ผู้ตรวจการแผ่นดินปลื้มรัฐขานรับแก้กฎผลิตสุรา เอื้อรายย่อย ฟื้นเศรษฐกิจชุมชน
ผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเบื้องลึกชง ครม.แก้กฎกระทรวงผลิตสุราจนสำเร็จ ชี้ เงื่อนไขเดิมซับซ้อน ตีความกม.คลาดเคลื่อน ใช้ EIAกับกิจการเล็ก สร้างภาระเกินจำเป็น กระทบแข่งขันไม่เป็นธรรม มั่นใจปรับกติกาใหม่ทั้งระบบ เบียร์รายย่อยต้นทุนลด โอกาสโตพุ่ง ส่งเสริมผู้เล่นใหม่เข้าตลาดมากขึ้น เงินสะพัดเข้าสู่ชุมชนสร้างสีสันสินค้าไทย เพิ่มทางเลือกผู้บริโภค ดันคุณภาพแข่งขัน
วันนี้(12เม.ย.)นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวกรณีคณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามข้อเสนอของผู้ตรวจการแผ่นดินให้มีการแก้ไขกฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. 2565 (การผลิตสุราแช่(เบียร์)) ว่า จุดเริ่มต้นของกรณีดังกล่าวเกิดจากข้อร้องเรียนของผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทเฉพาะราย หากแต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและหลายกฎหมาย จึงได้ดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ทั้งการรวบรวมพยานหลักฐาน การพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานรัฐ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น ด้านสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีอาหาร จนนำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในระดับคณะรัฐมนตรี
โดยกระบวนการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การกำหนดเงื่อนไขในกฎกระทรวงเกี่ยวข้องกับหลายมิติ ทั้งกฎหมายภาษีสรรพสามิต กฎหมายสิ่งแวดล้อม มาตรฐานความปลอดภัยด้านสาธารณสุข และนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้เกิดความไม่สอดคล้องกันในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะกรณี โครงการจัดตั้งสถานประกอบการผลิตสุราแช่ชนิดเบียร์ของผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งมีขนาดกำลังการผลิตต่ำ ไม่เข้าลักษณะกิจการที่ต้องจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม แต่กลับถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขในการพิจารณาอนุญาต ส่งผลให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการตีความกฎหมายและการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งเห็นว่า เงื่อนไขดังกล่าวอาจขัดต่อหลักความเสมอภาคและธรรมาภิบาล เนื่องจากเป็นการกำหนดภาระที่ไม่สอดคล้องกับขนาดและความเสี่ยงของกิจการ อีกทั้งไม่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม จึงได้เสนอแนะแนวทางแก้ไขต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างได้สัดส่วน โปร่งใส และสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของผู้ประกอบการรายย่อย โดยเสนอให้ทบทวนกฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. 2565 ลดเงื่อนไขที่เป็นภาระเกินสมควร เช่น การกำหนด EIA สำหรับรายย่อย และกำหนดมาตรการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยงของกิจการ พร้อมทั้งเสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมเบียร์ชุมชนในฐานะกลไกเศรษฐกิจฐานราก เชื่อมโยง Soft Power ด้านการท่องเที่ยว โดยสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนและตลาด ปรับโครงสร้างภาษีให้เหมาะสม กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยที่ชัดเจน และพัฒนาระบบบริการแบบเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) เพื่อเพิ่มความโปร่งใส รวมถึงเสนอจัดตั้งกลไกบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งคณะกรรมการอุทธรณ์ที่เป็นอิสระ และกำหนดพื้นที่นำร่อง (Sandbox) เพื่อทดลองเชิงนโยบายและประเมินผลก่อนขยายในระดับประเทศ
ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 รับทราบผลการวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน และมอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลัก ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการทบทวนและปรับปรุงกฎกระทรวง โดยเน้นการลดเงื่อนไขที่เกินความจำเป็น และกำหนดมาตรการกำกับดูแลให้เหมาะสมตามระดับความเสี่ยงของกิจการขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันมาตรการเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ ได้แก่ การพัฒนาระบบบริการแบบเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) การจัดตั้งคณะกรรมการอุทธรณ์ที่เป็นอิสระ การพัฒนาระบบติดตามสถานะออนไลน์ และการกำหนดพื้นที่นำร่อง (Sandbox) เพื่อทดลองแนวทางก่อนขยายผลในระดับประเทศ
ต่อมา กระทรวงการคลังได้ออกกฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้แนวทางการพิจารณาอนุญาตมีความชัดเจนและเหมาะสมยิ่งขึ้น และทำให้ผู้ร้องเรียนได้รับใบอนุญาตผลิตสุราแช่ชนิดเบียร์เป็นที่เรียบร้อย
" กรณีนี้ไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะราย แต่เป็นการคลี่คลายปัญหาเชิงระบบ ที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวพันหลายหน่วยงาน โดยผู้ตรวจการแผ่นดินได้ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการประสานข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการกำกับดูแลของรัฐกับการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ซึ่ง สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจะติดตามการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายใหม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค ภายใต้หลักความเป็นธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมในระยะยาว"
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO