KKP Research หั่น GDP ปี 69 เหลือ 1.3% เตือนไทยรับมือ Stagflation
KKP Research หั่นเป้า GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.3% จากเดิม 1.8% ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อเป็น 3.0% จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ เตือนเศรษฐกิจไทยเตรียมรับมือ Stagflation หนี้สาธารณะเสี่ยงทะลุเพดาน 70% คาดกนง. นัดสุดท้ายปี 69 ลดดอกเบี้ยเหลือ 0.75%
21 เม.ย. 2569 กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยบทวิเคราะห์เรื่อง "KKP Research หั่นเป้า GDP ปี 2569 เหลือ 1.3% เซ่นพิษสงครามยืดเยื้อ เตือนไทยเตรียมรับมือภาวะ Stagflation" โดยระบุว่า สงครามระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อเกินคาดกำลังสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง KKP Research ประเมินว่าความเสี่ยงเศรษฐกิจที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือภาวะ Stagflation"หรือสภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับเงินเฟ้อที่พุ่งสูง คล้ายกับวิกฤตการณ์ในช่วงทศวรรษ 1970
ทั้งนี้ในฐานะที่ไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค และพึ่งพารายได้จากภาคท่องเที่ยวในสัดส่วนสูง ไทยมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าหลายประเทศ KKP Research จึงปรับลดประมาณการ GDP ปี 2569 ในกรณีฐานลงเหลือ 1.3% จากเดิม 1.8% และปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปเป็น 3.0% จากเดิม 0.2% ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยที่ 92.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ประเมิน 3 ฉากทัศน์ ผลกระทบจากสงคราม
กรณีฐาน (Base Case): คาดสงครามคลี่คลายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ 92.5 ดอลลาร์/บาร์เรล ก่อนจะปรับลงต่ำกว่า 70 ดอลลาร์/บาร์เรลภายในสิ้นปี 2570
กรณีคลี่คลายเร็ว (โอกาสเกิดน้อย): ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยที่ 77.5 ดอลลาร์/บาร์เรล ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะมีไม่มากและใกล้เคียงกับที่เคยประเมินไว้
กรณีรุนแรง : ราคาน้ำมันเฉลี่ยอาจสูงถึง 130 ดอลลาร์/บาร์เรล และพุ่งทะลุจุดสูงสุดเกิน 150 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวรุนแรงและมีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่ ภาวะถดถอย (Recession)
ทั้งนี้ ความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซ LNG เพราะเส้นทางขนส่งตะวันออกกลางยังมีผลต่อ การขาดแคลนปุ๋ย (กระทบผลผลิตการเกษตร), วัตถุดิบปิโตรเคมี (กระทบภาคอุตสาหกรรมพลาสติกและสิ่งทอ) และ ฮีเลียม (จำเป็นต่อการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของโลก)
ราคาน้ำมันพุ่ง กระทบ4 ช่องทาง
เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันแตกต่างจากช่วงหลังโควิดปี 2565 อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ปี 2565 ยังมีอุปสงค์คงค้าง (Pent-up demand) เป็นตัวรองรับ วันนี้พื้นฐานทางการเงินของครัวเรือนอ่อนแอลงมาก และต้องรับมือกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงผ่าน 4 ช่องทางพร้อมกัน ได้แก่
(1) ภาคการท่องเที่ยวซบเซา โดยต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและความเชื่อมั่นที่ลดลง ทำให้ KKP Research ปรับลดคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 ลงเหลือ 31.2 ล้านคน จากเดิม 35.1 ล้านคน)ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก และการขนส่ง
(2) การส่งออกเผชิญแรงกดดัน จากต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น, อุปสงค์ต่างประเทศที่อ่อนแอลงในตลาดคู่ค้าหลัก (สหรัฐฯ จีน ยุโรป ญี่ปุ่น) และความเสี่ยงจากการสอบสวนตามมาตรา 301 ของสหรัฐฯ
(3) กำลังซื้อครัวเรือนหดตัว โดยราคาพลังงานคิดเป็น 14% ของตะกร้าการบริโภคที่พุ่งสูงขึ้นจากการลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล จะกดดันกำลังซื้ออย่างหนัก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย
(4) หนี้สาธารณะจ่อทะลุเพดาน โดยรัฐบาลมีพื้นที่ทางนโยบายการคลังจำกัด การเติบโตของ GDP ที่ต่ำลงและการอุดหนุนเพื่อลดภาระประชาชน อาจดันให้อัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ทะลุเพดาน 70% เร็วขึ้น
คาด กนง. หั่นดอกเบี้ย พยุงเศรษฐกิจปลายปี
แม้ในภาวะ Stagflation ธนาคารกลางทั่วโลกมักตัดสินใจลำบาก แต่ KKP Research ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะดำเนินนโยบายไปในทางผ่อนคลายมากกว่าการขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากบริบทเงินเฟ้อของไทยเพิ่งพ้นจากภาวะติดลบ ประกอบกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อพุ่งสูงต่อเนื่องมีน้อยกว่าในปี 2565
ทั้งนี้คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง และมีโอกาส ปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมลงสู่ระดับ 0.75% ในการประชุมรอบสุดท้ายของปี 2569 เพื่อพยุงกำลังซื้อที่อ่อนแอ ก่อนจะปรับขึ้นกลับสู่ 1.0% ในปี 2570
“ไทยมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน พึ่งพาการท่องเทียว มีหนี้ครัวเรือนสูง พื้นที่ทางการคลังจำกัด ครัวเรือนยังฟื้นตัวจากโควิดไม่เต็มที่ ความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือสงครามอาจจะยืดเยื้อกว่าที่คาด หากสถานการณ์ลุกลาม Stagflation หรือเกิดภาวะขาดแคลนพลังงานและสินค้า จะกลายเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยท่องเที่ยว การบริโภค และมีแรงกดดันต่อ การคลังพร้อมกัน KKP Research จับตา 4 ปัจจัย ได้แก่ แนวโน้มราคาน้ำมัน ความเร็วของการซบเซาด้านท่องเที่ยว การตอบสนองด้านการคลังต่อข้อจำกัดเพดานหนี้ และการสื่อสารของ กนง. ต่ออัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มขยับสูงเกินกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ”