เคาะไป คุยไป : เคาะ LH
#ทันหุ้น-LH ผลประกอบการปี 2025 ของ LH ออกมาในภาพที่ค่อนข้างอ่อนตัว โดยยอด Presales อยู่ที่ 14,300 ล้านบาท ลดลง 24% YoY และรายได้จากการโอนอยู่ที่ 13,131 ล้านบาท ลดลง 18% YoY สะท้อนว่าตลาดที่อยู่อาศัยยังไม่ฟื้นเต็มที่จากปัญหากำลังซื้ออ่อนแอ หนี้ครัวเรือนสูง และธนาคารยังเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อยากขึ้นและบริษัทต้องแข่งขันด้านราคามากขึ้น แม้รายได้ค่าเช่ายังมีเข้ามา 8,090 ล้านบาท และบริษัทมีจุดเด่นจากโครงการบ้านระดับบนอย่าง VIVE New Krungthep Kreetha รวมถึง backlog ของคอนโด “วันเวลา ณ เจ้าพระยา” ที่อาจช่วยหนุนรายได้ในช่วงปลายปี 2026 แต่ในปี 2025 บริษัทเลือกบริหารอย่างระมัดระวังด้วยการชะลอเปิดโครงการใหม่เพื่อลดความเสี่ยงจากสต็อกคงค้าง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 26.7% จาก 28.1% ขณะที่ SG&A ต่อรายได้เพิ่มเป็น 28.7% กดดันความสามารถทำกำไรเพิ่มเติม ด้านกำไรสุทธิอยู่ที่ 3,716 ล้านบาท ลดลง 32% YoY โดยอีกประเด็นสำคัญคือกำไรจากบริษัทร่วมยังเป็นตัวช่วยหลัก คิดเป็นถึง 86% ของกำไรสุทธิทั้งหมด จึงทำให้เห็นชัดว่าในปีนี้ LH ยังพอประคองผลประกอบการได้จากรายได้ประจำและเงินลงทุนในบริษัทร่วม แต่ธุรกิจหลักด้านขายที่อยู่อาศัยยังถูกกดดันจากภาวะตลาด
แนวโน้มปี 2026 อุตสาหกรรมอสังหาฯ ยังถูกกดดันจากเศรษฐกิจโตต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง และการเข้มงวดสินเชื่อ ส่งผลให้ demand อ่อนแอและเกิดการแข่งขันด้านราคาที่กระทบทั้งยอดขายและ margin บริษัทจึงตั้งเป้า Presales ที่ 15,000 ล้านบาท (+5% YoY) เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่ตั้งเป้ารายได้โอนสูงถึง 17,000 ล้านบาท (+29% YoY) โดยมีแรงหนุนสำคัญจาก backlog ที่จะรับรู้ 6,941 ล้านบาท โดยเฉพาะโครงการ “วันเวลา ณ เจ้าพระยา” ที่จะเริ่มโอนปลายปี ซึ่งตั้งเป้าโอนราว 2 พันล้านบาท ในด้านกลยุทธ์ LH ยังคงควบคุม supply อย่างเข้มงวดด้วยการเปิดโครงการใหม่เพียง 2 โครงการ มูลค่ารวม 3,660 ล้านบาท เพื่อไม่ให้ inventory สูงเกินไป พร้อมคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะฟื้นตัวได้เล็กน้อยจากปี 2025 หลังแรงกดดันด้านการลดราคาค่อย ๆ ผ่อนคลาย
ในเชิง sentiment ราคาหุ้นปรับตัวลง 17.7% ในรอบ 120 วัน ขานรับปัจจัยลบจากยอด Presales ม.ค.-ก.พ. ยังต่ำกว่า 1 พันล้านบาท/เดือน สะท้อนแนวโน้มผลประกอบการในงวด 1Q26 ยังอ่อนแอ ส่วนธุรกิจโรงแรมจะรับรู้รายได้เต็มปี รวมถึงมีแผนการขายสินทรัพย์กลุ่มโรงแรม และ Service Apartment ช่วยรับรู้กำไรพิเศษ ส่วนด้านสภาพคล่อง ไม่น่าเป็นห่วง เพราะทิศทาง IBD/E อยู่ในช่วงขาลง ตามการเปิดโครงการน้อย และงบการซื้อที่ดินที่ต่ำ (ปี 25 ไม่มีซื้อที่ดิน) รวมถึงรับ sentiment เชิงบวกจาก กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายช่วงต้นปี ช่วยลดต้นทุนทางการเงินได้บางส่วน ขณะที่จะจ่ายปันผล 0.12 บาท/หุ้น คิดเป็น Div.Yield ที่ 3.2% ขึ้น XD 29 เม.ย.
แนะนำ “เคาะ” ครับ ทางด้านปัจจัยเทคนิค ระยะสั้นการเรียงตัวแท่งเทียนหรือการแกว่งตัวแท่งเทียนไม่สร้างยอดต่ำกว่า แนวโน้มรูปแบบสามเหลี่ยมAscending ปรับตัวยืนUptrend Line 3.66 มั่นคงเป็นจุดพิจารณารูปแบบ แนวต้านSMA13วันและNeck Line 3.80-3.82 ผ่านยืนเป็นสัญญาณซื้อรูปแบบ แนวต้านหลักเป็นการปิดGapตามลำดับ
คำแนะนำASL
กรณี “มีหุ้น” ถือหรือซื้อเพิ่ม มีโอกาสทดสอบแนวต้าน 3.82/3.90/4
กรณี “ไม่มีหุ้น” ซื้อระยะสั้นเน้นยืนแนวรับ 3.70/3.66ไม่ควรต่ำกว่า