โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

หมอวรงค์ จี้รัฐแจงด่วน ปม “น้ำมันหาย” 600–700 ล้านลิตร ชี้อาจเข้าข่ายปล้นชาติ

The Better

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER
นพ.วรงค์ ออกโรงตั้งคำถามรุนแรงต่อรัฐบาล กรณีข้อมูลน้ำมันดีเซลหายจากระบบ 600–700 ล้านลิตร อ้างอิงข้อมูลกรมธุรกิจพลังงาน ชี้อาจเป็นความผิดปกติในห่วงโซ่น้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่โรงกลั่นถึงปั๊ม

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ออกมาแสดงความเห็นกรณีปัญหาน้ำมัน โดยระบุว่าไม่ใช่เพียงเรื่องราคาน้ำมันแพง แต่ “หัวใจสำคัญ” คือปัญหาน้ำมันสูญหายจากระบบ ซึ่งเขามองว่าอาจเป็นกระบวนการทุจริตในช่วงวิกฤตที่กระทบประชาชนโดยตรง

นพ.วรงค์กล่าวว่า จากข้อมูลที่ตนรวบรวมจากกรมธุรกิจพลังงาน ซึ่งเป็นรายงานทางการเกี่ยวกับยอดน้ำมันที่ส่งไปยังปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ เขาใช้ข้อมูลเฉพาะส่วนที่ส่งไปยังปั๊ม ไม่ใช่ตัวเลขรวม จึงเชื่อว่าสะท้อนปัญหาที่กระทบประชาชนจริง

เขาระบุว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูล 2 ชุดของกรมธุรกิจพลังงาน พบว่าในช่วงกลางเดือนมีนาคมถึงปลายเดือนมีนาคม โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล อาจมีปริมาณ “หายไปจากระบบ” ราว 600–700 ล้านลิตร ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขสูงมาก และเข้าข่าย “ปล้นชาติ ปล้นแผ่นดิน”

นพ.วรงค์ยังเรียกร้องให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะ ผอ.ศบก. ออกมาชี้แจงเรื่องนี้บนเวทีสภาฯ โดยระบุว่า เมื่อวานนี้ตนรอให้มาชี้แจงแต่ไม่ได้มา ทำให้ยิ่งเชื่อว่าตัวเลขดังกล่าวมีความเป็นไปได้

เขายังอ้างตัวเลขการส่งน้ำมันไปยังปั๊มทั่วประเทศ โดยระบุว่า ช่วงกลางเดือนมีนาคมตัวเลขสูงถึงประมาณ 70 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่ช่วงปกติเดือนมกราคมอยู่ที่ราว 51 ล้านลิตรต่อวัน และประชาชนไม่เคยมีปัญหาในการเติมน้ำมัน แต่ช่วงกลางถึงปลายมีนาคมกลับมีรายงานว่าประชาชนเติมน้ำมันได้น้อยลง เช่น จำกัดการเติม 500–1,000 บาทต่อครั้ง

นอกจากนี้ เขายังอ้างข้อมูลล่าสุดจากกรมธุรกิจพลังงานว่า วันที่ 5 เมษายน น้ำมันดีเซลที่คลังจ่ายของผู้ค้าตามมาตรา 7 ส่งไปปั๊มอยู่ที่ 37.5 ล้านลิตร วันที่ 6 เมษายน 46 ล้านลิตร และวันที่ 7 เมษายน 42 ล้านลิตร พร้อมย้ำว่าช่วงปลายมีนาคมเคยโผล่ตัวเลขกว่า 70 ล้านลิตร แต่ประชาชนกลับไม่มีน้ำมันเพียงพอใช้ จึงมองว่าเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบให้ชัด

นพ.วรงค์อธิบายเส้นทางน้ำมันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำว่า ต้นน้ำคือโรงกลั่น กลางน้ำคือผู้ค้าตามมาตรา 7 และปลายน้ำคือปั๊มน้ำมัน โดยตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลเคยแถลงว่าการตรวจคลังน้ำมันมาตรา 7 ไม่พบความผิดปกติ หากเป็นเช่นนั้นก็แปลว่าคลังน้ำมันไม่ได้มีการกักตุนจำนวนมาก

ดังนั้น เขาจึงตั้งข้อสงสัยว่า หากน้ำมันหายไป 600–700 ล้านลิตรจริง แต่ไม่พบในคลังกลางน้ำ เป็นไปได้หรือไม่ว่าอาจเป็น “น้ำมันลม” หรือ “น้ำมันเก๊” ตั้งแต่โรงกลั่น และอาจมีการส่งต่อเป็นทอด ๆ ผ่านระบบทั้งหมด พร้อมระบุว่า หากเป็นเช่นนั้นจริง จะถือเป็นขบวนการใหญ่ที่สร้างความเสียหายมหาศาล และเป็นการปล้นภาษีประชาชนมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท

เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าน้ำมันจำนวนดังกล่าวหายไปที่ใด หากมีจริงควรจะต้องพบในระบบคลังหรือการจัดเก็บ แต่กลับไม่พบ จึงยิ่งเพิ่มข้อสงสัยต่อระบบทั้งโซ่ supply chain

นพ.วรงค์ยังกล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีมติรับเรื่องตรวจสอบน้ำมันหายเป็นคดีพิเศษ โดยจะตรวจสอบเส้นทาง GPS รถขนส่งน้ำมันจำนวนหลายหมื่นเที่ยว แต่เขามองว่าแนวทางนี้อาจไม่ใช่จุดสำคัญ พร้อมเสนอว่าหากต้องการตรวจสอบให้ชัด ควรตรวจตั้งแต่โรงกลั่น คลังน้ำมันของผู้ค้าตามมาตรา 7 และปั๊มน้ำมัน เพราะเป็นจุดหลักของระบบ มากกว่าการตรวจ GPS ที่เขามองว่าอาจ “หลอกลวงประชาชน” และเป็นเพียงการทำเหมือนตรวจสอบ

เขายังย้ำเรียกร้องให้นายพิพัฒน์และนายกรัฐมนตรีออกมาชี้แจงต่อสภาฯ โดยระบุว่า หากไม่สามารถเคลียร์ข้อสงสัยได้ อาจกระทบความน่าเชื่อถือของรัฐบาล และอาจไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างสง่างาม พร้อมกล่าวว่าควรเร่งจับกุมผู้กระทำผิดให้ได้ หากมีการทุจริตเกิดขึ้นจริง

นอกจากนี้ เขายังระบุว่า หากถึงขั้นต้องใช้อำนาจกรรมาธิการเข้าตรวจสอบ อาจส่งผลทางการเมืองรุนแรง และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอาจถึงขั้น “ติดคุก” ได้ หากพิสูจน์ได้ว่ามีการกระทำผิด

เขายังกล่าวด้วยว่า ข้อมูลที่มีในขณะนี้ยังไม่เพียงพอที่จะนำไปยื่นต่อ ป.ป.ช. โดยตรง แต่สามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่ามีกระบวนการ “ปล้นน้ำมันของชาติ” เกิดขึ้น โดยอ้างอิงข้อมูลบางส่วนจากกรมธุรกิจพลังงาน และตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับผู้ค้ารายใหญ่

ท้ายที่สุด นพ.วรงค์ระบุว่า เป็นไปไม่ได้ที่ตัวเลขน้ำมันส่งออกสู่ปั๊มจะอยู่ในระดับ 70 ล้านลิตรต่อวัน แต่ประชาชนกลับไม่มีน้ำมันเพียงพอใช้ พร้อมตั้งคำถามว่ารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไม่ทราบเรื่องนี้จริงหรือไม่ และเหตุใดจึงปล่อยให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ พร้อมเรียกร้องให้มาชี้แจงต่อสภาฯ หากชี้แจงได้ก็ถือว่าเรื่องจบ แต่หากชี้แจงไม่ได้จะต้องมีการตรวจสอบอย่างจริงจังต่อไป

อย่างไรก็ตาม สำหรับมาตรการกำหนดเวลาเปิด–ปิดปั๊มน้ำมันหลังช่วงสงกรานต์ นพ.วรงค์มองว่า ขณะนี้สถานการณ์ดีขึ้น ประชาชนสามารถใช้บริการได้คล่องตัว ไม่พบภาวะขาดแคลนเหมือนช่วงกลางเดือนมีนาคม และเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรการกำหนดเวลาการเปิดปั๊มน้ำมันอีกต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...