ถ่ายรูปสวยๆ เสร็จ นำ ‘ดอกบัว’ ไปทำประโยชน์ได้นะ! จากเทรนด์ถ่ายรูปกับดอกบัวสุดฮิต ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและชูเสน่ห์ความเป็นไทยผ่านสายตาวัยรุ่น สู่การตั้งคำถามกับการ ‘ทิ้ง’ เร็วเกินไป
หน้าฟีดโซเชียลฯ ตอนนี้ เรียกได้ว่าครึกครื้นไปด้วยผู้คนที่ออกไปถ่ายรูปกับ ‘ดอกบัว’ โดยเฉพาะวัยรุ่น Gen Z ที่ปลุกกระแสนี้ขึ้นมาจนแมส ในแง่หนึ่งนี่ถือเป็นโมเมนต์น่าปลื้มใจไม่น้อย ที่เราได้เห็นเหล่าคนรุ่นใหม่มองเห็นคุณค่าของกลิ่นอายวัฒนธรรมไทยที่ถูกปรับและนำเสนอให้เข้ากับยุคสมัยของพวกเขา ตั้งแต่เทรนด์ใส่สไบกับกางเกงยีนส์ จนถึงเทรนด์การถ่ายรูปกับดอกบัวนี้ ซึ่งล้วนกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้พ่อค้าแม่ค้ามีรายได้เพิ่มขึ้นในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ จากที่เมื่อก่อนการใส่สไบเป็นอะไรที่เฉพาะกลุ่ม และดอกบัวมักถูกซื้อเพื่อการไหว้พระขอพรเสียส่วนใหญ่
เมื่อดอกบัวกลายเป็นสัญลักษณ์ของการมี aesthetic บนภาพถ่าย และหลายคนก็พามันไปถ่ายรูปในสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะวัดวาอาราม ตามท้องถนน ตรอกซอกซอย สะพานต่างๆ จนถึงสวนสาธารณะ และพร้อมใจกันใส่แผ่นเสียงเพลงไทยต่างๆ ไปจนถึงเพลงลูกกรุง ก็ยิ่งทำให้ภาพความเป็นไทย ทั้งดอกไม้ไทย เพลงไทย และสถานที่ต่างๆ ของไทยถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีเสน่ห์ ดูเท่ ดูชิก ดูไม่เชย และดูวัยรุ่นสุดๆ ซึ่งจะบอกว่ามันได้กลายเป็นพลังอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้คนมองเห็นความสวยงามของความเป็นไทยมากขึ้นก็คงไม่ผิดนัก
ทว่าพอผู้คนรวมตัวกันไปซื้อดอกบัวมาถ่ายรูปกันฉ่ำ อีกด้านหนึ่งบนโลกโซเชียลฯ ก็มีการตั้งคำถามเกิดขึ้นเมื่อปรากฏภาพดอกบัวที่ถูกทิ้งมากมายในเวลาอันรวดเร็ว แม้ว่าดอกไม้เหล่านั้นจะยังสวยงามอยู่ก็ตาม ทำให้เกิดความคิดเห็นมากมายที่อยากให้คนให้คุณค่าของดอกไม้มากกว่านี้ บ้างก็กังวลเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะหากว่ากันตามตรงแล้ว แม้ดอกไม้จะเป็นขยะอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ แต่ก็ยังใช้เวลาในการย่อยสลาย ซึ่งระหว่างทางนั้นอาจทำให้เกิดก๊าซมีเทน ที่เป็นส่วนหนึ่งของก๊าซเรือนกระจก
อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดถึงความกังวลเรื่องขยะจากดอกไม้ นี่ก็อาจไม่ต่างจากดอกไม้ชนิดอื่นๆ ที่ถูกใช้แล้วทิ้ง เช่น ดอกไม้ที่ถูกใช้ในงานแต่งงาน ไปจนถึงดอกไม้ที่ใช้ทำพวงหรีด ซึ่งก็ดูเหมือนจะถูกใช้ในปริมาณมากกว่าดอกบัวที่เราเห็นตอนนี้เสียด้วยซ้ำ เพราะปัญหาขยะดอกไม้จากอุตสาหกรรมต่างๆ ก็นับว่าเกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการรณรงค์ต่างๆ ตั้งแต่กระทงวันลอยกระทงที่คนมองเห็นปัญหาขยะมากขึ้นกว่าแต่ก่อน หรือดอกไม้รับปริญญาที่บางคนเลือกที่จะไม่รับแล้ว กระทั่งบางคนก็ใช้พวงหรีดทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์ของมันหลังงานศพมากขึ้น เป็นต้น
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ธุรกิจดอกไม้จะยังคงดำเนินต่อไป เพราะนั่นก็เป็นแหล่งรายได้ของพ่อค้าแม่ค้าที่สำคัญต่อปากท้อง แต่สิ่งที่เราอยากมุ่งเน้นให้คิดตาม คือการใช้ดอกไม้นั้นๆ อย่างมีประโยชน์มากขึ้น และให้ความสำคัญต่อการจัดการมันมากขึ้น ถ่ายรูปเสร็จดอกบัวสามารถนำไปไหว้พระต่อได้ กลายเป็นปุ๋ยที่ใช้ได้จริง กลายเป็นอาหารที่มีประโยชน์ จนถึงกลายเป็นงานศิลปะต่างๆ ได้ด้วย!
- ถ่ายรูปกับดอกบัวเสร็จ เอาไป ‘ทำปุ๋ย’ ต่อกัน!
ขยะจากดอกไม้นับเป็นขยะอินทรีย์รูปแบบหนึ่ง ดังนั้นเมื่อจบจากกิจกรรมถ่ายรูปแล้ว เราสามารถนำมันเอากลับบ้านไปทำปุ๋ยหมักต่อเอง เพื่อใช้กับการเกษตรได้เลย หรือถ้าไม่อยากทำปุ๋ยเพื่อใช้เอง จริงๆ แค่เรา ‘แยกขยะ’ ให้เป็น ก็มีประโยชน์แล้วนะ เพราะทาง กทม. จะนำขยะอินทรีย์ไปสู่ปลายทางการทำปุ๋ยที่โรงปุ๋ยต่างๆ โรงงานแปรรูปขยะอินทรีย์ หรือส่งต่อให้เกษตรกรตามความเหมาะสม แต่ที่สำคัญคือเราต้องช่วยกันแยกขยะเพื่อให้เจ้าหน้าที่เก็บขยะไม่ลำบากในการคัดแยกใหม่
เราสามารถแยกขยะโดยทิ้งลงถังขยะสีเขียว ซึ่งเป็นประเภทขยะมูลฝอยที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ หรือแยกขยะเป็นกิจจะลักษณะเป็นถุงสำหรับขยะอินทรีย์โดยเฉพาะ และใส่ถุงแล้วมัดให้แน่นก่อนไปวางไว้ที่จุดทิ้ง เพื่อรอสำนักงานเขตเข้าไปเก็บตามรอบเวลา
- ถ่ายรูปกับดอกบัวเสร็จ เอาไป ‘ไหว้พระ’ ต่อกัน!
หลายๆ ครั้งโลเคชันที่ถ่ายกับดอกบัวก็มักจะอยู่ใกล้วัดเพื่อให้ได้ไวบ์ความไทยๆ ดังนั้นถ้าเราจะแวะเข้าไปไหว้พระต่อ ก็น่าจะดีเหมือนกันนะ ถ่ายรูปได้ด้วย ได้ทำบุญด้วย เริ่ด! ทว่า จริงๆ แล้ว หากว่ากันตามตรง ขยะดอกไม้ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นั้นมีจำนวนมาก และอาจสร้างขยะจำนวนไม่น้อยหากไม่ได้ผ่านการนำไปจัดการอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นดอกดาวเรือง พวงมาลัย หรือกุหลาบ ฯลฯ ซึ่งถ้าความเชื่อของคนไทยที่ต้องใช้ดอกไม้ในการไหว้พระนั้นยังถูกผูกติดและแยกกันได้ยาก ถ้ามีการใช้ระบบ ‘เวียนดอกไม้’ อย่างทั่วถึงก็อาจช่วยลดจำนวนขยะลงได้บ้าง
นั่นจึงน่าคิดต่อว่า หากเราทำระบบเวียนดอกไม้สำหรับการถ่ายรูปทำคอนเทนต์บ้าง มันก็อาจจะช่วยให้ดอกไม้นั้นๆ ได้ถูกใช้อย่างคุ้มค่ามากขึ้นหรือเปล่า
- ถ่ายรูปกับดอกบัวเสร็จ เอาไป ‘กิน’ ต่อกัน!
จริงๆ หลายส่วนของบัวนั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างหลากหลาย ดังนั้นถ้าเราจะนำกลับไปทำเป็นของกินต่างๆ ก็ย่อมได้ ตั้งแต่ ‘กลีบดอกบัว’ ที่ช่วยบำรุงหัวใจ แก้อาการนอนไม่หลับ มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ‘เมล็ดบัว’ ช่วยบำรุงไขข้อ แก้อาการอ่อนเพลีย และบรรเทาอาการท้องเสียได้ ‘เกสรบัว’ บำรุงหัวใจ แก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ขยายหลอดเลือดและช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น ‘ใบบัว’ ลดไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ‘ไหลบัว’ บำรุงร่างกาย บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย แก้ท้องผูก และ ‘รากบัว’ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ
เราสามารถนำแต่ละส่วนนี้มาประกอบอาหารหรือของกินเล่นที่แตกต่างกันออกไป เช่น ยำกลีบบัว ยำเกสรบัว เมี่ยงกลีบบัว ข้าวห่อใบบัว นำไปมากินเป็นผักแกล้มน้ำพริก ก้านบัวเชื่อมแห้ง ก้านบัวต้มน้ำตาล ชาใบบัว ชาดอกบัว ชาเกสรบัว น้ำดอกบัว ซุปรากบัว เมล็ดบัวอบกรอบ แกงส้มไหลบัว ฯลฯ
- ถ่ายรูปกับดอกบัวเสร็จ เอาไปทำ ‘ดอกไม้แห้ง’ ต่อกัน!
หรือใครอยากจะเอามันไปทำดอกไม้แห้งต่อ เพื่อเก็บใส่กรอบรูปเป็นที่ระลึก กระทั่งเอาไปทำเป็นของตกแต่งในงานคราฟต์ งานศิลปะอื่นๆ ต่อได้ จนถึงบางคนอาจนำบางส่วนของดอกบัวไปผ่านกระบวนการเคลือบเพื่อทำเป็นเครื่องประดับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นต่างหู สร้อย หรือแหวน ก็ย่อมได้เช่นกัน
เพราะท้ายที่สุด ประโยชน์ของสิ่งๆ หนึ่ง อาจไม่ได้มีแค่อย่างเดียวเสมอไป ถ่ายรูปจบแล้ว แต่ดอกบัว ยังสามารถให้คุณค่าอื่นๆ ต่อได้ ถ้าเรารู้จักที่จะมองเห็นคุณค่าของมัน หรือน้อยที่สุด ถ้าไม่คิดว่าจะอยากเอาไปทำอะไรต่อ แค่เราแยกขยะให้ถูก นั่นก็เท่ากับว่าเราใส่ใจมันมากพอที่จะอยากเห็นมันถูกจัดการอย่างถูกต้อง ซึ่งอาจดีกว่าทิ้งไปดื้อๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงคุณค่าใดๆ ของมันเลย
อ้างอิง:
https://www.facebook.com/share/p/17cfPebGRi/?mibextid=wwXIfr
https://www.facebook.com/share/r/17796ENzK3/?mibextid=wwXIfr
https://www.facebook.com/share/r/1DgDyBDFEp/?mibextid=wwXIfr
https://www.pptvhd36.com/news/ไลฟ์สไตล์/248159#google_vignette
http://www.medi.co.th/news_detail71.php?q_id=1086
บทความต้นฉบับได้ที่ : ถ่ายรูปสวยๆ เสร็จ นำ ‘ดอกบัว’ ไปทำประโยชน์ได้นะ! จากเทรนด์ถ่ายรูปกับดอกบัวสุดฮิต ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและชูเสน่ห์ความเป็นไทยผ่านสายตาวัยรุ่น สู่การตั้งคำถามกับการ ‘ทิ้ง’ เร็วเกินไป
บทความที่เกี่ยวข้อง
- Hilary Knight กับตันทีมฮ็อกกี้หญิงสหรัฐฯ ที่ต้องต่อสู้ทั้งบนเส้นทางกีฬา ในฐานะนักกีฬาหญิง และมาตรฐานความงามในฐานะผู้หญิงสูง 180 หนัก 78
- ‘กันแดดฟาริสหลอดส้ม’ Faris Perfect Sun Protection Lotion นวัตกรรมกันแดดผสมรองพื้นจากญี่ปุ่น ที่ใช้แทนรองพื้นได้สบายๆ ให้งานผิวแบบสวยครบจบ ป้องกันแสงแดดนาน 8 ชั่วโมง พร้อมปลอบประโลมผิวด้วยน้ำแร่โกเบ
- Sarah Mullally ผู้หญิงคนแรก ที่ก้าวขึ้นเป็น ‘อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอร์รี่’ ผู้นำสูงสุดแห่งคริสตจักรอังกฤษและชุมชนแองกลิกันทั่วโลก
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com