PTG พลิกพอร์ตสู้ศึกพลังงานโลก ดัน “กาแฟพันธุ์ไทย” ขึ้นแท่นเครื่องจักรทำเงินใหม่
ภูมิรัฐศาสตร์บีบธุรกิจพลังงาน PTG ธุรกิจ Non-Oil โตกระฉูด 50% สวนทางวิกฤตความขัดแย้งตะวันออกกลาง กาแฟพันธุ์ไทยขยายอาณาจักรแตะ 2,300 สาขา ดันสัดส่วนกำไรขั้นต้นพุ่งเกือบครึ่งพอร์ต เร่งปรับตัวรับแรงกดดันต้นทุนน้ำมันดิบโลกผันผวน พร้อมรักษาสมดุลรายได้ผ่านฐานสมาชิก 25 ล้านราย
13 พฤษภาคม 2569 ในไตรมาสแรกของปี 2569 ภาคธุรกิจไทยต้องเผชิญกับพายุความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบและพลังงานในตลาดโลก ความผันผวนนี้ไม่ได้เพียงแต่กดดันต้นทุนการขนส่ง แต่ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นและการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันภายในประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการค้าปลีกน้ำมันต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น ท่ามกลางกำลังซื้อในประเทศที่ยังฟื้นตัวได้อย่างจำกัด
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนผ่านผลประกอบการของ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ที่แม้ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันจะยังเติบโต แต่กลับต้องเผชิญกับ "ส่วนต่างกำไร" (Margin) ที่แคบลงจากการที่ราคาขายปลีกไม่สามารถปรับขึ้นได้ทันตามต้นทุนตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้น
อุตสาหกรรม Oil: ยอดขายโตแต่กำไรหดตัวจากภาวะตลาด
ในเชิงธุรกิจ Oil ของPTG ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางในไตรมาส 1/2569 ยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยอยู่ที่ 1,753 ล้านลิตร เติบโต 5.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากความต้องการใช้พลังงานที่เร่งตัวขึ้นในช่วงปลายไตรมาส อย่างไรก็ตาม รายได้จากธุรกิจน้ำมันกลับลดลง 3.4% มาอยู่ที่ 50,312 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากราคาขายปลีกหน้าสถานีที่ปรับตัวลดลงตามกลไกตลาด
จุดเปราะบางสำคัญคือ กำไรขั้นต้นของธุรกิจน้ำมันที่ลดลงถึง 15.9% เหลือเพียง 2,267 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้เกิดความไม่สอดคล้องในเชิงเวลาระหว่างต้นทุนและราคาขาย ส่งผลให้ในภาพรวมไตรมาสนี้ PTGรายงานผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 174 ล้านบาท
จุดเปลี่ยนสำคัญ: พลังของธุรกิจ Non-Oil และกาแฟพันธุ์ไทย
ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมัน PTGได้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการปรับโครงสร้างธุรกิจไปสู่กลุ่ม Non-Oil (ธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน) เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยกลุ่มนี้มีกำไรขั้นต้นพุ่งสูงขึ้นถึง 50.6% หรือคิดเป็นเงิน 2,001 ล้านบาท
โดยมี "หัวหอก" สำคัญคือ ธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทย ที่สร้างปรากฏการณ์เติบโตดังนี้:
- รายได้และกำไรขั้นต้น: เติบโตมากกว่า 80% เมื่อเทียบกับปีก่อน
- การขยายสาขา: ปัจจุบันมี 2,308 สาขา เพิ่มขึ้นถึง 832 สาขาจากปีที่แล้ว (เฉลี่ยขยายสาขามากกว่า 2 แห่งต่อวัน)
- สัดส่วนกำไร: ธุรกิจ Non-Oil กลายเป็นแหล่งที่มาของกำไรขั้นต้นเกือบครึ่งหนึ่ง หรือคิดเป็น 46.9% ของกำไรขั้นต้นรวมทั้งหมดของบริษัท
เสียงสะท้อนจากผู้บริหาร: กลยุทธ์รักษาสมดุลพอร์ตธุรกิจ
นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่PTG ได้วิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไว้อย่างน่าสนใจว่า "ผลงานไตรมาส 1 สะท้อนแรงกดดันจากเศรษฐกิจไทยและภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ กระทบต่อต้นทุนพลังงานและความเชื่อมั่นผู้บริโภค แต่ธุรกิจ Non-Oil ที่โตแข็งแกร่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างสู่พอร์ตธุรกิจที่สมดุลและยืดหยุ่นต่อความผันผวนได้ดียิ่งขึ้น"
นอกจากธุรกิจกาแฟแล้ว ธุรกิจก๊าซ LPG ยังคงเป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่สร้างรายได้มั่นคง โดยมีรายได้ 2,683 ล้านบาท (โต 3.3%) จากปริมาณการจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มภาคครัวเรือนที่ขยายตัวตามจำนวนสาขาที่ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น รวมถึงธุรกิจอื่นๆ เช่น ร้านสะดวกซื้อ Max Mart, ศูนย์บริการรถยนต์ Autobacs และร้านอาหารซับเวย์ ที่เข้ามาเสริมระบบนิเวศของPTG ให้ครบวงจร
PTG ยังคงยืนยันเป้าหมายรายปี 2569 โดยตั้งเป้าให้รายได้ธุรกิจ Non-Oil เติบโตต่อเนื่องที่ระดับ 30-40% และรักษาสัดส่วนกำไรขั้นต้นให้อยู่ที่ 40-45% ของพอร์ตรวม ผ่านกลยุทธ์การเชื่อมโยงฐานสมาชิก PT Max Card กว่า 25 ล้านราย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการกลับมาใช้บริการซ้ำในกลุ่มธุรกิจที่หลากหลาย
แม้ธุรกิจน้ำมันจะยังมีความท้าทายจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ แต่การเร่งสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ "กาแฟพันธุ์ไทย" และกลุ่มธุรกิจบริการอื่นๆ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ PTG สามารถรักษาเสถียรภาพทางการเงินและสร้างกระแสเงินสดได้อย่างยั่งยืนภายใต้วิสัยทัศน์ที่ต้องการให้ธุรกิจเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคทุกกลุ่มอย่างแท้จริง