โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมความสัมพันธ์ จีน-สหรัฐฯ ขึ้นลงแบบรถไฟเหาะ จากความเกี่ยวพันสู่คู่แข่งทางยุทธศาสตร์

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

ที่มาภาพ : AP

เมื่อครั้งที่อดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เดินทางไปเยือนจีนในปี 1972 เป็นการเดินหมากทางการเมืองที่เป็นเหมือนการเสี่ยงพนัน ผู้นำสหรัฐฯ มองว่า การเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนคอมมิวนิสต์ และลดความสัมพันธ์กับไต้หวันลงไป จะเป็นการสนองผลประโยชน์ของสหรัฐฯ การเดินทางไปเยือนจีนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อๆ มา ล้วนตั้งบนความเชื่อแบบเดียวกันนี้

หลังจากนั้น ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ก็ดำเนินไปท่ามกลางปัญหา เช่น ในช่วงที่มืดมัว เพราะเกิดเหตการณ์การสังหารผู้ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1989 ความสัมพันธ์ก้าวมาสู่ช่วงรุ่งเรือง เมื่อจีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ทำให้จีนกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ของเศรษฐกิจโลก ฝ่ายอเมริกาคาดหวังมาตลอดว่า การบูรณาการของจีนกับโลกด้วยการค้า จะทำให้ในวันหนึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้นในจีน

เมื่ออำนาจของจีนมีเพิ่มขึ้น และเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น พลวัตความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ก็เริ่มเปลี่ยนไป ฝ่ายจีนมองว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศที่อยู่ในช่วงตกต่ำเกินเยียวยา ก่อนการเดินทางมาเยือนจีนในวันที่ 14-15 พฤษภาคม โดนัลด์ ทรัมป์ เขียนบนโซเชียลมีเดียว่า จะขอให้สี จิ้นผิง “เปิดประตู” ประเทศจีนให้มากขึ้น นั่นคือคำพูดเดียวกับที่ผู้นำสหรัฐฯ ใช้เป็นกรอบการสร้างความสัมพันธ์กับจีนมาตลอดในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา

ทำไมความสัมพันธ์จึงแตกหักลง

David Shambaugh ผู้เชี่ยวชาญจีนของสหรัฐฯ เขียนหนังสือชื่อ Breaking the Engagement: How China Won & Lost America (2025) พยายามอธิบายความสัมพันธ์ที่ขึ้นและลง ระหว่างจีน-สหรัฐฯ และพยายามตอบถามสำคัญ 2 คำถาม คือ ทำไมความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ แกว่งไปมา ระหว่างความเป็นมิตรกับความเป็นปรปักษ์ และทำไมยุทธศาสตร์การสร้างความเกี่ยวพันกับจีน (engagement) ที่มีมานาน จึงแตกหักลง

ผู้เขียนมองว่า ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ไม่ได้ล้มพังเพราะโดนัลด์ ทรัมป์ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ความระแวงสงสัยต่อจีนเริ่มมีมากขึ้นในช่วงปลายสมัยของรัฐบาลบารัก โอบามา เมื่อสี จิ้นผิงขึ้นมามีอำนาจในปี 2012 และแสดงท่าทีนโยบายต่างประเทศที่เป็นความต้องการของจีนมากขึ้น ความร่วมมือของสองมหาอำนาจเริ่มผุกร่อนลง

ในปี 2017 เป็นครั้งแรกที่เอกสาร “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ” ของสหรัฐฯ เรียกจีนว่า “คู่แข่งทางยุทธศาสตร์” (strategic competitor) และ “อำนาจที่ต้องการเปลี่ยนระเบียบโลก” (revisionist state) สะท้อนชัดเจนว่า จีนคือประเทศคู่แข่งสหรัฐฯ ช่องว่างที่ขยายตัวมากขึ้นระหว่างความคาดหวังของสหรัฐฯ กับเส้นทางมุ่งไปข้ามหน้าของจีน ผลักดันให้ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ พัฒนามาเป็นการแข่งขันทางยุทธศาสตร์อย่างเปิดเผย

ที่มาภาพ : amazon.com

วิวาทะเรื่อง “ความเกี่ยวพัน”

ปี 2018 มีการถกเถียงในแวดวงนักยุทธศาสตร์ต่างประเทศสหรัฐฯ ว่า นโยบายสร้างความเกี่ยวพันกับจีนล้มเหลวหรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญเอเชียในรัฐบาลโอบามา 2 คน คือ Kurt Campbell และ Ely Ratner มองว่า นโยบายสร้างความเกี่ยวพันกับจีนล้มเหลว เพราะไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นไปตามการคาดหมายของฝ่ายสหรัฐฯ การคาดหมายดังกล่าวคือ (1) จะมีความเป็นเสรีทางการเมืองขึ้นในจีน ที่ส่วนหนึ่งมาจากการมีตลาดเสรีทางเศรษฐกิจ และ(2) จีนจะบูรณาการเข้ากับระเบียบระหว่างประเทศแบบเสรี (liberal international system)

ก่อนหน้านี้ คนที่วิจารณ์นโยบายสร้างความเกี่ยวพันกับจีน คือนักรัฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียง เช่น John Mearsheimer ที่กล่าวถึงอันตรายที่จีนจะพุ่งขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ เพราะมองว่าจีนต้องการมีอำนาจนำในเอเชีย เนื่องจากกฎข้อแรกของการเมืองระหว่างประเทศคือ ประเทศที่มีอำนาจที่กำลังพุ่งขึ้นมาจะแสวงหาฐานะนำในภูมิภาคของตัวเอง ดังนั้น การป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งก็คือการปิดล้อมจีน

Graham Allison นักรัฐศาสตร์ของฮาร์วาร์ด ก็มีส่วนแสดงความเห็นในทางอ้อมต่อเรื่องความเกี่ยวพันกับจีน โดยสนับสนุนการหารือระหว่างจีน-สหรัฐฯ เพื่อลดความขัดแย้ง ปี 2017 เขาเขียนหนังสือชื่อ Destined for War ที่ศึกษาความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ 16 กรณี ระหว่างมหาอำนาจที่กำลังเป็นดาวรุ่ง กับมหาอำนาจเดิม พบว่า 12 กรณีจบลงด้วยการทำสงคราม เขาเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “กับดักธุไซดิเดส” (Thucydides’ Trap) ความหมายของนักรัฐศาสตร์ฮาร์วาร์ดก็คือว่า การสร้างความสัมพันธ์กับจีนมาหลายสิบปีนั้น สหรัฐฯ ได้สร้างคู่แข่งที่มีฐานะทัดเทียมกันขึ้นมา จึงเพิ่มอันตรายจากการเกิดสงครามระหว่างมหาอำนาจ

Joseph Nye นักรัฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงอีกคนของฮาร์วาร์ด ให้ความเห็นเรื่องการสร้างความเกี่ยวพันกับจีนล้มเหลวหรือไม่ว่า ความเกี่ยวพันครั้งล่าสุดของสหรัฐฯ กับจีน มีขึ้นในปี 2015 เมื่อจีนและสหรัฐฯ ร่วมมือกันสนับสนุนข้อตกลงปารีสเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และความเกี่ยวพันก็จบลงในปี 2016 สิ่งที่มาแทนถูกเรียกว่า “การแข่งขันของมหาอำนาจ” หรือ “การอยู่ร่วมกันที่มีการแข่งขัน”

Joseph Nye เห็นว่า ในหลายสิบปีที่แล้ว ไม่มีทางเลือกอื่นที่จะมาแทนนโยบายการสร้างความเกี่ยวพันกับจีน เมื่อมองย้อนหลังกลับไป นโยบายเกี่ยวพันกับจีนคือ สภาพที่เป็นจริงเลี่ยงไม่พ้น แม้ตัวเขาจะคาดหวังไว้สูงต่อพฤติกรรมของจีน นโยบายเกี่ยวพันกับจีนมีพื้นฐานมาจาก “ทฤษฎีความทันสมัย” (modernization theory) ที่ว่า เศรษฐกิจเติบโตจะผลักดันจีนไปสู่เส้นทางที่เสรีแบบเดียวกับเกาหลีใต้และไต้หวัน การเติบโตที่รวดเร็วของจีน ทำให้เกิดความเป็นเสรีขึ้นมา แม้จะไม่ใช่ประชาธิปไตย

ที่มาภาพ : The SAIS Review of International Affairs

นโยบาย “การอยู่ร่วมกันที่มีการแข่งขัน”

David Shambaugh เสนอว่า เนื่องจากนโยบายสร้างความเกี่ยวพันกับจีนของสหรัฐฯ สิ้นสุดไปแล้ว ไม่มีทางที่จะกลับสร้างความร่วมมือแบบทวิภาคีของสองมหาอำนาจขึ้นมาใหม่ จึงเสนอนโยบายความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่เรียกว่า “การอยู่ร่วมกันที่มีการแข่งขัน” (competitive coexistence)

การอยู่ร่วมกันที่มีการแข่งขัน จะเป็นเสมือนกับสถานการณ์ที่มีความสมดุล ระหว่างสองมหาอำนาจ แบบเดียวกับ “ภาวะผ่อนคลายความตึงเครียด” (détente) ในช่วงสงครามเย็น นโยบายนี้จะพยายามรักษาภาวะสันติ และทำให้การแข่งขันทางยุทธศาสตร์เย็นลง มีความร่วมมือระหว่างกันในแบบจำกัด มีการแลกเปลี่ยนกันในบางอย่าง เหมือนเกมฟุตบอลที่แข่งขันกันต่อเนื่องไม่หยุด ไม่มีผู้ชนะสุดท้าย

ผู้เขียนเชื่อว่า การอยู่ร่วมกันโดยมีการแข่งขันในด้านต่างๆ เป็นนโยบายที่สอดคล้องความเป็นจริงมากที่สุด และสามารถดำเนินการได้ภายใต้กรอบความขัดแย้งของสองมหาอำนาจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

เอกสารประกอบ

Breaking the Engagement: How China Won & Lost America, David Shambaugh, Oxford University Press, 2025.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...