กิตติพงษ์ สส.ปชน. ชี้คำพูด แม่ทัพภาค4 เหตุยิง สส.กมลศักดิ์ อาจตีความ รัฐใช้อำนาจนอกกม.ได้
กิตติพงษ์ สส.พรรคประชาชน ชี้ปมแม่ทัพภาค4 แถลงปม ยิงสส.กมลศักดิ์ อาจตีความ รัฐใช้อำนาจนอกกฎหมายได้
จากกรณีพล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชล กรณี สส. กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ถูกลอบสังหารในพื้นที่ จ.นราธิวาส โดยระบุตอนหนึ่งว่า ถ้าผมทำ ไม่ปล่อยให้รอด
เมื่อวันที่13 เมษายน น.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีดังกล่าวโดยระบุว่า
“ถ้าผมทำ ไม่ปล่อยให้รอด”
คือคำพูดของ พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชล กรณี สส. กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ถูกลอบสังหารในพื้นที่ จ.นราธิวาส ภายใต้การดูแลความมั่นคงโดย กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นถ้อยคำที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นของสาธารณะ เมื่อออกมาจากเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงในพื้นที่
โดยนัยยะของการสื่อสาร พล.ท. นรธิป อาจต้องการสื่อว่า กอ.รมน. ไม่ได้อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารดังกล่าว เพราะหาก กอ.รมน. เป็นคนสั่งการ สส. กมลศักดิ์ จะไม่รอดจากเหตุการณ์
การพูดในท่วงทำนองนี้ ไม่เพียงไม่ช่วยให้ กอ.รมน. พ้นจากการถูกตั้งคำถามจากสังคมได้แล้ว เพราะไม่สามารถหักล้างข้อเท็จจริง จากข้อมูลที่ปรากฏในรายงานข่าวและการเปิดเผยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเบื้องต้น ทั้งในเรื่องรถที่ใช้ในการก่อเหตุ และตัวผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับ กอ.รมน. แต่ยังทำให้สังคมมีความกังขาต่อทั้งตัว พล.ท. นรธิป และ กอ.รมน. มากขึ้น
เนื่องด้วยคำพูดของ พล.ท. นรธิป อาจถูกตีความได้ว่าไม่สอดคล้องกับหลักการเคารพต่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม หรือกระทั่งถูกตีความไปได้ว่า กอ.รมน. จะทำสิ่งใดก็ได้ ไม่ว่าถูกหรือผิดกฎหมายภายใต้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคง
ซึ่งโดยหลักการแล้ว กอ.รมน. ในฐานะหน่วยงานความมั่นคงของรัฐ การปฏิบัติการต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องอยู่ภายใต้หลักนิติรัฐ (rule of law) และตรวจสอบได้ (accountability) อย่างเคร่งครัด รวมถึงหลักสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ (presumption of innocence) และการผูกพันของเจ้าหน้าที่รัฐต่อกฎหมายเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป การสื่อสารของผู้บังคับบัญชาระดับสูง จึงต้องไม่เปิดช่องให้เกิดความเข้าใจว่ารัฐสามารถใช้อำนาจนอกกรอบกฎหมายได้
เฉพาะเหตุการณ์การลอบสังหารผู้แทนราษฎร ซึ่งตอกย้ำความรู้สึกไม่ปลอดภัย และบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อรัฐอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อมีคำพูดเช่นนี้จากผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดในการดูแลความมั่นคงในพื้นที่ ยิ่งทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนมากยิ่งขึ้น
สิ่งที่สังคมคาดหวังจาก กอ.รมน. ในตอนนี้คือ การให้ความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความยุติธรรม เพื่อเร่งรัดหาตัวผู้กระทำผิดมาดดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยไม่สนใจว่าคนเหล่านั้นจะมีตำแหน่งใน กอ.รมน. หรือมีความสัมพันธ์อย่างไรกับคนใน กอ.รมน. เพื่อแสดงให้เห็นว่าทุกคนเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย และเพื่อลดทอนข้อกังวลของสาธารณะเกี่ยวกับปัญหาการลอยนวลพ้นผิด ที่ประชาชนมีต่อกองทัพ นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ไปจนถึงเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองต่าง ๆ
หากจะตั้งคำถามไปให้ไกลกว่าคดีที่เกิดขึ้น จึงเป็นคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ทัศนคติในลักษณะนี้ มีส่วนต่อการที่สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนานถึง 22 ปี หรือไม่ แม้จะมีการใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างต่อเนื่องและมหาศาล และทัศนคติดังกล่าว ก็ช่างห่างไกลจากหลัก “เข้าใจ เขาถึง พัฒนา” ที่ กอ.รมน. มักอ้างว่า ใช้เป็นหลักการสำคัญในการทำงานของหน่วยงาน
และนี่อาจเป็นเวลาที่เราต้องร่วมกันทบทวนวิธีการแก้ปัญหาความไม่สงบ 3 จังหวัดภาคใต้ เพราะนับตั้งแต่เหตุการณ์ปั๊มน้ำมัน 11 จุดระเบิด ในวันที่ 11 ม.ค.69 (ที่จนถึงตอนนี้ยังไม่สามารถจับกุมตัวคนร้ายได้ ทั้งที่มีภาพจากกล้องวงจรปิด) จนมาถึงเหตุการณ์รอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ก็ยังไม่เห็นผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ของ กอ.รมน.
อาจไม่ใช่เรื่องเกินจริงหากจะกล่าวว่า ผลการดำเนินงานของ กอ.รมน. ยังไม่สอดคล้องกับทรัพยากรที่ได้รับ และยิ่งเมื่อมีการสื่อสารจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงในลักษณะนี้ ยิ่งตอกย้ำคำถามต่อความเหมาะสมของการใช้แนวทางด้านความมั่นคงเป็นเครื่องมือหลัก ในการแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนหลายมิติ ทั้งความมั่นคง ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
สถานการณ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงปัญหาเฉพาะกรณี แต่สะท้อนถึงข้อจำกัดของแนวทางการแก้ไขปัญหาในภาพรวม การทบทวนในเชิงโครงสร้างจึงมีความจำเป็น ทั้งในด้านการเสริมกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระจากสายการบังคับบัญชาทางทหาร เช่น คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีตัวแทนจากภาคพลเรือน การรายงานความคืบหน้าคดีต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการปรับกระบวนการทำงานให้เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และมุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาความไม่สงบตั้งอยู่บนหลักนิติรัฐ ความโปร่งใส และความไว้วางใจของประชาชนอย่างแท้จริง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กิตติพงษ์ สส.ปชน. ชี้คำพูด แม่ทัพภาค4 เหตุยิง สส.กมลศักดิ์ อาจตีความ รัฐใช้อำนาจนอกกม.ได้
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th