขอให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจภายใต้กำกับของธปท. เร่งช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและราคาพลังงาน โดยเน้นการให้แบงก์ช่วยปรับโครงสร้างหนี้ ลดภาระการผ่อน และมาตรการ "Secure+" ซึ่งเป็นการผ่อนปรนแนวทางการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้เป็นการเฉพาะชั่วคราว โดยสามารถพิจารณามูลค่าหลักประกันควบคู่กับกระแสเงินสดของลูกหนี้ได้

การเติมเงินใหม่ (สินเชื่อ) หรือหากสถานการณ์สุกงอม ก็จะมีการยกระดับมาตรการที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการปรับลด Min-Pay หรือ การหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาความจำเป็นในการออกพ.ร.ก.ซอฟต์โลน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความจำเป็นและความเหมาะสม

สุดท้าย คือ การปรับโครงสร้างหนี้เชิงลึก (DR/TDR) รวมถึงการลดงวดผ่อนและลดดอกเบี้ยสำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรง

เตรียมเปิดเฮียริ่ง กำหนดค่าธรรมเนียมธนาคาร

ธปท. เตรียมประกาศมาตรฐานใหม่สำหรับค่าธรรมเนียมประมาณ 15-17 รายการ เพื่อสร้างมาตรฐานในการกำหนดค่าธรรมเนียม ให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น ซึ่ง ที่ผ่านมา ยอมรับว่า มีหลายค่าธรรมเนียมที่ควรปรับใหม่ให้มีความเหมาะสม เช่น

ค่ารักษาบัญชี เตรียมปรับลดให้เหลือมาตรฐานเดียวกันที่ 20 บาทต่อเดือน จากเดิมบางแห่งคิด 50-500 บาทหากมีเงินต่ำกว่า 2,000 บาทต่อปี

ค่าธรรมเนียม BAHTNET ตรียมปรับลดจาก 250 บาท เหลือประมาณ 100 บาท เพื่อลดต้นทุนภาคธุรกิจ

ค่าธรรมเนียมการกดเงินสด (Cash Advance) ปัจจุบันบางแห่งอยู่ที่ 3% ซึ่ง ธปท. มองว่าสูงเกินไปเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยบัตรเครดิต และกำลังอยู่ระหว่างการหารือเพื่อปรับลด

กระบวนการคือ ในวันพรุ่งนี้ (10 เม.ย.) จะเริ่มทำ Public Hearing หลังจากนั้น จะนำมาปรับปรุงและคาดว่าจะประกาศลงราชกิจจานุเบกษาได้ในช่วงกลางเดือนพ.ค.นี้

ด้านมาตรการ LTV (Loan-to-Value) เกณฑ์การกำหนดเพดานสินเชื่อที่อยู่อาศัย ยืนยันจะต่ออายุมาตรการ LTV ไปอีก 1 ปี จนถึงมิ.ย. 2570 เพื่อสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์

เรียบเรียง โดย ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์
อีเมล์. pattraporn@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...