บรรยากาศไม่เอื้อ... โหวตนายกฯยังเดินหน้า...
ราคาน้ำมันดิบกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้งจากการที่อิสราเอลโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน โดยล่าสุดเป็นโรงผลิตก๊าซธรรมชาติ และโรงปิโตรเคมีขนาดใหญ่ ขณะที่ อิหร่านประกาศตอบโต้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของชาติพันธมิตรสหรัฐฯเช่นกัน ส่วนประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามกดดันให้ชาติพันธมิตรเข้าดูแลเส้นทางขนส่งน้ำมันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และช่วยกันรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น หุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำจะกลับมาเด่น สลับกับกลุ่มAnti-commodity ที่จะพลิกกลับมาอ่อนตัวลง
ผลประชุมFOMC ของเฟดเป็นกลางแต่ทำให้Bond Yield ปรับตัวขึ้นโดยเฟดคงดอกเบี้ยนโยบายที่3.75% และDot Plot ยังสะท้อนการปรับลดดอกเบี้ย1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี ส่วนGDP ปีนี้ปรับขึ้นเป็น2.4% จาก2.3% ส่วนปีหน้าปรับขึ้นเป็น2.4% จาก2.0% ขณะที่ประมาณการเงินเฟ้อCore PCE ถูกปรับขึ้นเป็น2.7% จาก2.5% แต่ยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ผลการประชุมของเฟดสุทธิแล้ว หนุนให้Bond Yield กลับมาปรับตัวขึ้น ถือเป็นปัจจัยลบต่อEmerging Market ในวันนี้
แม้ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยกรณีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งแต่ไม่กระทบการโหวตนายกฯในวันนี้เพราะไม่ได้มีคำสั่งห้าม ถ้าอิงสถิติในอดีต เราพบว่าSET Index มักตอบรับเชิงบวก โดยปรับตัวขึ้นเฉลี่ย1.1% ในวันที่มีการโหวตนายกฯ กลุ่มที่ปรับตัวขึ้นเด่น คือ ค้าปลีก, ไฟแนนซ์, รับเหมาก่อสร้าง, ท่องเที่ยว, ขนส่ง, และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ เช่นGULF, GUNKUL, TRUE, THCOM, CPALL, GLOBAL, DOHOME, TIDLOR, SAWAD, STECON, CK, OSP, CBG, ICHI, STA, NER, BBIK, FORTH อาจมีแรงเก็งกำไรสลับเข้ามาบ้าง แต่ด้วยความที่มีประเด็นการวินิจฉัยของศาลฯ รออยู่ในช่วง2 สัปดาห์ข้างหน้า จึงอาจทำให้Upside ยังจำกัดจนกว่าจะทราบความชัดเจน
ติดตามผลกระทบจากเงินบาทที่อ่อนค่าเร็วแม้จะเป็นบวกต่อการส่งออกสินค้าและบริการในระยะกลาง แต่ระยะสั้นอาจกระตุ้นให้ต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่อง