ทำไมมนุษย์ต้องกลับไปดวงจันทร์? คุยกับ กรทอง วิริยะเศวตกุล (KornKT) ในวันที่ ‘อาร์ทิมิส 2’ ปักหมุดห้วงอวกาศลึกอีกครั้ง
“You can see the surface of the Moon…we just went sci-fi.” –เราเห็นพื้นผิวของดวงจันทร์กับตาเนื้อได้ เหมือนกับเราอยู่ในหนังไซไฟ นี่คือเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องสมมติ…หมายเหตุเช่นนี้ อาจต้องขึ้นประกอบวิดีโอของภารกิจกิจ ‘อาร์ทิมิส II’ หรือ อาร์ทิมิส 2 เสียแล้ว
คำบรรยายนี้เก็บทุกเม็ด และบอกเล่าทุกความรู้สึกของ 4 นักบินอวกาศของ องค์การบริหารการบิน หรือ NASA ที่ล่องในห้วงอวกาศในวันที่ 7 และสามารถบันทึกภาพโลกขณะตกลับขอบฟ้าของดวงจันทร์เอาไว้ได้
พวกเขาต่างตื่นตะลึงกับภาพจริงที่เหมือนหลุดออกมาจากภาพยนตร์ไซไฟ จากด้านที่ห่างไกลที่สุดของดวงจันทร์ จนถึงสุริยุปราคา วิวที่พวกเขาเห็นคือทุกสิ่งทุกอย่าง เสมือนเป็นหลักฐาน ในวันที่ สามารถส่งมนุษย์ออกไปไกลจากโลกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่ระยะ 406,771 กิโลเมตร
มากกว่านั้น สิ่งที่พิสูจน์ว่าภารกิจนี้สำเร็จ อาจไม่ใช่การพามนุษย์เดินทางไปโคจรรอบดวงจันทร์ บนวงโคจรที่ไม่เคยไปมาก่อน ทว่าเป็นการได้พานักบินอวกาศ ‘กลับบ้าน’ ได้อย่างปลอดภัย
7.07 น. ของเช้าวันเสาร์ที่ 11 เม.ย. 2569 ตามเวลาไทย วินาทีที่แคปซูลลูกเรือ ‘โอไรออน’ (Orion) ลงจอดในมหาสมุทรแปซิฟิก จังหวะสัมผัสพื้นน้ำจนเกิดฟองคลื่นกระจาย และเป็นช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายได้ “ถอนหายใจด้วยความโล่งอก” ถือเป็นวินาทีสำคัญที่ใครต่างก็สามารถ โอ้อวดกับคนรุ่นถัดๆ ไป ได้แล้วว่า ได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ครั้งนี้
สำนักข่าว TODAY จึงถือโอกาสพูดคุยกับ กร – กรทอง วิริยะเศวตกุล หรือKornKT นักสื่อสารดาราศาสตร์ เพื่อไขข้อสงสัยสุดคลาสสิกที่หลายคนอาจคิดไม่ต่างกันว่า ทำไมมนุษย์ถึงต้องไปดวงจันทร์กันนะ
Artemis 2 ไม่ได้จะเหยียบดวงจันทร์
กร เริ่มต้นด้วยการเล่าถึง โครงการ ‘Artemis (อาร์ทิมิส)’ เป็นโครงการอวกาศที่มีเป้าหมายจะพานักบินอวกาศไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง หลังจากที่มนุษย์เคยไปเหยียบดวงจันทร์มาแล้วเมื่อปี ค.ศ. 1969 ซึ่งโครงการ Artemis มีแผนจะไปบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ในปี ค.ศ. 2024
“Artemis ตามตัวเรื่องของเทพ เป็นเทพฝาแฝดกับ Apollo ซึ่งตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่มนุษย์ไปลงดวงจันทร์ แล้วเราไม่ได้กลับไปมานานกว่า 50 ปี”
ภายใต้เป้าหมายที่มากไปกว่าการไป ‘ปักธง’ กร เล่าว่า ในภารกิจจะไปพร้อมกับการทดลองทางวิทยาศาสตร์ การตั้งถิ่นฐาน รวมถึงการตั้งห้องแลปวิจัย จึงเป็นที่มาของ อาร์ทิมิส ที่จะเป็นก้าวแรกว่า มนุษย์จะกลับไปดวงจันทร์ได้อย่างไร ตัวยานอวกาศพร้อมแล้วหรือไม่
ย้อนไปราว 4 ปีก่อน กร เล่าว่า ภารกิจอาร์ทิมิส 1 ได้มีการส่งเปล่าๆ นั่นคือ ยาน Orion MPCV ด้วยจรวด SLS ไปสู่วงโคจรของดาวจันทร์ เพื่อทดสอบ ‘ฮาร์ดแวร์’ ก่อนที่จะต่อยอดมาสู่ Artemis 2 ที่จะมีมนุษย์ไปด้วยจริง
“เหมือนกับเมื่อก่อนเราเคยไปได้แหละ แต่พอเราเอายานลำใหม่ไป ก็ต้องทดสอบให้แน่ใจว่า ยานไม่รั่ว เชื้อเพลิงไม่รั่ว สามารถบังคับด้วยมือ เหมือนเอารถคันใหม่ไปขับก็ต้องทดสอบลงถนน ก่อนจะเอาไปวิ่งทางไกลจริงๆ”
“ไม่ได้เหยียบดวงจันทร์ และความเป็นจริงไม่ได้หมุนอยู่รอบดวงจันทร์ด้วย” กร ขยายความถึงข้อสงสัยที่หลายคนอาจจะรอจับตา และยังไม่ได้เห็นภาพนักบินอวกาศเหยียบดวงจันทรร์คล้ายในอดีตเสียที
โดยบนดวงจันทร์นั้นมีดาวเทียมที่ไปหมุนอยู่รอบๆ อยู่แล้ว ขณะที่ อาร์ทิมัส 2 ไปด้วยวงโคจร Low Earth Orbit ซึ่งเป็นวงโครจรแบบพิเศษ ที่เมื่อส่งยานไปยังช่องว่างในอวกาศ โดยผ่านการคิดคำนวณมาแล้วว่าอีก 3 วันจะไปเจอดวงจันทร์พอดี ก่อนที่จะใช้แรงโน้มถ่วงดวงจันทร์เหวี่ยงให้ยานกลับถึงโลกอีกทอดนึง
“สมมติถ้าเครื่องยนต์พัง ไม่สามารถบังคับยานได้ เกิดเหตุฉุกเฉินจริงๆ ยานก็สามารถกลับมาลงจอดได้ เป็นการลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้”
ดีเลย์ภารกิจมาเกือบ 2 ปี เพราะอะไร?
หากย้อนกลับไปดูไทม์ไลน์ของภารกิจนี้ แท้จริงแล้วต้องเกิดเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2024 ด้วย 2 ปัจจัย คือ ปัญหาด้านงบประมาณ และความปลอดภัย กร เล่าว่า NASA ในปัจจุบันนี้ได้งบประมาณน้อยกว่า Apollo ถึง 10 เท่า โดยประมาณ และมีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบมากมาย
อีกทั้งบทเรียนจาก ‘Apollo 1’ ที่เป็นยานซึ่งมีมนุษย์เช่นเดียวกัน แต่จบภารกิจอย่างเศร้าสลด หลังเกิดเพลิงไหม้ในยานจนนักบินเสียชีวิต หรือ ‘กระสวยอวกาศชาเลนเจอร์’ ที่ตัวยานระเบิดกลางท้องฟ้าจนครูคนแรก ที่มีโอกาสได้ไปอวกาศต้องเสียชีวิต รวมถึงเหตุการณ์ ‘กระสวยโคลัมเบีย’ ที่มีโฟมไปชนกับแผ่นกันความร้อน ทำให้ปีกยานเจอความร้อนมากเกินไปขณะลงจอด
“พอเจอ 3 บทเรียน กลายเป็นว่าวัฒนธรรมองค์กรของ NASA คือปล่อยช้าได้ แต่ต้องให้ปลอดภัยที่สุด ถ้าไม่ 100% จะไม่ปล่อย”
ทั้งนี้ อาร์ทิมิส 1 พบปัญหาของแผ่นกันความร้อนบางจุด จึงต้องซ่อมแล้วซ่อมอีก และถึงจะปลอดภัยไม่ระเบิด แต่ก็ต้องการให้ ‘Safety Margins’ สูงพอที่จะรองรับมนุษย์ เลยเป็นสาเหตุให้กำหนดการขยับเรื่อยมา จนถึงวันสุดท้ายของภารกิจ อาร์ทิมิส 2 การรันตีได้แล้วว่า “มนุษย์กลับไปสู่ห้วงอวกาศลึกได้จริงๆ อาจมีปัญหาแค่ห้องน้ำพัง (หัวเราะ) ตัวยานทำงานได้ตามที่ควรจะเป็น นักบินเก็บข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ได้ครบถ้วน”
และความสำเร็จที่มากที่สุด กร มองว่า อาร์ทิมิส 2 ประสบความสำเร็จในการทำให้ผู้คนเห็นภาพโลกจากอีกมุมมองนึง ในรอบ 53 ปี และนักบินทั้ง 4 คน ก็ไม่เคยเกิดทันในช่วงเวลานั้น
“ประสบความสำเร็จทั้งในแง่การพิสูจน์ว่า มนุษย์กลับไปดวงจันทร์ได้อีกครั้ง และการส่งต่อแรงบันดาลใจกับคนบนโลก ว่าเราได้อยู่ในช่วงเวลาที่กำลังเป็นประวัติศาสตร์”
ทำไมการไป ‘เหยียบดวงจันทร์’ ถึงได้สำคัญ?
กร เล่าว่า นับแต่อดีตมนุษย์มองท้องฟ้าเห็นเทพเจ้า ก่อเกิดตำนาน ที่ผูกโยงกับ ‘ดวงจันทร์’ จนถึงวันที่ไม่ได้เพียงมอง แต่สามารถส่งวัตถุบางอย่างขึ้นไปได้ ไม่ต่างกับที่ถูกบันทึกในเรื่องเล่า หรือ วรรณกรรม
“แม้ตอนนี้เรายังไม่ได้กลับไปลงจอด แต่ตอนที่ตัวยานเข้าใกล้ดวงจันทร์ที่สุด แล้วเราได้มองในมุมมองดวงจันทร์ แล้วรู้ว่ามนุษย์ได้อ้อมอยู่ตรงนั้น เขาโผล่พ้นออกมาแล้วถ่ายภาพโลกย้อนกลับมา แล้วเราถ่ายกลับไป”
“มนุษย์ที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขเหมือนกับเรา สามารถออกเดินทางไปไกลกว่า 4 แสนกิโลเมตร เพื่อไปสำรวจดาวที่เราเห็นกันมาตั้งแต่สิ่งมีชีวิตแรกๆ บนโลกที่มีดวงตามองเห็น”
กร เล่าต่อว่า การที่มีมนุษย์เพียง 28 คน เดินทางไปถึงและไปปักธง โดยที่มีภาพเรียลไทม์ให้เห็นดีเลย์หลักวินาที ไม่ต้องรอม้วนฟิล์มอย่างในอดีต ทำให้ได้เห็นความเป็น ‘มนุษย์’ ที่เป็นตัวแทนมนุษยชาติ
“รอบนี้มันไม่ได้เป็นการแข่งกันโดยตรง แต่เป็นการพามนุษย์กลับไปดาวดวงอื่น เพื่อจะปูทางว่าสักวันนึงเราจะไปดาวอังคาร ตั้งถิ่นฐานได้ทั่วระบบสุริยะ”
ความเป็น‘มนุษย์’ ถูกชูให้โดดเด่นในภารกิจครั้งนี้? เป็นคำถามที่สงสัยขึ้นมา กร ให้คำอธิบายในประเด็นนี้ได้อย่างน่าสนใจ
ย้อนกลับไปราว 50 ปีก่อน บริบทสังคมต่างออกไป นักบินอวกาศล้วนเป็นทหาร ชายผิวขาว แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ที่ได้ไปยังเป็นโควต้าที่กว่าจะได้มา ต่างกับภารกิจครั้งนี้ที่เห็นความหลากหลายของเชื้อชาติ เพศ ทว่า ทุกคนต่างเป็น ‘สุดยอดของสุดยอด’ กันแล้วทั้งสิ้น อย่าง วิกเตอร์ โกลเวอร์ (Victor Glover) ที่เป็นนักบิน ก็เคยบินเครื่องมากกว่า 40 ประเภท มีชั่วโมงบินกว่า 3,000 ชั่วโมง หรือ คริสตินา คอช (Christina Koch) ก็เคยทำวิจัยมาอย่างโชกโชน ยังไม่ต้องพูดถึง รีด ไวส์แมน ผู้บัญชาการภารกิจ และ เจเรมี แฮนเซน ผู้เชี่ยวชาญภารกิจชาวแคนาดา
“แต่ละคนถึงแม้จะพยายามสื่อให้เห็นความเป็นองค์รวมของมนุษยชาติ แต่เบื้องหลังมันก็สะท้อนว่า ทุกคนสามารถทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้”
3 โมเมนต์ ต้องห้ามพลาดของ อาร์ทิมิส 2
ในฐานะคนเล่าเรื่องอวกาศ กร ยกตัวอย่าง 3 เหตุการณ์ในภารกิจ อาร์ทิมิส 2 ให้ลองกลับไปดูได้อีกครั้ง
โมเมนต์ที่ 1 : จรวดขึ้นจากฐานปล่อย
การที่จรวดลำดังกล่าวบรรจุเชื้อเพลิงมากกว่า ล้านลิตร จึงไม่ต่างกับที่ นักบินอวกาศทั้ง 4 คน นั่งอยู่บนระเบิดขนาดใหญ่ที่พร้อมจะระเบิดได้ตลอดเวลา และมักไม่ประสบความสำเร็จในโอกาสครั้งแรก แต่อาร์ทิมิส 2 ทำได้
“แค่ไปย้อนดูวินาทีที่จรวดขึ้นบิน ฟังเสียงเครื่องยนต์ที่ค่อยๆ ดังขึ้นมา ก็เป็นฉากที่ได้เห็นจรวดสูงร้อยกว่าเมตร เทียบกับตึก 30-40 ชั้น บินขึ้นไปในอวกาศเพื่อส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ได้”
โมเมนต์ที่ 2 : จุดเครื่องยนต์ไปดวงจันทร์
อาจไม่พิเศษมากหากตัดสินด้วยภาพ แต่สำคัญ กร ยกให้กับการจุดเครื่องยนต์ หรือ trans-lunar injection ที่ต้องจุดเพื่อเร่งความเร็วให้จรวดไปเจอกับดวงจันทร์ได้พอดี
ยานต้องพร้อม นั่งบินต้องพร้อม คำนวณได้เป๊ะ เพื่อไม่ให้พลาดดวงจันทร์ และกลับสู่โลกได้พอดี “มันเป็นโมเมนต์ที่เคยเกิดขึ้นแค่ 10 ครั้ง เท่านั้นในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ นี่คือครั้งที่ 10 และก่อนหน้านี้ 70% ของผู้คนบนโลกยังไม่มีชีวิตอยู่”
โมเมนต์ที่ 3 : จุดเครื่องยนต์ไปดวงจันทร์
กลายเป็นวอลล์เปเปอร์ใหม่ของสายอวกาศ เมื่อนักบินไปอ้อมหลังดวงจันทร์ จะเห็นโลกตกลับขอบฟ้า ซึ่งเป็นมุมมองที่มองไม่เห็นถ้าอยู่บนดวงจันทร์ ต้องอยู่บนยานเท่านั้น โดยนักบินจะขาดการติดต่อราว 40 นาที เพราะสัญญาณไม่สามารถทะลุผ่านได้
“ถึงโมเมนต์ที่ได้ยินเสียง ได้เห็นภาพอีกครั้ง…และที่พิเศษมาก คือนักบินไปอ้อมตอนที่ไทยกำลังมืด และกลับมาตอนที่ไทยสว่างแล้ว ดังนั้นภาพที่ถ่ายมาจะเห็นประเทศเรา”
คำตอบจากโจทย์ ‘อวกาศ’
กร เล่าว่า การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อไปอวกาศ และการไปอวกาศเป็นจุดตั้งต้นของนวัตกรรมใหม่ๆ นั้น ต่างเป็นสิ่งที่สะท้อนกันและกัน
“การไปอวกาศคือความพยายามที่จะแก้โจทย์ที่ยากมากๆ เราจะเอาชนะแรงโน้มถ่วงของโลกได้อย่างไร ทั้งที่ต้องใช้เชื้อเพลิงให้น้อยที่สุด ทำทุกอย่างให้มีประสิทธิภาพที่สุด”
เขายกตัวอย่าง ‘โทรศัพท์มือถือ’ ที่นักบินเอาขึ้นไป ก็ไม่ใช้แค่ ‘หยิบ’ เฉยๆ เพราะอุปกรณ์เหล่านั้นต้องเผชิญความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ จึงต้องพัฒนาเทคโนโลยีที่มีความทนทานกับสภาพแวดล้อม ทั้งจากอุณหภูมิ รังสี เป็นต้น ทั้งหมดนี้จึงต้องเริ่มจากการพัฒนา ด้วยการแก้โจทย์ที่ยากที่สุดให้ไปอวกาศได้ก่อน แล้วจะถูกประยุกต์กลับมาใช้บนโลก อย่าง ‘ผ้าห่มอวกาศ’ ที่ใช้หุ้มอุปกรณ์ในยานให้ทนกับอุณหภูมิที่ผันผวน ก็ถูกกลับมาใช้เป็นอุปกรณ์ฉุกเฉิน
ไม่เว้นกระทั่ง ‘เลนส์กล้องโทรศัพท์’ ที่ก็เริ่มต้นจากที่ NASA พยายามพัฒนาดาวเทียมไปดาวอังคาร และเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายหลักหลายสิบล้าน จึงต้องพัฒนาโมดูลของกล้องให้เล็กลงแต่มีประสิทธิภาพเท่าเดิม
“การไปอวกาศทำให้เกิดเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดขึ้น และจากเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดขึ้น ก็ย้อนกลับมาว่าอาจทำให้เราไปได้ไกลขึ้น”
ในโลกอุดมคติ กร มองว่า ภารกิตอาร์ทิมิส 2 จะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนโฉมหน้าการสำรวจอวกาศ เพราะหากย้อนกลับไปช่วงสงครามเย็น การไปดวงจันทร์ได้สำเร็จของ Apollo เกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ ฯ ชนะโซเวียตแล้ว
“หลังจากนั้น โซเวียต คนดีไซน์จราดตาย จรวดระเบิดไป 4 รอบ เชาไม่มีอะไรจะแข่งครับ สหรัฐฯ ก็คิดว่าเราเคยไปดวงจันทร์ได้บ่อยแล้ว ไม่ต้องไปอีก ความสนใจลดลง โครงการก็หายไป”
ทว่า ตลอดกว่า 50 ปีมานี้ แทบทุกรัฐบาลสหรัฐฯ มีเป้าหมายจะกลับไปทั้งสิ้น แต่ขาดแรงผลักดันที่ต่อเนื่อง กร จึงมองว่า อาร์ทิมิส 2 จะช่วยยืนยันว่าหลายอย่างในอนาคตจะเกิดขึ้นจริง “ปฏิเสธไม่ได้ว่า อวกาศมีแรงผลักดันด้านการเมือง ทำให้เกิดงบประมาณ ประชาชนสนใจ ทำให้ภารกิจเกิดขึ้นจริง”
และถ้าการเหยียบดวงจันทร์เกิดในปี 2028 กับภารกิจ อาร์ทิมิส 3 เท่ากับ ลายเซ็นของ โดนัลด์ ทรัมป์ จะปรากฏที่นั่นอย่าง ริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิบดีในอดีต “คนที่เริ่มโครงการ Apollo คือ จอห์น เอฟ. เคนเนดี คนที่ผลักดันหลัก คือ ลินดอน บี. จอห์นสัน แต่คนที่ได้คุยกับนักบินและจารึกชื่อบนดวงจันทร์ มีแค่ ริชาร์ด นิกสัน คนเดียว”
กร จึงมองว่า การเมืองเป็นแรงผลักดันหนึ่งของเทคโนโลยีอวกาศได้ แต่สิ่งสำคัญคือจะรักษากระแส และต่อยอดได้อย่างไร
ทำไม ‘นานาชาติ’ ไม่ร่วมมือกันไปอวกาศ
กร กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นการพูดคุยว่า ‘งบประมาณ’ เป็นปัจจัยเร่งสำคัญของการพัฒนา จึงอดได้ที่จะสงสัยว่า เช่นนี้แล้วการพัฒนาทางด้านอวกาศในรูปแบบองค์กรสหประชาชาติ อาจได้ผลดีมากกว่าต่างคนต่างทำหรือไม่
ณ ปัจจุบัน งบประมาณของ NASA คิดเป็น 0.4% ของงบประมาณกลางสหรัฐฯ หากมีการปรับเพิ่มให้ถึง 1% กร มองว่าจะทำให้เห็นภารกิจการไปดวงจันทร์ ทุกๆ ครึ่งปี ไม่ใช่เรื่องเกินจริง “เรามีเทคโนโลยีแล้ว สิ่งที่ไม่มีคืองบประมาณ”
ตามฉากทัศน์ในอุดมคติ กร มองว่าการร่วมมือของนานาชาติ อย่างที่เกิด ‘สถานีอวกาศนานาชาติ’ ที่มี 16 ประเทศเข้าร่วม และทำงานมาได้นานกว่า 27 ปี ทำให้สามารถสร้างโครงสร้างที่โตกว่า ทว่ายังคงมีข้อจำกัด อย่างที่ ‘จีน’ ไม่สามารถเข้าร่วมได้ เพราะข้อจำกัดในประเด็นพิพาทสหรัฐ
“ต้องยอมรับว่า การที่สหรัฐฯ แข่งกับจีน หรือโซเวียตในอดีต ทำให้แต่ละประเทศคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ เพื่อให้การสำรวจของเขามีประสิทธิภาพที่ดีกว่า”
“ถ้าร่วมมือกันอาจทำเป้าหมายเดียวได้สำเร็จ แต่อาจไม่เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมา” คำถามข้างต้นจึงไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และภารกิจ
ความสำเร็จเกิดขึ้นจริง ในวันที่นักบินปลอดภัย
ช่วงเวลาที่ร่มชูชีพกางออก ก่อนพาแคปซูลค่อยๆ ลดระดับลงสู่ผิวน้ำอย่างนุ่มนวล ท่ามกลางการจับตาของทีมควบคุมภารกิจ
“Welcome home Reid, Victor, Christina, and Jeremy” นักบินอวกาศ 4 คน เดินทางกลับถึงโลกอย่างปลอดภัย หลังแคปซูลลูกเรือ ‘โอไรออน’ (Orion) ลงจอดในมหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อเวลา 20.07 น. ของวันที่ 10 เม.ย. 2569 ตามเวลาเขตตะวันออกของสหรัฐฯ หรือตรงกับ 07.07 น. ของวันที่ 11 เม.ย. ตามเวลาประเทศไทย
และการได้ยินเสียงยืนยันว่า “complete” นับเป็นเครื่องยืนยันว่า อาร์ทิมิสได้ข้ามผ่านความกังวลสุดท้ายของการนำนักบินกลับบ้านได้แล้วจริงๆ เท่ากับ อาร์ทิมิส 2 ได้ข้ามผ่านสิ่งที่ กร กล่าวไว้ว่า “จุดที่อันตรายที่สุดของภารกิจเลย”
กร เล่าย้อนว่า เหตุผลตั้งต้นที่ภารกิจอาร์ทิมิส 2 ล่าช้า เป็นเพราะแผ่นกันความร้อนในภารกิจแรกมีปัญหา และถึงแม้ซ่อมแซมแล้วก็ไม่สามารถยืนยันความปลอดภัย 100%
“ได้แต่ลุ้นอย่างเดียว เพราะนักบินกลับมาด้วยความเร็วที่อาจมากกว่า 40,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เทียบว่าเร็วกว่าความเร็วเสียง 25 เท่า”
เปรียบให้เห็นภาพ นักบินอวกาศไปอวกาศครั้งนี้ ไม่ได้หลุดไปจากแรงโน้มถ่วงของโลก แล้วโดนดวงจันทร์เหวี่ยงให้ค่อยๆ ตกกลับมาถึงโลก ดังนั้น เขาจะแตะบรรยากาศโลกด้วยความเร็ว 25 เท่าของความเร็วเสียง และใช้ชั้นบรรยากาศโลกช่วยชะลอ
“พอมันปะทะด้วยความเร็ว ก็จะเจอความร้อนที่สูงกว่านักบินอวกาศที่ไปสถานี หรือ โคจรรอบโลก เจอความร้อนได้มากกว่า 2,000-3,000 องศาเซลเซียส”
และด้วยความร้อนขนาดนั้น ก็อาจการสื่อสารจะขาดหาย คล้ายนาทีระทึก หยุดเวลาของคนหน้าจอ…อย่างไรก็ดี หลังผ่านไป 9 วัน 1 ชั่วโมง 31 ชั่วโมง 35 นาทีนับจากการปล่อย นักบินทั้ง 4 คนของอาร์ทิมิส 2 ก็ถึงโลกอย่างปลอดภัย
ทำให้คำพูดสั้นๆ ของหนึ่งในนักบิน อย่าง วิกเตอร์ โกลเวอร์ ที่ถ่ายทอดมุมมองต่อความหมายของการมีอยู่ของมนุษย์ ท่ามกลางความเวิ้งว้างของจักรวาล ยิ่งชวนคิดไปอีก
วิกเตอร์ เล่าว่า การได้เห็นโลกที่อยู่มาตลอดด้วยตาตัวเอง มันพิเศษมาก ซึ่งเกิดขึ้นจากความพยายามของทุกคน เขาเลยอยากบอกกับทุกคน “you have this amazing place, the spaceship…you are on spaceship called Earth”
ถึงใครจะว่า พวกเขากำลังทำเรื่องแสนพิเศษด้วยการไปอวกาศ แต่วิกเตอร์กลับอย่างย้ำเรื่องที่สำคัญกว่านั้น
“คุณคือความพิเศษ ท่ามกลางความว่างเปล่าทั้งหมดนี้ สิ่งที่เราเรียกว่าจักรวาล ว่างเปล่าจนแทบไม่มีอะไรเลย แต่เรากลับมีโอเอซิสแห่งนี้ เป็นสถานที่อันงดงาม ให้เราได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน” โกลเวอร์กล่าว
คำกล่าวนี้ถูกบันทึกระหว่างภารกิจที่พามนุษย์เดินทางไปใกล้ดวงจันทร์อีกครั้งในรอบกว่า 50 ปี