น้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ หุ้นเอเชียเปิดร่วง หลังทรัมป์สั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ Bloomberg Economics ประเมินกรณีเลวร้าย อาจเห็นน้ำมันแตะ 170 ดอลลาร์
ราคาน้ำมันดิบโลกทะยานขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง สวนทางกับตลาดหุ้นและพันธบัตรที่ปรับตัวร่วงลง หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจาสันติภาพกับอิหร่านล้มเหลว ก่อให้เกิดความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับวิกฤตพลังงาน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นสูงสุด 8.6% ทะลุ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI สำหรับส่งมอบเดือนพฤษภาคมกระโดดขึ้นเกือบ 8% ไปอยู่ที่ 104.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความกังวลว่าการปิดล้อมครั้งนี้จะทำให้การขนส่งพลังงานผ่านเส้นทางน้ำที่สำคัญหยุดชะงัก
สหรัฐฯ เดินหน้าปิดล้อม ยกระดับความตึงเครียด
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (US Central Command) ประกาศว่า กองกำลังสหรัฐฯ จะเริ่มดำเนินการปิดล้อมการสัญจรทางทะเลทั้งหมดที่เข้าและออกจากท่าเรือของอิหร่าน ตั้งแต่วันจันทร์เวลา 10.00 น. ตามเวลานิวยอร์ก อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยืนยันว่าจะไม่ขัดขวางเสรีภาพในการเดินเรือสำหรับเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังและจากท่าเรือที่ไม่ใช่อิหร่าน
ทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ จะสกัดกั้นเรือทุกลำที่จ่ายค่าผ่านทางให้กับอิหร่านเพื่อให้เดินทางผ่านฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย และจะทำการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในช่องแคบ การปิดล้อมครั้งนี้จะส่งผลให้การขนส่งน้ำมันของอิหร่านเกือบ 2 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านช่องแคบนี้ต้องหยุดชะงักลง ซึ่งจะยิ่งสร้างความตึงตัวให้กับอุปทานโลกและตัดเส้นเลือดใหญ่ของอิหร่าน ทางด้านอิหร่านได้ออกมาประกาศว่าจะ “ไม่อนุญาต” ให้การปิดล้อมเกิดขึ้น
การตัดสินใจของทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ และอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการเจรจาโดยตรงที่ปากีสถาน โดย เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้นำคณะผู้แทนสหรัฐฯ กล่าวว่าการเจรจาล้มเหลวเนื่องจากอิหร่านไม่ยอมยืนยันว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
ขณะที่ โมฮัมหมัด-บาเกอร์ กาลิบัฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ระบุว่าสหรัฐฯ “ไม่สามารถได้รับความไว้วางใจจากคณะผู้แทนอิหร่านในการเจรจารอบนี้”
ผลกระทบต่อเอเชียและเศรษฐกิจโลก
การปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซเสี่ยงที่จะทำให้วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียที่พึ่งพาพลังงานรุนแรงยิ่งขึ้น รวมถึงพันธมิตรของอเมริกาในภูมิภาคและจีน ชาติในเอเชีย ซึ่งรวมถึงพันธมิตรของสหรัฐฯ อย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ พลังงานมากกว่า 80% ที่ใช้มักจะต้องขนส่งผ่านช่องแคบนี้
เดโบราห์ เอล์มส์ หัวหน้านโยบายการค้าของ Hinrich Foundation ในสิงคโปร์ ชี้ให้เห็นว่าปัญหาสำหรับเอเชียไม่ได้จำกัดอยู่แค่พลังงาน แต่อุตสาหกรรมปลายน้ำตั้งแต่ปุ๋ยไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ หรือแม้แต่สิ่งทอก็จะได้รับผลกระทบจากการปิดล้อมครั้งนี้ด้วย “นั่นหมายความว่าการหยุดชะงักครั้งนี้ไม่ใช่ปัญหาชั่วคราว นี่เป็นปัญหาที่อาจจะยาวนาน และน่าเสียดายโดยเฉพาะสำหรับเอเชียที่ไม่มีทางเลือกมากนัก”
Bloomberg Economics ประเมินสถานการณ์ไว้ 3 รูปแบบ ในกรณีฐาน (base case) หากความขัดแย้งดำเนินต่อไปด้วยความรุนแรงระดับต่ำ ราคาน้ำมันจะเฉลี่ยอยู่ที่ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาสที่ 2 ก่อนจะลดลงเหลือ 85 ดอลลาร์ในไตรมาสที่ 4 ซึ่งในกรณีนี้ GDP โลกจะเติบโต 2.9% ในปีนี้ และอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 4.2% ในไตรมาสที่ 4 แต่หากการสู้รบมีความรุนแรงมากขึ้น โดยช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดส่วนใหญ่เป็นเวลาหลายเดือน ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นไปถึง 170 ดอลลาร์ ส่งผลให้การเติบโตทั่วโลกชะลอตัวลงเหลือ 2.2% และอัตราเงินเฟ้อจะจบลงที่ 5.4% ส่วนในกรณีที่มีการหยุดยิงอย่างถาวรหรืออิหร่านล่มสลาย ช่องแคบอาจเปิดได้เร็วขึ้นและราคาน้ำมันอาจกลับสู่ระดับก่อนสงคราม ซึ่งจะส่งผลให้การเติบโตของโลกอยู่ที่ 3.1% และเงินเฟ้อจบลงที่ 3.7%
ความเคลื่อนไหวในตลาดสินทรัพย์อื่นๆ
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงินในกลุ่ม G10 ขณะที่ตลาดพันธบัตรร่วงลง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของญี่ปุ่นพุ่งขึ้นแตะ 2.49% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1997 ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ด้านราคาทองคำปรับตัวลดลง 0.6% มาอยู่ที่ประมาณ 4,720 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้เกิดความคาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยอย่างทองคำ ส่วนราคาบิตคอยน์ปรับตัวลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ประมาณ 71,200 ดอลลาร์
ทางด้านตลาดหุ้นเอเชียที่เปิดทำการวันแรกของสัปดาห์วันนี้ (13 เมษายน) ดัชนี Nifty 50 ของอินเดีย ลดลง 1.9% ดัชนี Hang Seng ของฮ่องกง ลดลง 1.2% ดัชนี ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ ลดลง 1.1% Nikkei 225 ของญี่ปุ่น ลดลง 1.10% ดัชนี ASX 200 ของออสเตรเลีย ลดลง 0.5% ดัชนี CSI 300 ของจีน ลดลง 0.1% ดัชนี IDX Composite ของอินโดนีเซีย ลดลง 0.1% ส่วนตลาดหุ้นไทยปิดทำการช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 13 – 15 เมษายน ก่อนจะกลับมาเปิดทำการอีกครั้งในวันที่ 16 เมษายนนี้
อ้างอิง:
- https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-04-12/oil-surges-us-futures-drop-on-hormuz-blockade-markets-wrap?srnd=homepage-asia
- https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-04-13/trump-s-hormuz-blockade-risks-piling-pain-on-asia-allies-china?srnd=homepage-asia
- https://www.cnbc.com/2026/04/12/oil-prices-iran-war-strait-hormuz-blockade.html
- https://www.cnbc.com/2026/04/13/asia-pacific-market-us-iran-talks-blockade-oil-prices.html