โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เจิมศักดิ์ ชี้ช่องเอาผิดป.ป.ช. ยกฟ้องศักดิ์สยาม ยันเส้นทางวิบาก ต้องได้ภาคปชช.หนุนหลัง

MATICHON ONLINE

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เจิมศักดิ์ ชี้ช่องเอาผิดป.ป.ช. ยกฟ้องศักดิ์สยาม ยันเส้นทางวิบากแน่ ความหวังอยู่ที่ ส.ส.120 คน ตามรธน. พร้อมภาคปชช.หนุนหลัง

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ได้โพสต์ข้อเขียนผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง “วิเคราะห์ทางตันและทางออก : การตรวจสอบ ป.ป.ช. ในคดีศักดิ์สยาม ชิดชอบ กับความหวังที่สภาผู้แทนราษฎร” โดยมีเนื้อหาดังนี้

กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้องกรณีการถือครองหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้ก่อให้เกิดคำถามกว้างขวางต่อสังคมว่า “องค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจเสียเอง จะถูกตรวจสอบได้อย่างไร?” หากเกิดความรู้สึกสงสัยว่ามีการละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ

เส้นทางวิบาก : ทางเลือกในการดำเนินคดีกับ ป.ป.ช.

การตรวจสอบองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีช่องทางที่เปิดไว้ แต่เต็มไปด้วย “กับดัก” เชิงโครงสร้าง

หากส.ส. หรือส.ว.หรือ ประชาชน ดำเนินการเพื่อ นำเรื่องส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะมีความยากอยู่ที่ จะต้องส่งเรื่องให้ประธานรัฐสภาพิจารณาว่าจะส่งต่อให้ศาลฎีกาฯหรือไม่

ซึ่งสังคมก็ตั้งข้อสังเกตว่าประธานรัฐสภาจะมีความเห็นเอียงเข้าข้างตระกูลชิดชอบหรือไม่ และการพิสูจน์ ”เจตนาทุจริต“ ในการใช้อำนาจดุลพินิจของป.ป.ช. อาจยากมาก

การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในประเด็น “การฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง” เป็นช่องทางที่น่าสนใจและมีความแตกต่างจากการฟ้องศาลอาญาในหลายมิติครับ โดยเฉพาะในบริบทของความคาดหวังต่อผลลัพธ์และการตอบสนองของระบบ

1. ทำไมช่องทาง “ศาลรัฐธรรมนูญ” ถึงมีโอกาสได้รับความสนใจมากกว่า?

• มาตรฐานที่สูงกว่ากฎหมายอาญา : คดีอาญา (ม.157) ต้องการ “หลักฐานที่ปราศจากข้อสงสัย” ว่ามีการทุจริตหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งพิสูจน์ได้ยากมากในทางกฎหมาย แต่ “มาตรฐานทางจริยธรรม” เป็นเกณฑ์ที่เน้นเรื่อง “ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” และ “การรักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่ง” ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมักใช้ดุลยพินิจในฐานะผู้พิทักษ์เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

• น้ำหนักของผลลัพธ์ : หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีความผิด ผลคือการ “พ้นจากตำแหน่ง” และอาจรวมถึงการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง/สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็นมาตรการที่รุนแรงและเห็นผลชัดเจนกว่าการดำเนินคดีอาญาที่มักจบด้วยการรอลงอาญา

2. ขั้นตอนการเริ่มต้นและดำเนินการ

การยื่นคำร้องในประเด็นนี้ไม่ได้ให้ประชาชนยื่นโดยตรง แต่ต้องผ่าน “กลไกนิติบัญญัติ” ดังนี้:

1). การรวบรวมรายชื่อ: สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หรือสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) หรือทั้งสองสภารวมกัน ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ต้องเข้าชื่อเพื่อเสนอคำร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนสังกัด

2). การตรวจสอบความครบถ้วน: ประธานสภาฯ จะตรวจสอบรายชื่อและข้อเท็จจริง หากเห็นว่าถูกต้อง จะส่งเรื่องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ

3). กระบวนการศาล: ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาคำร้อง หากรับไว้วินิจฉัย ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย (ซึ่งเป็นจุดที่กดดันที่สุดสำหรับผู้ถูกร้อง)

3. ข้อติดขัดและความท้าทาย (สิ่งที่ต้องเตรียมใจ)

แม้จะดูเหมือนเป็นทางออกที่ดีกว่า แต่ก็มีข้อติดขัดสำคัญที่ต้องเผชิญ:

• ด่านหน้าคือ “ประธานสภา”: หากประธานสภาฯ ปฏิเสธที่จะส่งเรื่อง หรือประวิงเวลา โดยอ้างว่าคำร้องไม่สมบูรณ์ กระบวนการก็จะสะดุดตั้งแต่เริ่มต้น

• นิยามของจริยธรรม: แม้จะมีประมวลจริยธรรมเขียนไว้ แต่การตีความว่าการยกคำร้องคดีใดคดีหนึ่งถือเป็น “การฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง” หรือเป็นเพียง “การใช้ดุลยพินิจโดยผิดพลาด” ยังคงขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ

ทำไมยุทธศาสตร์ “ส.ส. 1 ใน 4” จึงมีความเป็นไปได้สูงสุด?

การมุ่งเน้นรวบรวมรายชื่อจากสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จำนวน 125 คน (1 ใน 4) มีตรรกะทางการเมืองที่ชัดเจน :

ความยึดโยงกับประชาชน: ส.ส. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง การเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้านร่วมกับพรรคที่มีอุดมการณ์ตรวจสอบชัดเจนอย่างพรรคประชาธิปัตย์ จะสร้างความชอบธรรมให้ประธานรัฐสภาปฏิเสธได้ยากกว่าการให้ประชาชนยื่นเรื่องเอง

ทางตันที่ ส.ว.: เป็นที่ทราบกันดีในเชิงโครงสร้างว่า ที่มาของ ส.ว. ในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกับฝ่ายอำนาจ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือตระกูลชิดชอบ การคาดหวังให้ ส.ว. มาร่วมเข้าชื่อเอาผิดองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้พวกเดียวกัน จึงเปรียบเสมือนการให้คนในครอบครัวตรวจสอบกันเอง ซึ่งโอกาสสำเร็จในทางปฏิบัติแทบจะเป็นศูนย์

บทบาทของภาคประชาชน : แรงผลักดันที่ขาดไม่ได้

ในสถานการณ์ที่กลไกสภาอาจถูก “บล็อก” โดยประธานรัฐสภาหรืออิทธิพลการเมือง การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนมีความสำคัญใน 3 ระดับ :

การทำ “คู่ขนานข้อมูล” (Shadow Dossier) : ประชาชนและภาคประชาสังคมต้องรวบรวมหลักฐาน ความผิดปกติ และข้อโต้แย้งทางกฎหมายต่อมติ ป.ป.ช. ให้เป็นรูปธรรมที่สุด เพื่อให้ ส.ส. นำข้อมูลไปใช้ในสภาโดยไม่ต้องเสียเวลาเริ่มใหม่

การกดดันผ่าน “พื้นที่ทางสังคม”: การเปิดโปงความล่าช้า หรือความไม่ชอบมาพากลของประธานรัฐสภาผ่านสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดีย คือวิธีเดียวที่จะบีบให้ประธานสภาต้องบรรจุวาระการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพราะหากถูกกระแสสังคมกดดันอย่างหนัก การ “เกียร์ว่าง” จะกลายเป็นต้นทุนทางการเมืองที่สูงเกินไป

การสร้างแนวร่วมพรรคขนาดกลาง: ภาคประชาชนต้องเรียกร้องให้พรรคการเมืองขนาดกลางแสดงจุดยืน หาก ส.ส. ในสังกัดพรรคเหล่านี้ไม่ยอมร่วมลงชื่อ ประชาชนต้องใช้สิทธิในการ “ลงโทษ” ผ่านการเลือกตั้งครั้งถัดไป เพื่อแสดงให้เห็นว่า “การปกป้ององค์กรอิสระที่เสื่อมศรัทธา มีราคาที่ต้องจ่าย”

บทสรุป

การดำเนินคดีกับ ป.ป.ช. ไม่ใช่เรื่องของกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เป็น “การต่อสู้เชิงอำนาจทางการเมือง” การหวังพึ่งกลไก ส.ว. นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เนื่องจากความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง

ดังนั้น การมุ่งเป้าที่ ส.ส. 125 คน จึงเป็น “ความหวังที่เป็นไปได้มากที่สุด” โดยมีภาคประชาชนเป็น “ลมใต้ปีก” ที่คอยสร้างแรงกดดัน เพื่อไม่ให้กระบวนการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎรถูกทำให้เป็นหมันโดยอำนาจของฝ่ายบริหาร

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เจิมศักดิ์ ชี้ช่องเอาผิดป.ป.ช. ยกฟ้องศักดิ์สยาม ยันเส้นทางวิบาก ต้องได้ภาคปชช.หนุนหลัง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...