เบรกส้มผงาด “ปิยบุตร” ตีแผ่แผนยุบพรรคประชาชน ปลุกสังคมแก้กติกาใหม่ ปลดล็อกกุญแจดอกแรก แก้รายมาตรา
เบรกส้มผงาด “ปิยบุตร” ตีแผ่แผนยุบพรรคประชาชน ปลุกสังคมแก้กติกาใหม่ ปลดล็อกกุญแจดอกแรก แก้รายมาตรา เตือนระวัง รธน.ใหม่กลายเป็นฉบับสีน้ำเงิน
วันที่ 5 เม.ย. 69 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า กล่าวถึงกรณีคดีคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งที่อยู่ในชั้นศาลรัฐธรรมนูญว่า ขอสรุปเร็วๆถ้าพรรคประชาชนชนะเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 มีโอกาสที่การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
ส่วนกรณีกกต.รับคำร้องเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรธน.เพื่อวินิจฉัยยุบพรรคประชาชนที่ผู้บริหารและบุคคลผู้มิใช่สมาชิกพรรค ร่วมดำเนินการที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับบริษัทสเปกเตอร์ ซี จำกัด ที่เป็นสื่อมวลชนและมีการกระทำอันเข้าข่ายเอื้อประโยชน์ แสวงหากำไรมาแบ่งปัน เสี่ยงเข้าข่ายผิดกฎหมายพรรคการเมือง กรณีพรรคประชาชนเปิดรับสมาชิกทางออนไลน์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ โดยให้ผู้สมัครกรอกรหัสที่อยู่หลังบัตรประชาชน และอาจมีการใช้ปฏิบัติไอโอ โดยใช้บริษัทสเปกเตอร์ฯผู้ขับเคลื่อนให้ อาจเข้าข่ายครอบงำกิจกรรมพรรคการเมือง ฝ่าฝืนกฎหมายพรรคการเมือง นายปิยบุตรโพสต์ระบุว่า คดียุบพรรคครั้งที่ 4 ของพรรคอนาคตใหม่ มาถึงพรรคก้าวไกล จนมาถึงพรรคประชาชน โดยสาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่ยุบพรรค แต่คดียุบพรรคครั้งที่ 4 จะสำแดงเดชในยามที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยไปไม่รอด เกิดความขัดแย้งภายในหรือระหว่างพรรคร่วมหรือมีวิกฤติความชอบธรรม จนทำให้รัฐบาลไปต่อไม่ได้
“เมื่อถึงเวลานั้น 119 เสียงของพรรคประชาชนจะกลายเป็นปัจจัยกำหนดขั้วรัฐบาลใหม่ คดียุบพรรคจึงต้องทำหน้าที่เป็นหอกเพื่อปักหลัง ควบคุม ทิ่มแทงพรรคประชาชนไว้ก่อน เพื่อทำให้พรรคแตก เสียงแตก เสียงหาย หรือตัดสินใจกำหนดรัฐบาลยาก จนอาจทำให้พวกพรรคการเมืองแบบเดิมๆกลับไปร่วมรัฐบาลกันดังเดิม หรืออาจทำให้พรรคประชาชนง่อยเปลี้ยเสียขา อ่อนกำลังในยามที่ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ”
เมื่อถามถึงการผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หลังประชามติผ่าน นายปิยบุตรตอบว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความยากแม้ชนะประชามติถล่มทลาย โดยมีความยากอยู่ 2 ขั้น คือ 1. กับดักกลไกที่ศาลรัฐธรรมนูญวางเอาไว้เต็มไปหมด ทั้งห้ามมีส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง ให้คนร่างรัฐธรรมนูญเป็นรัฐสภา ถึงเกิดสูตร 20 หยิบ 1 ครั้งที่แล้วถูกตีตกไป ดังนั้นกลไกดังกล่าวทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่แฮปปี้กับโมเดลการทำรัฐธรรมนูญแบบนนี้ 2. พอจริงแล้วจะเกิดปัญหาสีน้ำเงินที่มีเกือบ 200 เสียงและสว.เป็นฝั่งไหนอีก สูตร 20 หยิบ 1 เขาจะได้เยอะที่สุด จนกลายเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญเยอะที่สุด ก็กลัวกันอีกจนรู้สึกว่าอย่าไปให้เขาเลย มันเลยกลายเป็นพาราดอกซ์หรือย้อนแย้ง อยากแก้รัฐธรรมนูญใจจะขาด มีประชามติมาแบบนี้ด้วย แต่ขณะเดียวกันหากเริ่มการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เจอกับดักที่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และองค์ประกอบของรัฐสภาที่เป็นแบบนี้ จนทำให้เกิดความกังวลใจอีกว่า เสร็จแล้วคนร่างมันจะกลายเป็นสีน้ำเงินยึดหมดหรือไม่ จึงกลายเป็นกลับไม่ได้ ไปไม่ถึง
“อารมณ์คนอยากแก้สูงมาก ผลประชามติถึงออกมาแบบนี้ แต่คนอยากแก้กลัวว่ากระบวนการแก้ ถ้าทำตามที่ศาลรัฐธรรมนูญล็อกไว้ มันจะไปจบที่สีน้ำเงินยึดกรรมาธิการยกร่างเกือบหมด ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็ชิลล์เลย เพราะเขาบอกอ้าว ผมไม่อยากแก้ แต่ถ้าคุณอยากแก้คุณบอกว่าเป็นประชามติใช่ไหม คุณต้องเดินตามเส้นทางที่มีอยู่แล้ว มันเลยปิดล็อกอยู่แบบนี้ แต่วันนี้ยังพอกล้อมแกล้มไปได้ โดยแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้มีอำนาจสว.ในการแก้รัฐธรรมนูญอีก”นายปิยบุตรกล่าวและว่า ส่วนกรณีที่พรรคประชาชนเตรียมขยับเรื่องนี้นั้น นายปิยบุตรตอบว่า จนถึงวันนี้ไม่รู้พรรคประชาชนและภาคประชาชนจะรณรงค์เรื่องนี้อย่างไร และขณะนี้มีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจาก 2 พรรค คือ พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ที่ค้างอยู่ จะเอากลับมาใหม่หรือเริ่มกันใหม่ หรือทำตามที่นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ.ระบุให้เปลี่ยนไปแก้รายมาตรา แต่ปัญหาคือ เสียงสว. 1 ใน 3 หาจากไหน มันยากขึ้นตรงนี้ แต่เมื่อประเมินจากดุลอำนาจ ก็เอาเท่าที่มันพอได้ ค่อยๆปลดกุญแจทีละดอก