โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สงคราม ตะวันออกกลาง ความขัดแย้งที่ส่งสัญญาณวิกฤตพลังงานโลกมาถึงไทย ถึงเวลาทบทวนโครงสร้างพลังงานแล้วหรือยัง?

BTimes

อัพเดต 13 มี.ค. เวลา 22.04 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. เวลา 07.00 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

หลังจากเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ใน ตะวันออกกลาง ลุกลามจนรุนแรงถึงขั้นปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของเรือขนส่ง โดยเฉพาะน้ำมันดิบ ทำให้เกิดความกังวลไปทั่วโลกว่าหากมีการปิดอย่างต่อเนื่องอาจสร้างแรงกระแทกไปทั่วโลก และที่เห็นได้ชัดคือ ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งขึ้นในทันที

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ผลจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซกระทบเป็นวงกว้าง โดยส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานโลก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ราคาอาจพุ่งสูงถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากปัจจุบันที่ราคาตลาดโลกทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว

Neil Shearing หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มที่ Capital Economics กล่าวว่า แม้ว่าจะมีความคล้ายคลึงกับกรณีรัสเซียกับยูเครนเมื่อปี 2022 แต่เขาสังเกตว่า "ยังมีความแตกต่างที่สําคัญอย่างเป็นระบบด้วย" เนื่องจากขนาดของแรงกระแทกจนถึงตอนนี้ ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นเลือดสําคัญสําหรับระบบพลังงานโลก โดยมีการค้าน้ํามันทางเรือทั่วโลกประมาณหนึ่งในสี่และการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางเรือประมาณหนึ่งในห้าผ่านช่องแคบนี้ การปิดอย่างต่อเนื่องอาจสร้างแรงกระแทกที่ใหญ่กว่าการหยุดชะงักที่เกิดจากการสูญเสียแหล่งพลังงานของรัสเซีย

และเมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมของ International Energy Agency (IEA) มีมติเห็นชอบให้ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์รวม 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นมาตรการระบายน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ขององค์กร เพื่อบรรเทาผลกระทบต่ออุปทานพลังงานโลกที่สั่นคลอนจากสถานการณ์สงครามกับ อิหร่าน แต่ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าน้ำมันปริมาณดังกล่าวจะถูกปล่อยเข้าสู่ตลาดเมื่อใด โดยจะทยอยปล่อยตามจังหวะที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศสมาชิกทั้ง 32 ประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก

ไทยต้องเจอกับอะไรบ้าง?

ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศจำนวนมาก คิดเป็นสัดส่วน 60–70% ของการใช้ทั้งหมด เกือบครึ่งมาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนั้น เมื่อเกิดการตอบโต้ระหว่างสองชาติ ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจทำให้ไทยประสบปัญหาการจัดหาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันดิบ แตกต่างจากก๊าซธรรมชาติที่ไทยยังคงผลิตได้เองในสัดส่วนที่สูงกว่า

แน่นอนว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความตื่นตระหนกไม่น้อย ภายหลังจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น หลายคนจึงใช้โอกาสช่วงที่รัฐตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน พยายามเติมน้ำมันไว้สำรองใช้ในครัวเรือนให้ได้มากที่สุด ทำให้เราได้เห็นปรากฎการณ์ปั๊มน้ำมันคิวยาวเป็นกิโล(กม.) บางปั๊มติดป้ายน้ำมันหมด หรือบางจังหวีดมีการจำกัดเติมได้แค่ คันละ 500 บาท ซึ่งก็ยิ่งทำให้ความวิตกกังวลของประชาชนเพิ่มมากขึ้น

ขณะที่ก่อนหน้านี้มีการประเมินว่าไทยจะมีน้ำมันเพียงพอต่อการใช้งานนานมากสุดเพียง 95 วัน จึงเกิดคำถามว่า ถ้าสถานการณ์ยาวนานมากกว่านั้นจะทำอย่างไร?

ความกังวลที่ตามมาคือ ราคาสินค้า เพราะผลกระทบอาจเป็นลูกโซ่ทั้งภาคการผลิต โลจิสติกส์ ต่อเนื่องไปยังต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ใช้ในครัวเรือน ผลที่ตามมาคือสินค้าอุปโภคและบริโภค มีแนวโน้มที่จะปรับราคาขึ้น หากสงครามยังยืดเยื้อเกินหนึ่งเดือน หรือมากกว่านั้น

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.) มีการติดตามโครงสร้างต้นทุนสินค้า จะเน้นในสินค้าควบคุม 59 รายการ เช่น บะหมี่สำเร็จรูป ปลากระป๋อง ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันปาล์ม อาหารสัตว์ เป็นต้น รวมถึงสินค้าอื่นๆที่จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันสูงขึ้น ซึ่งเบื้องต้นได้ทำฐานสมมติฐานราคาน้ำมันสูงขึ้น ระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล 100 เดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และเกิน 115-120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อาทิ ไข่ไก่ จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นดังกล่าว จะทำให้ราคาไข่ไก่ขยับตั้งแต่ 3.6-12.4 % หรือ อาหารจานด่วน จะมีโอกาสขยับ 10% หากวัตถุดิบปรุงอาหารปรับราคาขึ้น

มาตรการรับมือของภาครัฐ

ล่าสุด รัฐบาลได้ออกมาตรการระยะสั้น เช่น การสั่งระงับการส่งออกนํ้ามันเชื้อเพลิงบางประเภทเพื่อสำรองไว้ใช้ภายในประเทศ การเร่งเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย มาตรการให้หน่วยงานภาครัฐ Work from Home (WFH) ยกเว้นภาคบริการ งดการเดินทางดูงานต่างประเทศ รวมไปถึงการเตรียมความพร้อมของกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงเพื่ออุดหนุนราคาไม่ให้กระทบประชาชนจนเกินไป

ขณะที่ กระทรวงพลังงานมีแผนป้องกันแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมันในประเทศ 3 ระดับความรุนแรง ได้แก่

ระดับที่ 1 กระทบการจัดหาน้ำมันต่อเนื่องมากกว่า 7 วัน โดยให้โรงกลั่นเร่งนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่น และเพิ่มอัตราส่วนการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพในน้ำมันสำเร็จรูป

ระดับที่ 2 น้ำมันเชื้อเพลิงคงเหลือลดลงเข้าใกล้ระดับขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีสำรองไว้ (Lagal Reserve) เงื่อนไขคือ น้ำมันดิบต้องเหลือใช้เพียง 25 วัน และก๊าซธรรมชาติเหลว (LPG) เหลือใช้ 7 วัน หรือการจัดหาน้ำมันดิบลดลง 50% นาน 1 เดือน และLPG หยุดนานเกิน 7 วัน โดยรัฐบาลจะระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงและเพิ่มอัตราสำรองในประเทศ

ระดับที่ 3 น้ำมันเชื้อเพลิงคงเหลือลดลงเข้าสู่ระดับ Lagal Reserve และการจัดหาน้ำมันดิบไม่ได้นาน เกิน 1 เดือน หรือ จัดหา LPG ไม่ได้เกิน 14 วัน รัฐบาลจะใช้มาตรการปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเริ่มจากให้น้ำมันเฉพาะรถพยาบาลและตำรวจ จากนั้นค่อยให้ระบบขนส่งสาธารณะ และหากเหลือจะปล่อยให้กับประชาชนในแต่ละพื้นที่

ด้านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พิพัฒน์ รัชกิจประการ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ยืนยันว่าปริมาณสำรองน้ำมันดิบของไทยในตอนนี้ ยังมีเพียงพอไปอีก 98 วัน และรัฐบาลอยู่ระหว่างมอบหมายให้กระทรวงพลังงานเจรจาซื้อน้ำมันจากรัสเซียเพิ่มเติม หลังจากสหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการบอยคอต

ส่วนมาตรการตรึงราคาดีเซลช่วง 15 วันที่จะสิ้นสุดในวันที 16 มี.ค. นั้น ก็จะมีการหารือแนวทางและจะต้องได้รับความเห็นชอจากนายกรัฐมนตรีก่อน อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้มีการปรับขึ้นราคาเบนซินให้สอดคล้องกับกลไกตลาด และเตรียมแผนปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล จากปัจจุบันที่ขยับมาเป็น B7 แล้ว ก็จะปรับให้เป็น B10 และอาจขยายไปถึง B20 เหมือนกับที่เคยใช้ในอดีต

รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค มองว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสงครามระหว่างมหาอำนาจ แต่กำลังเปิดเผย “จุดอ่อนเชิง โครงสร้างพลังงาน” ที่ผู้บริโภคต้องแบกรับมานาน สิ่งที่น่ากังวลจึงไม่ใช่แค่ความเสี่ยงในเรื่องความเพียงพอของทรัพยากร แต่คือการที่ผู้ประกอบการอาจใช้สถานการณ์สงครามเป็นเหตุผลในการปรับขึ้นราคาพลังงาน โดยที่ผู้บริโภคไม่มีอำนาจต่อรอง

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตต่อโครงสร้างราคาน้ำมันของไทย ด้วยว่า มีองค์ประกอบสำคัญ คือภาษีและเงินกองทุนต่าง ๆ โดยระบุว่า ภาษีที่เรียกเก็บจากน้ำมันหนึ่งลิตร ไม่ว่าจะเป็นภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเทศบาล รวมกันอาจสูงถึงประมาณ 10 – 11 บาทต่อลิตร ขณะที่ยังมีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง กลไกดังกล่าวทำให้ประชาชนต้องแบกรับต้นทุนพลังงานที่สูง แม้ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำ

แม้ในอดีตประเทศไทยเจอกับวิกฤตต่างๆมาแล้วนับไม่ถ้วน แต่วิกฤตพลังงานจากสงครามตะวันออกกลางนี้ อาจเป็นโอกาสหรือจังหวะที่รัฐบาลควรทบทวน และปรับโครงสร้างที่ถูกต้อง และเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว พร้อมรับมือกับวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต..

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...