SCB WEALTH มองสงครามยังไม่ลุกลาม ชี้โอกาสจบสูง แนะ Stay Invested กระจายพอร์ต รับมือผันผวน
SCB WEALTH ประเมินความขัดแย้งตะวันออกกลางมีโอกาสจบใน 4-6 สัปดาห์ พร้อมคาดราคาน้ำมันอยู่ที่ 90-120 ดอลลาร์/บาร์เรล แนะนักลงทุนตั้งสติไม่ขายตื่นตระหนก ยึดกลยุทธ์ Stay Invested ควบคู่กระจายความเสี่ยง เน้นกองทุนผสม-หุ้นธีม AI พลังงานทางเลือก ทองคำ และเพิ่มสัดส่วนลงทุนสกุลดอลลาร์ รับจังหวะตลาดผันผวน
19 มีนาคม 2569 - น.ส.เกษรี อายุตตะกะ ผู้อำนวยการ Investment Research SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยในงานเสวนาออนไลน์ ในหัวข้อ “อ่านเกมโลก อ่านเกมลงทุน” ว่า จากการติดตามสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่เข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 SCB CIO ประเมินฉากทัศน์สถานการณ์ออกมาเป็น 2 กรณี ได้แก่
กรณีฐาน ความน่าจะเป็นที่จะเกิด 70% โดยเรามองว่าสถานการณ์มีความรุนแรงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ จากการที่สหรัฐฯ อาจประเมินศักยภาพของอิหร่านต่ำเกินไป อย่างไรก็ตาม คาดว่า สหรัฐฯ จะพยายามยุติสงครามให้ได้โดยเร็ว เนื่องจาก
- ใกล้เข้าสู่ช่วงเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ แล้ว หากปล่อยให้สงครามลุกลามต่อไป อาจทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของรัฐบาลได้
- ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร(Bond yield) ของสหรัฐฯ ซึ่งมีผลต่อต้นทุนของภาคธุรกิจและการบริโภคได้
- หลังจากศาลสูงปฏิเสธการใช้อำนาจประธานาธิบดีปรับขึ้นภาษีนำเข้าประเทศต่างๆ ผ่านกฎหมาย IEEPA ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องพยายามใช้ช่องทางการเจรจากับประเทศต่างๆ ต่อรองด้านภาษี ซึ่งหากยังมีสงครามอยู่ อาจบั่นทอนอำนาจการต่อรองได้ซึ่งในกรณีฐานนี้
SCB CIO ประเมินกรอบราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะอยู่ที่ 90-120 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลภายใต้เงื่อนไขว่า อิหร่านมีการเจรจากับพันธมิตร ผ่อนปรนให้เรือบางประเทศผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้
รวมถึงสถานการณ์ไม่ลุกลามถึงขั้นมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค รวมทั้ง เกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันดิบที่สำคัญของอิหร่านโดยที่คาดว่า จีนอาจใช้การทูต เข้ามาช่วยกดดันให้สหรัฐฯ และอิหร่านเข้าสู่การเจรจา เพื่อปกป้องความมั่นคงทางพลังงานของจีน ขณะที่สถานการณ์สงคราม คาดว่าจะยุติได้ภายใน 4-6 สัปดาห์ และ
กรณีเลวร้าย ความน่าจะเป็นที่จะเกิด 30% คือ มีการทำลายการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง ทำลายเกาะคาร์ก ซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นไปสูงกว่า 140 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ได้
“สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตา ได้แก่
- ราคาน้ำมันดิบ และราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนความตึงเครียดของอุปทานโดยตรง โดยหากราคาน้ำมันดิบเบรนท์มากกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล จะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น และอุปสงค์หดตัว
- ค่าระวางเรือ และต้นทุนการขนส่ง การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้เรือขนส่งจะต้องเปลี่ยนเส้นทาง และเพิ่มระยะเวลาเดินเรือ ทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น ซ้ำเติมปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน
- คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ และ bond yield โดยหากคาดการณ์เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น ตลาดจะเริ่มกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเลื่อนแผนการปรับลดดอกเบี้ยออกไป หรืออาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในกรณีเลวร้าย ทำให้ Bond Yield เพิ่มขึ้น และทำให้ต้นทุนการกู้ยิมภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อ Sentiment การลงทุน” น.ส.เกษรี กล่าว
ในส่วนของประเทศไทย มองว่า สงครามตะวันออกกลางนี้ ไม่น่าจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อไทยเพิ่มขึ้นระยะยาว ราคาที่เพิ่มเป็นเพียงภาวะแรงกระแทกชั่วคราว และรัฐบาลก็มีการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาตรึงราคาน้ำมันดีเซลและอุดหนุนราคาพลังงาน จึงน่าจะช่วยควบคุมเงินเฟ้อได้ ในส่วนของประเด็นปริมาณน้ำมันสำรอง สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ประกาศนำน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์ 400 ล้านบาร์เรล เพิ่มเข้าสู่ระบบ ก็น่าจะช่วยบรรเทาความต้องการน้ำมันได้ระดับหนึ่ง
ทั้งนี้ ในกรณีที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทุก 10% จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของไทยสูงขึ้นราว 0.6% ดังนั้น การปรับขึ้นของราคาน้ำมัน อาจส่งผลให้เงินเฟ้อไทยทยอยปรับสูงขึ้นสู่ระดับราว 1.5–2.5% ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทย จากเดิมที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำมาก ในส่วนของการดำเนินนโยบายการเงิน คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะประเมินผลกระทบของเงินเฟ้อก่อน โดยอาจมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 1% สู่ 0.75% ได้ในปีนี้
สำหรับทิศทางการลงทุนนั้น มองว่า นักลงทุนมักมีภาวะลดความเสี่ยงในการลงทุนลง (risk off) ทันทีที่สถานการณ์เกิดขึ้น เห็นได้จาก ตลาดหุ้นที่ปรับลดลงค่อนข้างแรง ขณะที่สินทรัพย์ปลอดภัยปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์ในอดีต เมื่อผ่านไป 2-4 สัปดาห์ ความตื่นตระหนกจะลดลงบ้าง แม้ความขัดแย้งจะยังคงอยู่ โดยนักลงทุนจะพยายามประเมินสถานการณ์ ซึมซับข่าวร้าย ตลาดหุ้นจะปรับลดลงไปถึงจุดต่ำสุดและกลับมาได้ จากนั้นใน 3-6 เดือนถัดไป เมื่อสงครามไม่ได้ส่งกระทบต่อเศรษฐกิจจริง ตลาดหุ้นมักจะฟื้นตัวเข้าสู่ภาวะปกติได้
ดังนั้น นักลงทุนควรมองข้ามความตื่นตระหนกระยะสั้น ไม่ควรขายสินทรัพย์ล้างพอร์ตจากความผันผวนที่เกิดขึ้นโดยทันที แต่ควรใช้โอกาสนี้ บริหารความเสี่ยงเชิงรุก ประเมินความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงที่แท้จริงของตนเอง โดยกระจายความเสี่ยงในการลงทุน รวมทั้งยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่อง (Stay invested) โดยมองที่ปัจจัยพื้นฐานระยะยาวเป็นหลัก
ในส่วนของนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ไม่สูงนัก ควรลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ทั้งในและต่างประเทศระยะสั้นถึงกลาง หลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาว หากรับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง ก็อาจลงทุนผ่านกองทุนผสม ส่วนการลงทุนกองทุนรวมตามธีมที่น่าสนใจ เราก็ยังคงมอง กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ที่ได้รับประโยชน์ จากกระแส AI และกลุ่มพลังงานทางเลือก เป็นกลุ่มที่น่าสนใจอยู่ ขณะที่ การลงทุนกองทุนรวมทองคำ สามารถช่วยกระจายความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ได้ดี จึงแนะนำให้ลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ แต่ไม่ควรไล่ราคาเพื่อเก็งกำไร
นายชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM, หัวหน้าทีม Investment Consultant, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เราเริ่มเห็นสัญญาณการประนีประนอมมากขึ้นจากฝั่งของอิหร่าน ที่เริ่มมีแนวคิดเปิดให้เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ หากเป็นไปตามบางเงื่อนไข เช่น เรือที่ซื้อน้ำมันด้วยสกุลเงินหยวน เรือที่ไม่ใช่ของสหรัฐฯ และอิสราเอล ขณะที่มีรัฐมนตรีต่างประเทศจากหลายประเทศ พยายามติดต่อเจรจาเพื่อให้เรือผ่านไปได้เป็นรายกรณี ดังนั้นจึงมองความน่าจะเป็นของสถานการณ์ยังอยู่ในกรณีฐานที่ SCB CIO ประเมิน
ทั้งนี้ แม้การถือเงินสด ในช่วงที่มีความไม่แน่นอนอาจช่วยให้นักลงทุนสบายใจได้ แต่การขายสินทรัพย์เสี่ยง เช่น ตลาดหุ้น ในช่วงที่ตกใจที่สุด อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดี เพราะหากย้อนดูสถิติในอดีต เช่น สถานการณ์ในปี 2568 ที่เกิดสงครามการค้าช่วงเดือน เม.ย. และสงครามระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ในเดือน มิ.ย. ที่ทำให้นักลงทุนตกใจ เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย เวลาผ่านไป 1-2 เดือน สินทรัพย์เสี่ยงก็ปรับตัวขึ้นมาและทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ ดังนั้นนักลงทุนอาจต้องควบคุมจิตใจให้เข้มแข็ง ยึดมั่นในเป้าหมายการลงทุนของตัวเอง แล้ว Stay Invested ควบคู่กับการ กระจายความเสี่ยงลงทุนหลากหลายสินทรัพย์ (Diversified)
ทั้งนี้เรามักนึกถึงการ diversified เมื่อเกิดปัญหาหรืออุปสรรคต่อการลงทุนแล้ว แต่สิ่งที่ควรทำคือ ควรdiversified หรือกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมตั้งแต่แรกที่เริ่มต้นลงทุน
ส่วนแนวทางการลงทุนรับมือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มี 2 แนวทาง คือ
แนวทางแรก ให้มองที่เป้าหมายระยะยาว ลงทุนตามสัดส่วนที่เหมาะสมกับตนเอง เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ทำให้น้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เปลี่ยน ก็ปรับสัดส่วนการลงทุนให้กลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับตนเองเช่นเดิม ซึ่งแนวทางนี้ เหมาะกับนักลงทุนที่ไม่มีเวลาติดตามสถานการณ์ หรือไม่ได้มี Passion ในด้านการลงทุน
ส่วน แนวทางที่ 2 สำหรับนักลงทุนเชิงรุกที่ติดตามสถานการณ์ ลงทุนโดยประเมินสถานการณ์การลงทุนตลอดเวลา ซึ่งหากคาดการณ์อนาคตสงครามจะคลี่คลายเช่นเดียวกับกรณีฐานของ SCB ในช่วงที่สินทรัพย์เสี่ยงปรับฐานก็เป็นโอกาสสะสมเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม หากไม่เชี่ยวชาญการวิเคราะห์แนวโน้มอนาคตเอง อาจปรึกษาที่ปรึกษาการลงทุนเพื่อมองหาโอกาสการลงทุน หรืออาจเลือกลงทุนผ่านกองทุนผสม ที่มีผู้จัดการกองทุนคอยดูแล ปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ภายใต้ความเชี่ยวชาญ และทรัพยากรในการช่วยตัดสินใจที่มี” นายชาตรี กล่าว
สำหรับคำแนะนำในการลงทุนนั้น มองว่า นักลงทุนอาจเลือกใช้วิธีการทยอยลงทุนด้วยจำนวนเท่ากันทุกงวด (Dollar cost average : DCA) ได้ ในกรณีที่มีเป้าหมายการลงทุนชัดเจน และให้ความสำคัญเรื่องวินัยการลงทุน มากกว่าการใช้อารมณ์ตัดสินใจในระยะสั้น ส่วนการลงทุนในต่างประเทศที่มีความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน อาจพิจารณาป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ และความสามารถยอมรับความเสี่ยง โดยที่การป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ ในปัจจุบันมีต้นทุนประมาณ 2.5% ต่อปี
ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาต้นทุนนี้ประกอบการตัดสินใจป้องกันความเสี่ยงหรือไม่ด้วย ทั้งนี้ นักลงทุนอาจเลือกการกระจายความเสี่ยงนำเงินลงทุนระยะยาวส่วนหนึ่งไปลงทุนด้วยสกุลเงินตราต่างประเทศโดยตรง เช่น ดอลลาร์สหรัฐฯ ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ เพื่อรับโอกาสการลงทุนที่มีมากกว่า ทางเลือกลงทุนหลากหลายสินทรัพย์มากกว่า
นอกจากนี้ ในกรณีที่รับความเสี่ยงได้สูง และเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ อาจเลือกใช้ตราสารอนุพันธ์ (Structure Note) เป็นทางเลือกการลงทุนเพิ่มเติม ที่มีโอกาสรับผลตอบแทนสูงขึ้น ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด แต่ต้องทำความเข้าใจว่าการลงทุนลักษณะนี้ มาพร้อมความเสี่ยงที่สูงขึ้น ซึ่งก็ทำให้มีโอกาสขาดทุนได้มากเช่นเดียวกับโอกาสการทำกำไร ซึ่งผู้ลงทุนอาจปรึกษาผู้นำการลงทุนเพื่อเลือกลงทุนในตราสารอนุพันธ์ที่เหมาะกับวัตถุประสงค์การลงทุนของตนเอง
น.ส.นิสารัตน์ ชมภูพงษ์ ผู้อำนวยการ Wealth and Investment Advisory SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ในช่วงที่เกิดสถานการณ์ความไม่แน่นอน โดยปกติแล้วก็จะมีกำหนด กรอบการบริหารความเสี่ยง(Playbook) ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ เพื่อให้รองรับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับในกรณีนี้ SCB CIO ก็จะมีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินสถานการณ์ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ตลาดการเงิน และสินทรัพย์ในพอร์ตการลงทุน พร้อมทั้งวิเคราะห์ฉากทัศน์ และจัดทำคำแนะนำการลงทุนที่เหมาะสมให้กับลูกค้า ครอบคลุมทั้งกรณีฐานและต้องเผื่อไว้รองรับสำหรับกรณีเลวร้ายด้วย โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อให้ลูกค้ามี Resilient Portfolio
ในส่วนของคำแนะนำสำหรับนักลงทุนนั้น มองว่า สิ่งสำคัญคือการ Stay Invested เพราะเราเชื่อว่าหากสถานการณ์คลี่คลายและไม่เกิดภาวะที่เศรษฐกิจถดถอย คาดว่าตลาดจะฟื้นตัวได้ตามลำดับ โดยให้เน้นเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและอยู่ในธีม Mega forces เป็นหลัก ซึ่งมีโอกาสฟื้นตัวได้รวดเร็วเมื่อภาวะตลาดกลับมาเป็นปกติ
ในส่วนของการลงทุนตราสารหนี้ แนะนำให้นักลงทุนประเมินสถานการณ์ราคาน้ำมัน หากมองว่าเป็นไปตามกรณีฐานตามมุมมองของ SCB CIO แม้ในระยะสั้นที่ตลาดตกใจใน Energy shock เงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้น ทำให้ Bond yield เพิ่ม กระทบกับตราสารหนี้ได้ในระยะสั้น แต่สุดท้ายเมื่อเงินเฟ้อปรับตัวลดลง ตราสารหนี้ยังมีความน่าสนใจลงทุน
โดยมองว่า สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนตราสารหนี้ไทยและต่างประเทศได้ โดยอาจเน้นที่ตราสารหนี้ต่างประเทศมากกว่า เนื่องจากยังมีช่องว่างสำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่าไทย ขณะที่การเลือกลงทุนอาจเน้นไปที่ Duration สั้น-กลางเป็นหลัก เน้นที่มีอันดับเครดิตดี หลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาวเนื่องจากมีความเสี่ยงที่ส่วนต่างเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการถือตราสารหนี้ระยะยาว (term premium) อยู่ในระดับสูง จากการที่ หนี้สาธารณะของประเทศส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูง
ส่วนการเลือกลงทุนในตลาดหุ้น มองว่า แนะนำให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดก่อนการลงทุน เพราะความผันผวนในตลาดยังสูง โดยอาศัยจังหวะนี้ในการทำการบ้าน เตรียมความพร้อมคัดเลือกตลาดหุ้น กลุ่มอุตสาหกรรม หรือธีมที่มีพื้นฐานดี มีปัจจัยหนุนรอก่อน เมื่อเริ่มเห็นสัญญาณการคลี่คลายของสถานการณ์ จะเป็นจังหวะที่เหมาะสมในกลุ่มเหล่านี้โดยเรายังมองตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นเอเชียน่าสนใจ เนื่องจากได้อานิสงส์ธีม AI โดยเรายังมองว่าธีมลงทุน Mega Force ก็ยังน่าสนใจเช่นเดิม โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ AI จากการที่งบลงทุนด้าน AI สูงเป็นประวัติการณ์
โดยภาพแนวโน้มนี้ไม่เปลี่ยน ซึ่งกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์คือ กลุ่มเทคโนโลยีต้นน้ำ อย่างเซมิคอนดักเตอร์ หน่วยความจำ และ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน เช่น พลังงาน ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นต้น เพียงแต่ในช่วงสั้นกลุ่มนี้อาจได้รับผลกระทบจากการตกใจเทขายบ้าง แต่เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ก็มีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
“นักลงทุนอาจใช้โอกาสนี้ทบทวนพอร์ตลงทุน โดยประเมินว่ามีการลงทุนกระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์ใดมากเกินไปหรือไม่ แล้วอาศัยจังหวะนี้ปรับพอร์ตลงทุนให้มีการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสม ซึ่งการลงทุนผ่านกองทุนผสมก็เป็นสินทรัพย์ที่ทาง SCBCIO แนะนำให้ลงทุนได้เลยและคิดว่าเหมาะสมกับนักลงทุนในสถานการณ์นี้ เนื่องจากกองทุนผสมมีการกระจายความเสี่ยงในหลากหลายสินทรัพย์ เช่น ตลาดสารทุน ตราสารหนี้ ทองคำ เป็นต้น
มีความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ต โดยมีผู้จัดการกองทุนที่ใกล้ชิดตลาดและมีข้อมูลที่มากกว่าเป็นผู้บริหารและสามารถปรับสัดส่วนการลงทุนต่างๆได้ตามสภาวะตลาดและสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว นักลงทุนอาจเลือกกระจายพอร์ตการลงทุนไปในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ นอกเหนือจากลงทุนสกุลเงินบาท เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงในภาวะที่ตลาด Risk off” น.ส.นิสารัตน์ กล่าว