โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Business Today Thai Politics 13 พฤษภาคม 2569

Businesstoday

อัพเดต 13 พ.ค. เวลา 18.34 น. • เผยแพร่ 13 พ.ค. เวลา 11.34 น. • Businesstoday

นายกฯ “อนุทิน” เดินหน้าจัดระเบียบพะงันสร้างท่องเที่ยวเป็นธรรม-ยั่งยืน

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (13 พฤษภาคม 2569) เวลา 14.40 น. ณ โรงเรียนเกาะพะงันศึกษา อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติในพื้นที่ พร้อมพบปะประชาชนและรับฟังรายงานผลการปฏิบัติงานอำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากนายอำเภอเกาะพะงัน

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การลงพื้นที่เกาะพะงันครั้งนี้เป็นครั้งแรก เพื่อติดตามและจัดการกับการกระทำผิดกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องเกาะพะงัน พร้อมเดินหน้าจัดระเบียบให้เกิดความเรียบร้อย เพื่อให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพได้อย่างเป็นธรรม และทำให้เกาะพะงันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าอยู่ น่าเที่ยว ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาใช้จ่ายและสร้างรายได้แก่ชุมชน

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า นักท่องเที่ยวที่เดินทางมา ต้องมาด้วยเจตนาที่ดี เพื่อการท่องเที่ยวและพักผ่อน ไม่ใช่เข้าเอาเปรียบหรือช่วงชิงอาชีพของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ พร้อมย้ำว่า รัฐบาลรับทราบถึงปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชน และพร้อมเดินหน้าแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ พื้นที่ชายหาดถือเป็นสมบัติสาธารณะของประชาชนทุกคน โดยรัฐบาลพร้อมดำเนินการจัดระเบียบและดูแลพื้นที่อย่างเต็มที่ พร้อมขอความร่วมมือให้ช่วยกันสอดส่องดูแล ทั้งนี้ ในบริเวณที่กำหนดโซนแล้ว สามารถอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวได้ แต่ต้องไม่ใช่ให้ใครมาทำหน้าที่แทน การจัดสรรที่ดินต้องเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือบริษัทใดบริษัทหนึ่ง หากเป็นเช่นนั้นถือว่าผิดวัตถุประสงค์ และรัฐบาลจะไม่ยินยอมให้เกิดขึ้น

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลมุ่งมั่นพัฒนาเกาะพะงันให้มีสาธารณูปโภคที่ดี สร้างงาน สร้างโอกาส และจัดระเบียบให้แก่พี่น้องประชาชน โดยจะติดตามดูแลในเรื่องของแหล่งน้ำ ซึ่งรับทราบว่าประชาชนได้รับความเดือดร้อน รวมถึงระบบไฟฟ้าที่ต้องมีความเสถียรมากที่สุด โดยมุ่งให้เกาะพะงันสามารถยืนบนขาของตัวเองได้ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

“หากเกาะพะงันยังไม่มีความสงบเรียบร้อย ถือเป็นความล้มเหลวในการทำงาน รัฐบาลต้องการให้พี่น้องประชาชนมีโอกาสสร้างรายได้ ประกอบอาชีพ และใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ”

นายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หากพบการกระทำผิดกฎหมายหรือพฤติกรรมที่สร้างความเสียหายต่อพื้นที่ ขอให้แจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่โดยไม่ต้องเกรงกลัว พร้อมย้ำว่า ประชาชนในพื้นที่คือผู้ที่หวงแหนและรักเกาะพะงันมากที่สุด รัฐบาลจึงมีหน้าที่ดูแลและรักษาผลประโยชน์ของประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาเกาะพะงันให้เป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพ และเป็นต้นแบบการบริหารจัดการพื้นที่ท่องเที่ยวที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศได้ต่อไป

“ศุภมาส” เผย! “ช่างหนึ่ง” เบี้ยวนัด สคบ. ไม่มาให้ปากคำ ทิ้งเหยื่อ 40 รายเก้อ

วันนี้ (13 พฤษภาคม 2569) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณี

นายเกรียงไกร ระไวกลาง หรือ “ช่างหนึ่ง” ผู้รับจ้างก่อสร้างบ้าน เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “หวานเจี๊ยบรับสร้างบ้าน” ภายหลัง สคบ. ใช้อำนาจตามกฎหมายเชิญตัวผู้ถูกกล่าวหาเข้าให้ปากคำเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค โดยได้มอบหมายให้ นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมและกำกับการดำเนินงาน พร้อมด้วยนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. นายฐิตินันท์ สิงหา รองเลขาธิการ สคบ. และนายเลิศศักดิ์ รักธรรม ผอ.กองคุ้มครองผู้บริโภค 3 สคบ.
.
นางสาวศุภมาส กล่าวว่า การดำเนินงานในครั้งนี้ เป็นไปตามมาตรการที่รัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในเรื่องที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชน ปรากฏว่า นายเกรียงไกร ระไวกลาง หรือ “ช่างหนึ่ง” ผู้ถูกกล่าวหา ไม่ได้เดินทางมาให้ปากคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามนัดหมาย ขณะที่มีผู้เสียหายเดินทางมาให้ปากคำจำนวน 40 ราย จากทั้งหมด 60 ราย ทำให้ไม่สามารถดำเนินการไกล่เกลี่ยได้ สคบ. จึงต้องออกหนังสือเรียกผู้ถูกกล่าวหาให้มาแสดงตัวอีกครั้ง
.
“ดิฉันได้สั่งการให้ สคบ. ออกหนังสือเรียกผู้ถูกกล่าวหาเข้าให้ปากคำตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากไม่มาแสดงตัวจะมีโทษทางอาญา จำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมกันนี้ สคบ. ได้รวบรวมเอกสารหลักฐานเพื่อพิจารณาดำเนินคดีทางแพ่งแทนผู้เสียหาย และทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานให้ผู้เสียหายในคดีฉ้อโกงผ่านกองบังคับการปราบปราม และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) อีกทางหนึ่ง” นางสาวศุภมาสกล่าว
.
นางสาวศุภมาส กล่าวต่อว่า สคบ. ได้ยื่นขอสอบเส้นทางการเงินจากธนาคาร ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 15 วัน สำหรับบทกำหนดโทษกรณีดำเนินการไม่เป็นไปตามที่ตกลงในสัญญา มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนความผิดในส่วนของโฆษณา มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยไทม์ไลน์การดำเนินคดีของ สคบ. กับผู้ถูกกล่าวหา จะใช้เวลาไม่เกิน 2 เดือน

‘อภิสิทธิ์’ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน เพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ห่วงรัฐใช้เงินเพื่อประโยชน์การเมือง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีปัญหาที่รัฐบาลออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังงกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน) วงเงิน 4 แสนล้านบาท ว่า

พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการตราพ.ร.ก.กู้เงิน เพราะมองว่ามีวิธีอื่นที่ช่วยประชาชนได้ดีกว่า ทั้งนี้ที่บอกว่าสถานการณ์แบบนี้มีคนเคยกู้ วันนี้ทำเหมือนกัน แต่หากเปรียบเทียบเศรษฐกิจของไทยขณะนี้พบว่าเติบโตถึง 1.5% ขณะที่ดัชนีภาคอุตสาหกรรม เดือนมี.ค. เพิ่ม 0.8% นอกจากนั้นแล้วบริษัทมูดี้ส์ที่จัดอันดับความน่าเชื่อถือได้ปรับมุมมองให้ดีขึ้นจากก่อนหน้านี้ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เผยตัวเลขระบุว่าภาวะเศรษฐกิจหลังสงคราม 1 เดือน มีตรงไหนที่บอกว่าเศรษฐกิจไม่มั่นคง

“คำพูดที่ว่าคนอื่นเคยทำ ต้องดูว่าสถานกาาณ์เหมือนกันหรือไม่ ฝนตก พายุหนักต้องใส่เสื้อ หรือใช้ร่มหรือไม่ อาจมีฝนตกปรอยๆ จะอ้างว่าต้องทำทุกอย่างเหมือนกันนั้นไม่ใช่ ทั้งนี้รองนายกฯ บอกว่าไม่มีสิทธิตีความเรื่องจำเป็นเร่งด่วน โดยรัฐธรรมนูญให้ดุลยพินิจกับรัฐบาล แต่ต้องใช้ดุลยพินิจนั้นโดยสุจริต และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กรองวินัยกาเงินการคลัง ซึ่งรัฐบาลต้องเคารพ ถ้าละเมิดฝ่ายค้านพร้อมจะตรวจสอบใช้กลไกอื่นต่อไปตามรัฐธรรมนูญ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่าขณะที่ประเด็นการกู้เงินและแผนที่รัฐบาลประกาศจะทำนั้นพรรคประชาธิปัตย์มองว่า นอกจากการตราพ.ร.ก.และการกู้เงินไม่เป็นไปตามความมั่นคงเศรษฐกิจ แล้วยังซ้ำเติมและทำให้เศรษฐกิจมีความเสี่ยงไม่มั่นคงเพิ่มมากขึ้น เพราะกรณีที่จะใช้เงิน 2 แสนล้านบาท ในโครงการคนละครึ่ง ไทยช่วยไทย ภายใน 4 เดือน หากใช้หมดภายในเวลา แต่ยังมีวิกฤติซ้ำซ้อนเกิดขึ้น เพราะตัวเลขเงินเฟ้อสูงขึ้น จะทำให้ของแพงมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจไม่มั่นคง รัฐบาลจะทำอย่างไรเพราะใช้อาวุธหมดแล้ว เท่ากับว่ารัฐบาลซ้ำเติมปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะได้สร้างแรงกดดันทางด้านราคา ขณะนี้ตัวเลขหนี้สาธารณะใกล้เตะเพดานจากการใช้เงินรวดเร็ว หากหนี้ชนเพดานรัฐบาลจะทำอย่างไร

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์มองว่ามีวิธีอื่นที่แกัปัญหาได้ โดยไม่ต้องตรา พ.ร.ก.เงินกู้ ผ่านการลดภาษีหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิต โดยมาตรการดังกล่าวดีเซล จะลดลงเหลือลิตรละ 33 บาท ทั้งนี้การลดต้นทุนให้น้ำมันลดลงคือการช่วยที่ต้นตอของปัญหา ไม่ใช่แค่คนขับรถ แต่ช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการขนส่งที่เพิ่มสูงและขาดแคลน หากใช้วิธีดังกล่าวเพียง 4 เดือน จะทำให้ราคาน้ำมันลดลง โดยใช้เงินเพียง 1 ใน 3 ของรัฐบาลจะใช้ และทำให้ของจะถูกลง และใช้วิธีเก็บภาษีลาภลอยที่อาจทำให้ราคาน้ำมันนลดลงเหลือลิตรละ 30 บาท แต่จะทำให้รัฐมีรายได้มากขึ้น เศรษฐกิจมั่นคง

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าขณะที่โครงการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่จะใช้ในส่วนสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) หรือ โซลารูป เชื่อว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มในไทยน้อยมาก เพราะพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศหรือมีโอกาสสูงสนับสนุนนำเข้า หากรัฐบาลเปลี่ยนนผ่านและสร้างมูลค่าในประเทศ ต้องเดินหน้าทำบี20และบี 50 เพิ่มสัดส่วนปาล์มน้ำมันในไบโอดีเซล ใช้เงินลงทุนกับผู้ประกอบการยานยนต์ปรับแต่งเครื่องยนต์ให้เหมาะสม ทำให้การพึ่งพาน้ำมันน้อยลงและยังได้สนับสนุนเกษตรกรสวนปาล์มเพิ่มมากขึ้น

“ผมเห็นด้วยกับรัฐบาลคือ เติมเงินให้กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่งบที่รรัฐบาลใช้ไม่ใช่ส่วนใหญ่ น้อยกว่าไทยช่วยไทย หรือคนละครึ่งซึ่งรัฐบาลสามารถใช้กฎหมายโอนงบประมาณได้ ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์เข้าใจว่าประชาชนเดือนร้อนแต่มั่นใจว่ามีวิธีการที่ถูก ที่ชอบด้วยรัฐธรรมนุญ ถูกกฎหมายและถูกตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยเหลือได้ โดยไม่กู้เงินขณะที่การกู้เงิน สร้างความเสี่ยง เพิ่มความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นการฉวยโอกาสทำโครงการเพื่อประโยชน์ และไม่ชอบ ส่อรั่วไหลหรือเพื่อประโยชน์ทางการเมืองหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของสภา” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

“ภคมน“ ย้อนพิพัฒน์ อย่าขวัญอ่อนแจงผิดประเด็น

วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ภคมน หนุนอนันต์ โฆษกพรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงพิพัฒน์หลังรีบออกตัวว่าไม่เกี่ยวข้องกับการกว้านซื้อที่ดินใกล้โครงการแลนด์บริดจ์ของอาม่า

ภคมน กล่าวว่า ถ้าย้อนไปฟังที่ตนแถลงข่าวในการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 1 ตนกล่าวว่า ให้ท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์ไปที่อ่าวเคย จ.ระนอง ชาวบ้านเขาพร้อมให้ข้อมูล เพราะ ช่วง 2-3 เดือนมานี้ มีการกว้านซื้อที่ดินไป 500 ไร่ จากบริษัทนอมินี ที่คนในพื้นที่รู้จักกันในนามของ ”อาม่า“ วันนี้ท่านพิพัฒน์ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนโดยมีการกล่าวว่า สิ่งที่ตนแถลงไม่เกี่ยวกับท่าน

ภคมนตั้งคำถามต่อกรณีดังกล่าวว่า ทำไมจะไม่เกี่ยว มันเกี่ยวตรงที่ท่านเป็นรองนายกฯ ท่านเป็นรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม และเป็นคนออกตัวแรงที่สุดคนหนึ่งในการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ตนจึงบอกให้ท่านรัฐมนตรีตรวจสอบเนื่องจากมีการกว้านซื้อที่จากทุนขนาดใหญ่ไว้จำนวนมาก ที่คนในพื้นที่เรียกว่าอาม่า

เพราะหากปล่อยให้ทรัพยากรที่ดินตกอยู่ในมือกลุ่มทุนเพียงไม่กี่ราย สิ่งที่จะตามมาคือการ กินรวบผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และท้ายที่สุด ความมั่งคั่งที่รัฐสัญญาว่าจะกระจายสู่ประชาชน ก็จะกลายเป็นการกระจุกตัวอยู่แค่ในกระเป๋าของนายทุนไม่กี่กลุ่มเท่านั้น

ภคมนกล่าวต่อไปว่า แต่บังเอิญเหลือเกินว่าบุคคลที่ตนบอกว่า “อาม่า” กว้านซื้อที่ สรรพนามนี้ดันไปตรงกับชื่อบริษัทน้องชายท่าน คือ อาม่า มารีน ที่ให้บริการขนส่งสินค้าเหลวทางทะเลระหว่างประเทศ (Oil/Chemical Tankers) โดยเน้นน้ำมันพืชและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก ท่านเลยสะดุ้งรีบชี้แจงว่าไม่เกี่ยว

ในอนาคตหาก พ.ร.บ. SEC ผ่านบังคับใช้ในภาคใต้ ก็ต้องพิสูจน์ความโปร่งใสว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ระหว่างรัฐมนตรีคมนาคมกับภาคธุรกิจในนิคมอุตสาหกรรมในภาคใต้ ภายใต้ พ.ร.บ. SEC สังคมตั้งคำถามกับท่านแน่ เคยมีให้เห็นตัวอย่างในช่วงวิกฤตน้ำมัน ที่นายทุนน้ำมันมาแก้ปัญหาการกักตุนน้ำมัน แล้วสุดท้ายก็แก้ไม่ได้ หาไอ้โม่งไม่เจอ

แต่ตอนนี้เอาขั้นแรกก่อน ในฐานะรัฐมนตรีคมนาคม ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลมุ่งมั่นจะเอาให้ได้ ต้องไปตรวจเช็คกรณีมีทุนใหญ่กว้านซื้อที่ดิน ซื้อแม้กระทั่งที่ดินที่ไม่มีโฉนดและยังมั่นใจว่าเอาไปเปลี่ยนเป็นโฉนดได้ รวมถึงที่บนภูเขาก็เอาหมด ท่านต้องตรวจสอบเรื่องนี้

ภคมนกล่าวว่าตั้งแต่เคยทำข่าวการเมืองมา จนมาเป็นคนในข่าวการเมืองเองในวันนี้ ไม่มีข่าวในน่าขำเท่าข่าวของรัฐมนตรีพิพัฒน์และน้องชายผู้บริหาร บริษัท อาม่า มารีน อีกแล้วที่ออกมาชี้แจงว่าไม่เกี่ยวกับการกว้านซื้อที่ดิน ซึ่งแทนที่ท่านจะตรวจสอบ ”อาม่า“ นายทุนกว้านซื้อที่ ท่านกลับเอาเจ้าของ “บริษัท อาม่า มารีน” ที่ทำธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันซึ่งเป็นน้องชายมาชี้แจงและตอบโต้ตนว่าไม่เกี่ยวกับการกว้านซื้อที่เพื่อเตรียมพร้อมในการทำแลนด์บริดจ์ของรัฐบาลและในข่าวยังบอกประมาณว่าอย่าโยง ไม่มีใครโยง ท่านโยงเองเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นข่าวน่าขำข่าวนึง จะเรียกร้อนตัวหรืออะไรก็ตามแต่ แทนที่จะตรวจสอบในฐานะรัฐมนตรีคมนาคมเพื่อความโปร่งใสของประเทศแต่กลับรีบชี้แจงเพื่อความโปร่งใสของตัวเอง จังหวะนี้ของท่านรัฐมนตรีจะเรียกว่าเป็นจังหวะนรกก็คงไม่ผิด

“เสนาธิการทหารบก” เผย หลังเยี่ยมชาวบ้านเผชิญหน้าทหารกัมพูชา สั่ง ปรับกำลังคุมพื้นที่

ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กล่าวถึงการลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์บริเวณช่องสายตะกู จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อติดตามการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน และเข้าเยี่ยมให้กำลังใจ นายอภิรักษ์ บุตรเพชร ที่บ้านพักในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ภายหลัง เข้าไปหาของป่าแล้วพบกลุ่มทหารกัมพูชา พร้อมอาวุธเข้ามาในพื้นที่ว่า

ตนได้ลงไปดูพื้นที่ที่เป็นช่องว่าง เนื่องจากได้รับข้อมูลจากชาวบ้านว่าทหารกัมพูชาอาจใช้ลักลอบเข้ามาตามช่องทางดังกล่าว จึงได้พูดคุยกับกองกำลังว่าจะมีการปรับกำลังในการคุมพื้นที่ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการตรวจสอบยุทโธปกรณ์ที่เกี่ยวกับเซ็นเซอร์ หรือ โดรน ที่ใช้ในการลาดตระเวนพื้นที่ เพื่อคุ้มครองประชาชนในพื้นที่ให้ได้มากยิ่งขึ้น

ส่วนสรุปแล้วเป็นทหารกัมพูชา หรือ เป็นกลุ่มคนที่ทำผิดกฎหมายลักลอบเข้ามาจากที่ชาวบ้านเคยพบนั้น พลเอก ชัยพฤกษ์ ยอมรับว่าเป็นทหารกัมพูชา เพราะชาวบ้านทั้งสองยืนยันว่าอีกฝ่ายยืนอยู่ในระยะประชิด อีกทั้งภาษากายของทหารกัมพูชาที่เข้ามาก็ค่อนข้างที่จะคุกคาม แต่ชาวบ้านมีความชำนาญในพื้นที่มากกว่า จึงได้เดินออกมาทำให้ทหารกัมพูชาตามไม่ทัน ซึ่งผู้บัญชาการกองกำลังในพื้นที่ได้เข้าไปพูดคุยกับทหารกัมพูชาแล้วว่าให้ระมัดระวังและอย่ากระทำการอะไรก็แล้วแต่ ที่กระทบกับคนไทย

ทั้งนี้ ได้มีการประเมินหรือไม่ว่าทหารกัมพูชาเข้ามาหาข่าว หรือ เข้ามาเพื่อการใด พลเอก ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า หากไปดูภูมิประเทศค่อนข้างสลับซับซ้อน เพราะเป็นพื้นที่ป่าจึงมีโอกาสได้ทั้งเจตนาที่จะเข้ามา หรือ เดินเข้ามาในพื้นที่ที่เขาคิดเอาไว้ รวมถึงมีความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาหาของป่า หรือ มาลาดตระเวนในพื้นที่ของเรา หรือ มาดูว่าทหารของเราอยู่ตรงไหน ซึ่งเป็นไปได้ทั้งนั้น

ส่วนเป็นการละเมิด Joint statement ที่ไทย-กัมพูชาได้ลงนามไว้หรือไม่ พลเอก ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ถ้าเรามีหลักฐานก็จะดำเนินการ แต่จากคำบอกเล่าของชาวบ้านก็เป็นเช่นนั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...