GCAP GOLD ชี้ทองคำผันผวนรับแรงบวกภูมิรัฐศาสตร์ ปะทะแรงกดดันนโยบายดอกเบี้ยเฟด
จับตาความขัดแย้งตะวันออกกลางยกระดับ สู่ความเสี่ยงอุปทานพลังงานโลกและภาวะเงินเฟ้อวิเคราะห์ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงจำกัดอัพไซด์ราคาทองคำ เหตุหนุนดอลลาร์และบอนด์ยีลด์แข็งค่า ให้น้ำหนักตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ เป็นปัจจัยชี้ขาดทิศทางดอกเบี้ยและจังหวะกลับตัวของราคาทอง
1 เมษายน 2569— บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) วิเคราะห์สถานการณ์ราคาทองคำในสัปดาห์นี้ โดยระบุว่าตลาดยังคงเผชิญความผันผวนในระดับสูง จากปัจจัยกดดันสองด้านที่คานอำนาจกันอย่างมีนัยสำคัญ คือสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ขยายวงกว้าง และนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่มีแนวโน้มตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อเนื่อง
นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด ให้ความเห็นว่า ราคาทองคำในปัจจุบันได้รับแรงพยุงในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) จากความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงครอบคลุมทั้งอิสราเอล เลบานอน กลุ่มฮูตี และประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซีย อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกดังกล่าวกำลังถูกจำกัดด้วยผลกระทบทางอ้อมจากวิกฤตพลังงาน
โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ที่พุ่งสูงเกินระดับ 112 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 50% สะท้อนภาวะอุปทานตึงตัวอย่างหนัก หลังจากกลุ่มฮูตีขยายการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในซาอุดีอาระเบีย รวมถึงท่อขนส่งน้ำมัน East-West ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์หลัก สถานการณ์นี้ส่งผลโดยตรงต่อการเร่งตัวของอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก ทำให้ตลาดต้องปรับลดความคาดหวังเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดลง และส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ปรับตัวแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อราคาทองคำ
"ภาพรวมยังเป็นการรีบาวด์ในแนวโน้มขาลง มากกว่าการกลับตัวเป็นขาขึ้นรอบใหม่แบบถาวร หากไม่สามารถทะลุและขึ้นยืนเหนือโซนแนวต้านสำคัญได้ อาจต้องระวังการย่อตัวลงอีกครั้ง" — ฝ่ายวิเคราะห์ GCAP GOLD
สำหรับปัจจัยกำหนดทิศทางในระยะถัดไป GCAP GOLD ให้ความสำคัญกับข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยมองว่าเป็นตัวแปรหลักที่จะชี้นำนโยบายการเงิน หากตัวเลขการจ้างงานยังคงความแข็งแกร่งและอัตราว่างงานอยู่ในระดับต่ำ จะเป็นการยืนยันภาวะเศรษฐกิจที่ร้อนแรง เปิดทางให้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยสูงได้นานขึ้น (Higher for Longer) ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำอย่างต่อเนื่อง ในทางตรงกันข้าม หากเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวของค่าแรงหรือการจ้างงาน จึงจะเป็นโอกาสให้ราคาทองคำกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินกรอบแนวต้านสำคัญไว้ที่ $4,685–$4,735 หากราคาไม่สามารถผ่านระดับดังกล่าวไปได้ มีโอกาสสูงที่จะเผชิญแรงขายทำกำไรที่หนาแน่น ขณะที่แนวรับประเมินไว้ที่ $4,350–$4,308 หากสามารถประคองตัวเหนือระดับนี้ได้ ราคาจะเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway ในกรอบกว้าง
สรุปมุมมองและคำแนะนำการลงทุน:
- แนวโน้มตลาด: ลักษณะการฟื้นตัวทางเทคนิค (Technical Rebound) ภายใต้แนวโน้มขาลง
- กลยุทธ์: เน้นการเก็งกำไรระยะสั้น "ย่อซื้อ-ขึ้นขาย"
- ราคาทองคำแท่งในประเทศ: แนะนำสะสมที่แนวรับ 69,000 / 67,500 บาท และพิจารณาขายทำกำไรที่ระดับ 71,500 / 72,000 บาท
การบริหารความเสี่ยงยังคงเป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในระดับภูมิภาคยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจส่งผ่านไปสู่ราคาพลังงานและนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ได้ตลอดเวลา โดยสถานการณ์ที่ท่อส่งน้ำมัน East-West ถูกโจมตีถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ชี้ว่าความเสี่ยงด้านพลังงานโลกอาจลากยาวกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม และจะเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะยาวต่อไป