เจิมศักดิ์ ชี้ช่องเอาผิดป.ป.ช. ยกฟ้องศักดิ์สยาม ยันเส้นทางวิบาก ต้องได้ภาคปชช.หนุนหลัง
เจิมศักดิ์ ชี้ช่องเอาผิดป.ป.ช. ยกฟ้องศักดิ์สยาม ยันเส้นทางวิบากแน่ ความหวังอยู่ที่ ส.ส.120 คน ตามรธน. พร้อมภาคปชช.หนุนหลัง
เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ได้โพสต์ข้อเขียนผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง “วิเคราะห์ทางตันและทางออก : การตรวจสอบ ป.ป.ช. ในคดีศักดิ์สยาม ชิดชอบ กับความหวังที่สภาผู้แทนราษฎร” โดยมีเนื้อหาดังนี้
กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้องกรณีการถือครองหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้ก่อให้เกิดคำถามกว้างขวางต่อสังคมว่า “องค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจเสียเอง จะถูกตรวจสอบได้อย่างไร?” หากเกิดความรู้สึกสงสัยว่ามีการละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ
เส้นทางวิบาก : ทางเลือกในการดำเนินคดีกับ ป.ป.ช.
การตรวจสอบองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีช่องทางที่เปิดไว้ แต่เต็มไปด้วย “กับดัก” เชิงโครงสร้าง
หากส.ส. หรือส.ว.หรือ ประชาชน ดำเนินการเพื่อ นำเรื่องส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะมีความยากอยู่ที่ จะต้องส่งเรื่องให้ประธานรัฐสภาพิจารณาว่าจะส่งต่อให้ศาลฎีกาฯหรือไม่
ซึ่งสังคมก็ตั้งข้อสังเกตว่าประธานรัฐสภาจะมีความเห็นเอียงเข้าข้างตระกูลชิดชอบหรือไม่ และการพิสูจน์ ”เจตนาทุจริต“ ในการใช้อำนาจดุลพินิจของป.ป.ช. อาจยากมาก
การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในประเด็น “การฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง” เป็นช่องทางที่น่าสนใจและมีความแตกต่างจากการฟ้องศาลอาญาในหลายมิติครับ โดยเฉพาะในบริบทของความคาดหวังต่อผลลัพธ์และการตอบสนองของระบบ
1. ทำไมช่องทาง “ศาลรัฐธรรมนูญ” ถึงมีโอกาสได้รับความสนใจมากกว่า?
• มาตรฐานที่สูงกว่ากฎหมายอาญา : คดีอาญา (ม.157) ต้องการ “หลักฐานที่ปราศจากข้อสงสัย” ว่ามีการทุจริตหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งพิสูจน์ได้ยากมากในทางกฎหมาย แต่ “มาตรฐานทางจริยธรรม” เป็นเกณฑ์ที่เน้นเรื่อง “ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” และ “การรักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่ง” ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมักใช้ดุลยพินิจในฐานะผู้พิทักษ์เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
• น้ำหนักของผลลัพธ์ : หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีความผิด ผลคือการ “พ้นจากตำแหน่ง” และอาจรวมถึงการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง/สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็นมาตรการที่รุนแรงและเห็นผลชัดเจนกว่าการดำเนินคดีอาญาที่มักจบด้วยการรอลงอาญา
2. ขั้นตอนการเริ่มต้นและดำเนินการ
การยื่นคำร้องในประเด็นนี้ไม่ได้ให้ประชาชนยื่นโดยตรง แต่ต้องผ่าน “กลไกนิติบัญญัติ” ดังนี้:
1). การรวบรวมรายชื่อ: สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หรือสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) หรือทั้งสองสภารวมกัน ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ต้องเข้าชื่อเพื่อเสนอคำร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนสังกัด
2). การตรวจสอบความครบถ้วน: ประธานสภาฯ จะตรวจสอบรายชื่อและข้อเท็จจริง หากเห็นว่าถูกต้อง จะส่งเรื่องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ
3). กระบวนการศาล: ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาคำร้อง หากรับไว้วินิจฉัย ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย (ซึ่งเป็นจุดที่กดดันที่สุดสำหรับผู้ถูกร้อง)
3. ข้อติดขัดและความท้าทาย (สิ่งที่ต้องเตรียมใจ)
แม้จะดูเหมือนเป็นทางออกที่ดีกว่า แต่ก็มีข้อติดขัดสำคัญที่ต้องเผชิญ:
• ด่านหน้าคือ “ประธานสภา”: หากประธานสภาฯ ปฏิเสธที่จะส่งเรื่อง หรือประวิงเวลา โดยอ้างว่าคำร้องไม่สมบูรณ์ กระบวนการก็จะสะดุดตั้งแต่เริ่มต้น
• นิยามของจริยธรรม: แม้จะมีประมวลจริยธรรมเขียนไว้ แต่การตีความว่าการยกคำร้องคดีใดคดีหนึ่งถือเป็น “การฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง” หรือเป็นเพียง “การใช้ดุลยพินิจโดยผิดพลาด” ยังคงขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ
ทำไมยุทธศาสตร์ “ส.ส. 1 ใน 4” จึงมีความเป็นไปได้สูงสุด?
การมุ่งเน้นรวบรวมรายชื่อจากสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จำนวน 125 คน (1 ใน 4) มีตรรกะทางการเมืองที่ชัดเจน :
ความยึดโยงกับประชาชน: ส.ส. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง การเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้านร่วมกับพรรคที่มีอุดมการณ์ตรวจสอบชัดเจนอย่างพรรคประชาธิปัตย์ จะสร้างความชอบธรรมให้ประธานรัฐสภาปฏิเสธได้ยากกว่าการให้ประชาชนยื่นเรื่องเอง
ทางตันที่ ส.ว.: เป็นที่ทราบกันดีในเชิงโครงสร้างว่า ที่มาของ ส.ว. ในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกับฝ่ายอำนาจ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือตระกูลชิดชอบ การคาดหวังให้ ส.ว. มาร่วมเข้าชื่อเอาผิดองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้พวกเดียวกัน จึงเปรียบเสมือนการให้คนในครอบครัวตรวจสอบกันเอง ซึ่งโอกาสสำเร็จในทางปฏิบัติแทบจะเป็นศูนย์
บทบาทของภาคประชาชน : แรงผลักดันที่ขาดไม่ได้
ในสถานการณ์ที่กลไกสภาอาจถูก “บล็อก” โดยประธานรัฐสภาหรืออิทธิพลการเมือง การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนมีความสำคัญใน 3 ระดับ :
การทำ “คู่ขนานข้อมูล” (Shadow Dossier) : ประชาชนและภาคประชาสังคมต้องรวบรวมหลักฐาน ความผิดปกติ และข้อโต้แย้งทางกฎหมายต่อมติ ป.ป.ช. ให้เป็นรูปธรรมที่สุด เพื่อให้ ส.ส. นำข้อมูลไปใช้ในสภาโดยไม่ต้องเสียเวลาเริ่มใหม่
การกดดันผ่าน “พื้นที่ทางสังคม”: การเปิดโปงความล่าช้า หรือความไม่ชอบมาพากลของประธานรัฐสภาผ่านสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดีย คือวิธีเดียวที่จะบีบให้ประธานสภาต้องบรรจุวาระการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพราะหากถูกกระแสสังคมกดดันอย่างหนัก การ “เกียร์ว่าง” จะกลายเป็นต้นทุนทางการเมืองที่สูงเกินไป
การสร้างแนวร่วมพรรคขนาดกลาง: ภาคประชาชนต้องเรียกร้องให้พรรคการเมืองขนาดกลางแสดงจุดยืน หาก ส.ส. ในสังกัดพรรคเหล่านี้ไม่ยอมร่วมลงชื่อ ประชาชนต้องใช้สิทธิในการ “ลงโทษ” ผ่านการเลือกตั้งครั้งถัดไป เพื่อแสดงให้เห็นว่า “การปกป้ององค์กรอิสระที่เสื่อมศรัทธา มีราคาที่ต้องจ่าย”
บทสรุป
การดำเนินคดีกับ ป.ป.ช. ไม่ใช่เรื่องของกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เป็น “การต่อสู้เชิงอำนาจทางการเมือง” การหวังพึ่งกลไก ส.ว. นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เนื่องจากความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง
ดังนั้น การมุ่งเป้าที่ ส.ส. 125 คน จึงเป็น “ความหวังที่เป็นไปได้มากที่สุด” โดยมีภาคประชาชนเป็น “ลมใต้ปีก” ที่คอยสร้างแรงกดดัน เพื่อไม่ให้กระบวนการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎรถูกทำให้เป็นหมันโดยอำนาจของฝ่ายบริหาร
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เจิมศักดิ์ ชี้ช่องเอาผิดป.ป.ช. ยกฟ้องศักดิ์สยาม ยันเส้นทางวิบาก ต้องได้ภาคปชช.หนุนหลัง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th