โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การแยกซ่อนและการปรากฏของความตาย : ฌาปนสถานสมัยใหม่ และพื้นที่พิธีศพในกรุงเทพฯ และสิงคโปร์ (4)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

การแยกซ่อนและการปรากฏของความตาย

: ฌาปนสถานสมัยใหม่

และพื้นที่พิธีศพในกรุงเทพฯ และสิงคโปร์ (4)

เพื่อให้ผู้อ่านจินตนาการภาพได้ชัดเจน ผมอยากพาทุกท่านเดินเข้าไปชมอาคารฌาปนกิจซึ่งเป็นอาคารหลักในการทำพิธีศพของ Mandai ด้วยกัน และจะเข้าใจถึงการจัดการแยกซ่อนความตายที่ได้กล่าวไว้ในสัปดาห์ก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมองเห็นถึงความแตกต่างอย่างมากจากการออกแบบพื้นที่ความตายในสังคมไทย

ตัวอาคารถูกออกแบบด้วยภาษาสมัยใหม่ เป็นอาคารแบบทางโลก ไร้ภาษาทางสถาปัตยกรรมที่โยงเข้ากับศาสนาและความเชื่อใดๆ ทั้งสิ้น แม้สถาปนิกสามารถออกแบบพื้นที่ภายในให้ดูสงบ สวยงาม และให้เกียรติผู้ตาย แต่กระนั้น องค์ประกอบที่เชื่อมโยงกับความเชื่อแบบจารีตทั้งหลายต่างถูกทำให้หายไปเกือบทั้งหมด

แน่นอน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถานที่นี้คือฌาปนสถานของรัฐสมัยใหม่ที่ไม่ควรออกแบบให้อาคารปรากฏความโน้มเอียงทางศาสนาใดศาสนาหนึ่งออกมา

แต่ผลที่ตามมาก็คือการตัดขาดหรือสร้างระยะห่างจากโลกทัศน์ความตายแบบดั้งเดิม

อาคารฌาปนกิจ 1 ของ Mandai Crematorium

อาคารหลังนี้มี 3 ชั้น ชั้นใต้ดินเป็นที่จอดรถ โดยชั้นหนึ่งออกแบบให้เป็นเสมือน “พื้นที่ทางเทคนิค” สำหรับเจ้าหน้าที่มากกว่าคนนอก ประกอบด้วยห้องที่โลงศพจะตั้งรอสำหรับประกอบพิธี, ห้องเตาเผา และห้องเก็บเถ้ากระดูก

ส่วนพื้นที่ชั้นสองออกแบบเป็นพื้นที่สำหรับคนทั่วไปที่เข้ามาร่วมพิธีศพ ประกอบด้วย โถงทางเข้า, service hall และ viewing room

พิธีกรรมสำหรับคนนอกทั้งหมดจะปรากฏเฉพาะพื้นที่ชั้นสอง โดยจะเริ่มจาก service hall อันเป็นห้องประกอบพิธีกรรมหลัก ออกแบบอย่างสวยงาม สะอาดตา รองรับคนได้ร่วมร้อยคน ใช้สำหรับทำพิธีระลึกถึงผู้ตาย ลักษณะพิธีคล้ายกับพิธีศพของคนไทยในวันเผาที่จะมีการอ่านประวัติของผู้ตาย อาจมีการกล่าวคำอำลาของญาติ และมีการวางดอกไม้บนร่างผู้ตาย

แม้การออกแบบในห้องนี้อาจทำให้เรารู้สึกคล้ายโบสถ์ในศาสนาคริสต์ แต่ก็มิได้ชัดเจนไปแบบนั้น เพราะทุกองค์ประกอบภายในปราศจากนัยทางศาสนา

บรรยากาศภายในห้อง service hall ของ Mandai Crematorium

หลังจากทำพิธีเสร็จแล้ว ร่างผู้ตายจะถูกเคลื่อนไปยังห้องรอที่ชั้นหนึ่ง จากนั้นจะถูกเคลื่อนต่อไปยังเตาเผาศพ ผ่านโถงขนาดใหญ่ที่ด้านบนออกแบบเชื่อมไปสู่ห้อง viewing room ที่ชั้นสอง พื้นที่นี้จะใช้เป็นพื้นที่อำลาครั้งสุดท้ายสำหรับญาติหรือเพื่อนก่อนที่ร่างจะถูกนำไปเผา ในห้องออกแบบในลักษณะเป็นสแตนด์ มีกระจกบานใหญ่มองลงไปเห็นโลงศพที่กำลังเคลื่อนผ่านเข้าสู่เตาเผา ญาติจะเห็นกระบวนการนี้เพียงสั้นๆ ผ่านกระจกกั้น

เมื่อเผาเสร็จ เถ้าและกระดูกจะถูกนำมาให้ญาติเลือกเก็บและบรรจุลงในโถ ในห้องชั้นหนึ่งของอาคารที่เรียกว่า ash collection room เถ้ากระดูกในโถจะถูกนำมาเก็บไว้ที่ “อาคารบรรจุอัฐิ” ซึ่งเป็นอาคารสูง 4-5 ชั้น มีจำนวนหลายอาคาร

ภายในออกแบบเป็นผนังขนาดใหญ่ที่มีช่องเล็กๆ เรียงรายซ้อนกันสำหรับบรรจุอัฐิ แต่หากญาติประสงค์นำไปบรรจุที่อื่น (มีบริษัทเอกชนหลายแห่งในสิงคโปร์ที่ให้บริการด้านนี้) ก็สามารถทำได้

การออกแบบทั้งหมดที่กล่าวมา ทำให้พิธีกรรมความตายแบบชาวจีนที่เคยยิ่งใหญ่ ซับซ้อน เต็มไปด้วยนัยทางความหมาย และเป็นเรื่องของชุมชน กลายเป็นพิธีกรรมแบบสมัยใหม่ เรียบง่าย ลดทอนมิติทางจิตวิญญาณ และถูกบีบอัดลงในพื้นที่แคบๆ

ตัวอย่างที่ยืนยันชัดเจนคือ “เชงเม้ง” ของคนสิงคโปร์ที่กลายเป็นเรื่องปัจเจกมากขึ้น แม้กระทั่งในหมู่ญาติก็ไม่สามารถรวมตัวกันได้มาก การเผากระดาษก็ถูกแยกออกไปอีกพื้นที่ ห้ามกระทำต่อหน้าเถ้ากระดูกของบรรพบุรุษอีกต่อไป ทุกพิธีกรรมถูกแยกส่วนออกจากกัน

และกลายเป็นเรื่องการจัดการซากศพทางเทคนิคมากขึ้นเรื่อยๆ

บรรยากาศภายในห้อง viewing room ของ Mandai Crematorium

เห็นได้ชัดว่า การจัดการความตายของ Mandai ความหมายระดับที่ 1 ถูกแยกซ่อนอย่างสมบูรณ์

ส่วนในระดับที่ 2 ถูกจัดการให้มีอย่างรวบรัด ตัดตอน ไร้นัยทางศาสนา

ส่วนระดับที่ 3 (ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมสนใจมากที่สุด) ฌาปนสถานได้ทำหน้าที่ซ่อนแยกความตายออกจากสายตาสาธารณะ ซึ่งในธรรมเนียมเดิมของชาวจีนในสิงคโปร์ (จริงๆ เกือบแทบทุกวัฒนธรรม) พิธีกรรมความตายมิใช่เรื่องของการจัดการศพเพียงอย่างเดียว แต่คือการแสดงสถานะทางสังคมของผู้ล่วงลับและลูกหลานของเขา

งานศพที่จัดอย่างหรูหราและสามารถดึงผู้คนจำนวนมาก คือการบ่งบอกถึงสถานะผ่านแนวคิดว่าด้วย “หน้าตา” (??) ของครอบครัว ซึ่งการจัดงานแบบจารีตสามารถเปลี่ยนกลับไปเป็นทุนทางเศรษฐกิจและ “ทุนทางสัญลักษณ์” (symbolic capital) ตามแนวคิดที่ Pierre Bourdieu เคยเสนอไว้

อย่างไรก็ตาม คนสิงคโปร์ปัจจุบันก็พยายามหาทางออกและต่อรองเชิงพื้นที่เพื่อสืบทอดการแสดงออกเรื่อง “หน้าตา” ผ่านพิธีศพเช่นกัน

การระลึกถึงผู้ตายภายในอาคารบรรจุอัฐิของ Mandai Crematorium

พื้นที่ void deck (พื้นที่โล่งใต้แฟลตและอพาร์ตเมนต์ ซึ่งคนสิงคโปร์กว่า 80% ล้วนพักในที่พักอาศัยแบบนี้) คือพื้นที่แห่งการต่อรองดังกล่าว โดยรัฐบาลยอมให้ประชาชนสามารถทำเรื่องขออนุญาตจัดงานศพในพื้นที่นี้ได้ และยอมที่จะให้พื้นที่นี้สามารถแสดงออกถึงความเชื่อทางศาสนาของตนเองได้

คนสิงคโปร์บางคนมองว่าพื้นที่นี้เหมือนเป็นพื้นที่ที่สืบทอดจิตวิญญาณแบบ Kampong (ชุมชนบ้านเรือนแบบอดีต) ให้สามารถดำรงอยู่ในยุคสมัยใหม่

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่สาธารณะที่ต้องใช้ร่วมกันของคนเป็นจำนวนมาก ผนวกกับความจริงจังในมาตรการควบคุมมลภาวะและเสียงรบกวนที่เข้มข้นของภาครัฐ ทำให้การจัดงานศพที่ void deck เต็มไปด้วยมาตรการควบคุม ทั้งในแง่จำนวนวันจัดงานที่ไม่ควรมากจนเกินไป การห้ามเสียงดัง ควบคุมพื้นที่จุดธูปและเผากระดาษกงเต๊กอย่างเข้มงวด เงื่อนไขการปิดล้อมพื้นที่ที่จะไม่ส่งผลรบกวนทางสายตาต่อสาธารณะ ฯลฯ

แม้ความเป็นจริง ในระดับมหาเศรษฐีและผู้มีอำนาจ อาจจัดงานศพอย่างใหญ่โตและสาธารณะมองเห็นได้ผ่านสื่อนานาชนิด แต่ก็ถือเป็นกรณีเฉพาะที่พิเศษหาได้ยาก และแม้คนมีฐานะอาจจะซื้อช่องบรรจุอัฐิที่สวยงามและหรูหราได้จากบริษัทเอกชนหลายแห่ง แต่การรำลึกถึงผู้ตายก็ยังดำเนินไปภายในพื้นที่ปิดจากสายตาสาธารณะอยู่นั่นเอง

ดังนั้น เราอาจสรุปได้ว่า พลเมืองส่วนใหญ่ของสิงคโปร์ไม่ว่าผู้ตายจะมีฐานะดีหรือเป็นประชาชนทั่วไป เมื่อก้าวเข้าสู่กระบวนการของฌาปนสถานของรัฐในโลกยุคสมัยใหม่ ทุกคนได้ตกอยู่ภายใต้ระเบียบของเวลาและพื้นที่ที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด

ในแง่นี้ พื้นที่ความตายในสิงคโปร์จึงถูกพรากมิติของการเป็น “เวทีจัดแสดง” ไปโดยปริยาย การทำให้ความตายกลายเป็นเรื่องของมาตรฐาน ภายใต้ข้อจำกัดทางทรัพยากรที่ดินและตรรกะเชิงประสิทธิภาพของทุนนิยมนี้เอง ที่ทำให้มิติของ “การปรากฏ” ในระดับที่ 3 ถูกทำให้แบนราบลง เหลือเพียงการจัดการศพในระดับที่ 1 และ 2 แบบรวบรัดเท่านั้น

การเผากระดาษกงเต๊กให้บรรพบุรุษภายใน Mandai Crematorium ที่ถูกแยกออกมาอีกพื้นที่หนึ่ง

สถิติในปัจจุบัน ประชากรมากกว่า 80% ของสิงคโปร์เมื่อเสียชีวิตจะจัดการศพด้วยวิธีการเผา ณ ฌาปนสถาน ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากภายในระยะเวลาเพียงแค่ราว 50 ปีที่ผ่านมาเท่านั้น ภายใต้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ข้อจำกัดเชิงพื้นที่ และแนวคิดการสร้างชาติใหม่ของสิงคโปร์

เงื่อนไขดังกล่าวคือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้วัฒนธรรมการฝังศพที่ดำรงอยู่มายาวนานหลายร้อยปีต้องเปลี่ยนไปสู่การเผา

ความเปลี่ยนแปลงนี้ในด้านหนึ่งสะท้อนแนวคิดแบบสมัยใหม่ที่คำนึงถึงความสะอาดและประหยัด

แต่ในอีกด้านหนึ่งปรากฏการณ์นี้ได้สะท้อนให้เราเห็นทัศนะว่าด้วย “การแยกซ่อนความตาย” และการลดทอนการแสดงสถานะทางสังคม ผ่านการควบคุมอย่างเข้มข้นของรัฐภายหลังการได้รับเอกราช ภายใต้เงื่อนไขที่บีบรัดหลายประการ

ทั้งหมดผลักดันให้สิงคโปร์จำเป็นต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมการจัดการความตายของตนเองไปในทิศทางใหม่ เป็นเสมือนการเสียสละครั้งใหญ่ของคนตายให้กับการถือกำเนิดขึ้นของรัฐชาติสมัยใหม่นามว่าสิงคโปร์

กระบวนการนี้มิใช่เพียงแค่การเสียสละที่ฝังศพเพื่อเปิดพื้นที่สู่การพัฒนาประเทศไปสู่ความเจริญเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสียสละที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกโยกย้ายเครือข่ายความภักดีแบบดั้งเดิมที่เคยมีศูนย์กลางสำคัญอยู่ที่พิธีกรรมศพแบบจารีตและพื้นที่สุสานแบบโบราณ ให้ย้ายมาอยู่ที่ชุมชนจินตกรรมแบบรัฐชาติสมัยใหม่แทน

ประเด็นนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากกระบวนการเปลี่ยนผ่านของสังคมไทย ที่เมรุเผาศพสมัยใหม่ยังสามารถทำหน้าที่เป็น “เวทีจัดแสดง” ที่เปิดเผยและผลิตซ้ำสถานะและช่วงชั้นอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งเราจะไปสำรวจกันในตอนต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การแยกซ่อนและการปรากฏของความตาย : ฌาปนสถานสมัยใหม่ และพื้นที่พิธีศพในกรุงเทพฯ และสิงคโปร์ (4)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...