โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทางออกของมหาวิทยาลัยยุคใหม่ เชื่อมงานวิจัยไปสู่ภาคธุรกิจ

Thairath Money

อัพเดต 08 พ.ค. เวลา 14.04 น. • เผยแพร่ 08 พ.ค. เวลา 14.03 น.
ภาพไฮไลต์

การหลุดพ้นจากกับดักประเทศอุตสาหกรรม 2.0 และการเป็นประเทศราชของสินค้าจีน ที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย ที่นอกจากมีปัญหาด้านคุณภาพ มาตรฐานแล้ว ยังเป็นเหตุให้ธุรกิจเอสเอ็มอีของไทย ล้มหายตายจาก เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันราคาได้

หนทางสู่การหลุดพ้นจากกับดักดังกล่าว คือการใช้นวัตกรรมสร้างความแตกต่าง ยกระดับสินค้าไทยจากการผลิตแบบเหมาโหลถูกกว่า ที่กำลังถูกสินค้าจากจีนกลืนกิน เป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม ผ่านการคิดค้น ใช้นวัตกรรม

รองศาสตราจารย์ ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล และนายกสมาคมวิชาชีพนักจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี (AITP) สะท้อนปัญหาโครงสร้างอุตสาหกรรมไทย ที่ยังขาดการใช้นวัตกรรมที่เกิดจากทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และการคิดค้นจากภายในประเทศ “ประเทศไทยไม่ได้ขาดไอเดีย ในทางตรงกันข้ามเรามีงานวิจัยอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ยังขาดระบบที่จะพาไปถึงตลาด”

ในแต่ละปี มีการยื่นคำขอจดสิทธิบัตร (Patent) ในประเทศไทยราว 8,000 ใบขอรับ ที่น่าประหลาดใจคือ 90% เป็นคำขอจดคุ้มครองจากต่างประเทศ มีคำขอจากในประเทศราว 10% ส่วนคำขอจดอนุสิทธิบัตร (Petty Patent) มีอยู่ราว 4,000 คำขอต่อปี เป็นของไทยราว 90% สัดส่วนดังกล่าวต้องถูกปรับเปลี่ยน คำขอสิทธิบัตรของไทยต้องมีมากขึ้น

เฉพาะมหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบันมีสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรงานวิจัยที่ยังอยู่ระหว่างการคุ้มครอง(ห้ามลอกเลียนแบบ)ประมาณ 600 ฉบับ

“ประเทศไทยไม่ได้ขาดนักวิจัย แต่สิ่งที่เรายังขาด คือระบบที่ทำให้งานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญาเดินไปถึงตลาดจริง ถึงแม้มีผลงานศักยภาพสูง แต่ถ้ายังไม่สามารถเชื่อมต่อกับภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน หรือกลไกทางธุรกิจได้ ก็จะไม่เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม”

“ที่ผ่านมา เราอาจวัดความสำเร็จจากจำนวนสิทธิบัตรหรือจำนวนผลงานวิจัย แต่สิ่งสำคัญที่ต้องมองควบคู่คืองานวิจัยนั้นถูกใช้จริงหรือไม่ สามารถต่อยอดสู่ภาคธุรกิจได้มากแค่ไหน สร้างทางเศรษฐกิจได้ในระดับใด”

ตัวอย่างงานวิจัยของมหิดลที่กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการ ได้แก่ งานของนักวิจัยจากศิริราช เรื่องการเลี้ยงเซลล์ Gen 2 เพื่อนำมาใช้แทนสารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์ ฉีดช่วยลดวัย นอกจากปลอดภัยกว่า ยังช่วยปรับสภาพผิวให้ดีขึ้น

ตลอดจนงานวิจัยเครื่องดื่มโปรตีนจากไข่ขาว สำหรับคนแพ้นม ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับภาคเอกชนที่สนใจนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ รวมทั้งงานวิจัยที่เอสเอ็มอีสามารถเอื้อมถึง มีมูลค่าไม่สูงนัก เช่น น้ำยาบ้วนปากสูตรใหม่ อาหารเสริม สารสกัดสมุนไพร

แม้กระทั่งงานวิจัยขั้นสูงทางการแพทย์ เช่น ยีนและเซลล์บำบัด (Gene and Cell Therapy) ซึ่งเป็นความหวังของการรักษาโรคมะเร็ง เริ่มจากมะเร็งเม็ดเลือดขาว ไปสู่การทำลายก้อนมะเร็ง ที่มีแพทย์ทั้งจากศิริราช รามา มหิดล ทำการวิจัยเอาไว้ หากสามารถผลักดันให้ต่อยอดไปถึงการผลิตเป็นยา ใช้ในการรักษาได้อย่างแพร่หลาย น่าจะเป็นเรือธง (Flagship)ของงานวิจัยไทยแห่งยุคได้

ในฐานะหน่วยงานด้านการบริหารจัดการงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย สถาบัน INT ร่วมพัฒนาและขับเคลื่อนระบบนิเวศของทรัพย์สินทางปัญญาไทยใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. การผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อให้งานวิจัยและนวัตกรรมสามารถเพิ่มศักยภาพให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในประเทศ 2. การพัฒนาระบบคัดกรองงานวิจัยและคำขอสิทธิบัตรคุณภาพสูง เพื่อเพิ่มคุณภาพคำขอสิทธิบัตร 3. การยกระดับสถาบันสู่มาตรฐานสากล สร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับภูมิภาค 4. การพัฒนาบุคลากรด้าน IP และ Technology Transfer สร้างนักจัดการนวัตกรรมรุ่นใหม่รองรับเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม

“มหาวิทยาลัยยุคใหม่ไม่ควรเป็นเพียงแหล่งผลิตองค์ความรู้ แต่ต้องเป็นกลไกสร้างเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ เป็นหน่วยถ่ายทอดเทคโนโลยี (TTO) เชื่อมงานวิจัยไปสู่ภาคธุรกิจ”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทางออกของมหาวิทยาลัยยุคใหม่ เชื่อมงานวิจัยไปสู่ภาคธุรกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...