โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

อิหร่านเสียหายแค่ไหน เหตุใดผู้นำที่เหลือยังแข็งกร้าว แม้กำลังอ่อนแรง

Amarin TV

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
Spotlight ชวนอ่านบทวิเคราะห์อิหร่านเสียหายแค่ไหน เหตุใดผู้นำที่เหลือยังแข็งกร้าว ไม่ยอมถอย แม้กำลังทหารอ่อนแรง เศรษฐกิจถดถอยจมดิน

อิหร่านเสียหายแค่ไหน ทำไมไม่ยอมแพ้แม้อ่อนแรง

จากสถานการณ์จนถึงเดือนมีนาคม 2026 อิหร่านต้องเผชิญกับความสูญเสียที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ระบอบการปกครอง การโจมตีแบบรุนแรงจากกองกำลังผสมของสหรัฐฯ และอิหร่าน กระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานใน 21 จังหวัด โดยเฉพาะจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างแหล่งก๊าซ South Pars และโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งคาดว่า ต้องใช้เงินฟื้นฟูมหาศาลกว่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ในมิติทางการทหาร อิหร่านสูญเสีย "เขี้ยวเล็บ" สำคัญที่เคยใช้สร้างอำนาจต่อรองมานานหลายทศวรรษ รายงานยืนยันว่า แท่นยิงขีปนาวุธนำวิถีถูกทำลายไปแล้วกว่า 70% ขณะที่กองทัพเรืออิหร่านถูกกองทัพสหรัฐฯ ประกาศให้อยู่ในสถานะไร้สมรรถภาพในการรบโดยสิ้นเชิง

นอกจากความสูญเสียด้านยุทโธปกรณ์แล้ว ระบบบัญชาการยังสั่นคลอนจากการสูญเสียบุคลากรระดับมันสมอง ตั้งแต่ผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี ผู้บัญชาการทหารระดับสูงไปจนถึงบุคคลสำคัญในโครงการนิวเคลียร์ โดยมีผู้เสียชีวิตรวมแล้วกว่า 1,400 - 5,300 ราย ซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและพลเรือนที่ต้องรับเคราะห์จากความขัดแย้งครั้งนี้

ท่ามกลางซากปรักหักพังของโครงสร้างรัฐและกองทัพที่อ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ท่าทีของกลุ่มผู้นำที่เหลือรอด ยังคงเต็มไปด้วยวาทกรรมที่ดุดันและข้อเรียกร้องแบบสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องค่าปฏิกรรมสงคราม หรือการกำหนดระเบียบใหม่ในช่องแคบฮอร์มุซ

เหตุใดระบอบการปกครองที่กำลังเผชิญกับความพ่ายแพ้ทางทหารอย่างย่อยยับเช่นนี้ จึงยังคงเลือกที่จะยืดเยื้อสงครามและแสดงท่าทีแข็งกร้าวแทนที่จะโอนอ่อนเพื่อรักษาชีวิตประชาชน? เป็นไปได้หรือไม่ว่าสำหรับพวกเขาแล้ว การยอมจำนนในสภาวะที่อ่อนแอคือจุดจบที่น่ากลัวกว่าการลากโลกทั้งใบให้เผชิญกับหายนะไปพร้อมกัน

สงครามกดเศรษฐกิจอิหร่านจมดิน

ก่อนจะเกิดสงคราม เศรษฐกิจของอิหร่านตกอยู่ในสภาวะที่เปราะบางและบอบช้ำอย่างหนักอยู่แล้ว จากการถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ความตึงเครียด "สงคราม 12 วัน" กับอิสราเอล ระหว่างวันที่ 13 – 24 มิถุนายน 2025 ค่าเงินเรียลของอิสราเอลก็ค่อย ๆ ถอยหลังลง สวนทางกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น จนประชาชนแบกรับไม่ไหว ต้องออกมาเดินขบวนประท้วงทั่วประเทศ ก่อนจะยกระดับเป็นการปราบปรามที่นองเลือด

ฝันร้ายที่แท้จริงเริ่มต้นขึ้นเมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการโจมตีอิหร่านอย่างเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สงครามได้ยืดเยื้อมาแล้วกว่า 3 สัปดาห์ กลับสร้างความพินาศทางเศรษฐกิจรุนแรงยิ่งกว่าผลพวงจากการคว่ำบาตรหลายทศวรรษ

ค่าเงินเรียลอิหร่านล่มสลายลงโดยสิ้นเชิง โดยร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,750,000 เรียลต่อดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นการสูญเสียมูลค่าไปมากกว่า 90% เมื่อเทียบกับปี 2018 ส่งผลให้ระบบการค้าและการแลกเปลี่ยนเงินตราอยู่ในภาวะชะงักงัน

Al Jazeera และนักวิเคราะห์เศรษฐกิจระดับโลกประเมินว่า ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานทางยุทธศาสตร์เพียงอย่างเดียวอาจต้องใช้เงินงบประมาณฟื้นฟูสูงถึง หลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเฉพาะในภาคพลังงานซึ่งเป็นหัวใจหลักของประเทศ หลังจากการโจมตีแหล่งก๊าซ South Pars และโรงงานพลังงานหลายแห่งทำให้การส่งออกน้ำมัน ซึ่งถูกกดทับด้วยการคว่ำบาตรอยู่ก่อนแล้ว ต้องหยุดชะงักลงเกือบทั้งหมด

การประเมินยังระบุด้วยว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อิหร่านได้ผันงบประมาณมหาศาลกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธพันธมิตรในภูมิภาค ซึ่งเป็นต้นทุนมหาศาลที่สูญเปล่าเมื่อเทียบกับสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนในปัจจุบัน

สภาวะเศรษฐกิจที่ "จมดิน" นี้ ไม่ได้สะท้อนผ่านตัวเลขในตลาดหุ้นที่ว่างเปล่าเท่านั้น แต่ยังปรากฏชัดในรูปแบบของภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง (Hyperinflation) และการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างหนักในยามสงคราม ประชาชนต้องเผชิญกับภาระของสงครามที่ตนไม่ได้เป็นผู้ก่อ ทั้งความอดอยากและโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกทำลายลงทุกวัน ขณะที่รัฐบาลยังคงเดินหน้าเผาผลาญทรัพยากรที่เหลืออยู่เพื่อหล่อเลี้ยงเครื่องจักรสงครามและการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง โดยทิ้งให้เศรษฐกิจของชาติกลายเป็นเพียงซากปรักหักพังที่รอวันล่มสลายอย่างถาวร

กลยุทธ์สงครามยืดเยื้อ: เมื่อการยอมจำนนไม่ใช่ทางเลือก

ท่ามกลางความเสียหายที่ปรากฏชัดแจ้ง คำถามสำคัญที่ประชาคมโลกต่างสงสัยคือ เหตุใดอิหร่านที่กำลังอ่อนแรงลงอย่างหนักจึงยังปฏิเสธที่จะถอยหลัง CNN วิเคราะห์ว่า คำตอบนั้นไม่ได้อยู่ที่ความเชื่อมั่นในชัยชนะทางทหารแบบดั้งเดิม แต่อยู่ที่การวางแผนรับมือเหตุการณ์ล่วงหน้า ที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ได้พัฒนาขึ้นมานานหลายทศวรรษ

ผู้นำที่เหลือรอดระบุว่า พวกเขาเตรียมพร้อมสำหรับ "สงครามระยะยาว" โดยใช้ยุทธวิธีกระจายอำนาจการสั่งการไปยังหน่วยรบย่อยที่ทำงานได้อย่างอิสระ ทำให้แม้โครงสร้างส่วนกลางจะถูกทำลาย แต่กลไกการตอบโต้ยังคงทำงานต่อไปได้ และพวกเขามองว่า การหยุดยิงในขณะที่เพลี่ยงพล้ำ จะเป็นเพียงการเปิดโอกาสให้ศัตรูซ่อมแซมเรดาร์หรือเติมคลังแสงขีปนาวุธเพื่อกลับมาโจมตีใหม่ อิหร่านจึงเลือกที่จะสู้จนกว่าศัตรูจะ "เสียใจ" และยอมรับเงื่อนไขที่พวกเขาตั้งไว้

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้อิหร่านยังคงท่าทีแข็งกร้าว คือการใช้ "ความเจ็บปวด" เป็นเครื่องมือทางการเมือง ผู้นำอิหร่านแสดงออกอย่างชัดเจนถึงความไม่แยแสต่อการสูญเสียบุคลากรระดับสูง และเชื่อมั่นในขีดความสามารถของระบอบในการอดทนต่อความยากลำบาก พวกเขาไม่ได้วางเป้าหมายไว้ที่การชนะสงครามในสนามรบ แต่เป้าหมายคือการทำให้สงครามครั้งนี้ "มีราคาแพงเกินกว่าที่ใครจะแบกรับไหว" โดยเฉพาะการพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเศรษฐกิจของเพื่อนบ้านอาหรับ เพื่อบีบให้สหรัฐฯ และพันธมิตรต้องเป็นฝ่ายยอมจำนนต่อแรงกดดันจากตลาดโลกเสียเอง

ยุทธศาสตร์นี้ชี้ชัดว่า "จุดจบของสงคราม" สำหรับอิหร่านต้องแลกมาด้วยการรื้อระเบียบภูมิภาคใหม่เท่านั้น พวกเขาไม่ได้ต้องการเพียงการหยุดยิง แต่ยื่นเงื่อนไขสูงสุด (Maximalist) ทั้งการคุมช่องแคบฮอร์มุซ การยกเลิกคว่ำบาตร และค่าปฏิกรรมสงคราม การตั้งเงื่อนไขที่แข็งกร้าวเช่นนี้คือการใช้ความพินาศของสงครามเป็นเดิมพันสุดท้าย เพื่อบีบให้เกิดการเจรจาที่รับประกันความอยู่รอดและอำนาจของระบอบปกครองในระยะยาว

อิหร่านเดิมพันด้วยความมั่นคงโลก

เครื่องมือต่อรองสุดท้ายที่อิหร่านหยิบมาใช้ไม่ใช่กองกำลังทหารตามแบบแผนที่ถูกทำลายไปเกือบหมด แต่คือการใช้ "ความไร้เสถียรภาพของโลก" เป็นตัวประกัน โดยส่งสัญญาณชัดเจนว่าหากระบอบปกครองอยู่ไม่รอด เศรษฐกิจโลกและอ่าวเปอร์เซียต้องพังพินาศตามกัน การจงใจโจมตี “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าและเส้นทางขนส่งพลังงานของโลก เพื่อบีบให้ศัตรูต้องยอมเจรจาภายใต้แรงกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงัก

แม้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ จะยืนยันว่ากองทัพอิหร่าน "แหลกสลาย" และผู้นำแทบทุกระดับถูกกวาดล้างไปแล้ว แต่อิหร่านกลับตอบโต้ด้วยการยิงถล่มระลอกใหม่เพื่อแสดงให้เห็นว่าสงครามยังคงเดินหน้าต่อไปได้ แม้สรรพวุธของอิหร่านมีไม่เท่าสหรัฐฯ และอิสราเอล

อย่างไรก็ตาม เดิมพันครั้งนี้เต็มไปด้วยความเสี่ยงอย่างมหาศาล ในขณะที่อิหร่านพยายามใช้ความรุนแรงบีบให้เกิดการประนีประนอม ประเทศเพื่อนบ้านหลายรัฐกลับส่งสัญญาณที่ตรงกันข้าม โดยเลือกที่จะกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และอิสราเอลให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันตนเองจากการถูกข่มขู่

สำหรับระบอบปกครองของอิหร่านในปัจจุบัน เป้าหมายสุดท้ายอาจไม่ใช่ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ แต่คือการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด และการกอบกู้อำนาจในการกำหนดเงื่อนไขหลังสิ้นสุดสงคราม โดยทิ้งให้โลกต้องเฝ้ามองว่าเดิมพันที่แลกด้วยความมั่นคงของภูมิภาคนี้ จะจบลงที่การเจรจาหรือความพินาศย่อยยับของทุกฝ่าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...