Wealth Native AI เริ่มต้นยุคสร้าง Wealth แบบใหม่
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเทคโนโลยี AI ได้เปลี่ยนสถานะจากเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานของหลายอุตสาหกรรม โดยแอเรียที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนและลึกที่สุด คืออุตสาหกรรมการเงินและการลงทุน ซีอีโอแบงก์ไทยรวมถึงซีอีโอระดับโลกหลายท่านประกาศวิสัยทัศน์ ตอกย้ำชัดเจนว่า วันนี้ AI คือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของธุรกิจ การขับเคลื่อนที่เข้มข้นนี้นำไปสู่แนวคิดที่กำลังถูกให้ความสนใจในระดับสากล นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า “Wealth Native AI”
“Wealth Native AI” คือ AI ที่ถูกออกแบบมาสำหรับกระบวนการสร้างความมั่งคั่ง (Wealth) แบบ end to end ตั้งแต่การเข้าใจสถานะทางการเงินของผู้ใช้ การตั้งเป้าหมายชีวิต การออกแบบกลยุทธ์การลงทุน ไปจนถึงการปรับพอร์ตและตัดสินใจเชิงกลยุทธ์แบบต่อเนื่องในระยะยาว เป็นระบบที่ช่วยให้เราสามารถดำเนินชีวิตทางการเงินได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แนวคิดนี้ตั้งคำถามใหม่กับโลกการเงินว่า หาก AI กลายเป็นแกนหลัก และเริ่มเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจบางส่วนแล้ว Wealth จะถูกสร้างขึ้นในรูปแบบใด
แม้แนวคิดนี้ยังอยู่ในช่วงพัฒนา แต่หากมองไปยังผู้เล่นระดับโลก จะพบว่าองค์ประกอบของ Wealth Native AI เกิดขึ้นแล้ว บริษัทจัดการสินทรัพย์ขนาดใหญ่อย่าง BlackRock ใช้ระบบ AI และแพลตฟอร์มวิเคราะห์ความเสี่ยงในการบริหารพอร์ตระดับโลก ขณะที่ธนาคารอย่าง JPMorgan Chase และ Morgan Stanley ได้นำ AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยหลักของที่ปรึกษาการเงินในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและแนะนำการลงทุน
ในฝั่งกองทุน บริษัทอย่าง Two Sigma เป็นตัวอย่างของการใช้ machine learning ในการตัดสินใจลงทุนจริงในระดับองค์กร ขณะที่แพลตฟอร์ม robo-advisor เช่น Betterment และ Wealthfront ได้ทำให้การจัดพอร์ตอัตโนมัติกลายเป็นเรื่องที่นักลงทุนทั่วไปเข้าถึงได้
AI ในปี 2026 จะมีบทบาทตัดสินใจมากขึ้น
รายงานจาก McKinsey หัวข้อ "US Wealth Management in 2035: A Transformative Decade Begins" ในเดือนมกราคม 2026 ที่ผ่านมา ชี้ว่าช่วงปี 2025-2026 คือจุดเริ่มต้นของทศวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลง โดยเน้นไปที่เรื่อง The Agentic Age หรือการเข้าสู่ยุคการใช้ AI เป็นตัวแทน โดย AI จะเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเครื่องมือช่วยทำงานอัตโนมัติ ไปเป็นตัวแทนที่มีอำนาจในการตัดสินใจ และสามารถให้เหตุผล แนะนำ รวมถึงลงมือทำแทนเจ้าของเงินหรือที่ปรึกษาได้ เช่น การปรับพอร์ตอัตโนมัติภายใต้กรอบของการเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์
และภายในปี 2035 ทรัพย์สินกว่า 84 ล้านล้านดอลลาร์จะถูกส่งต่อให้คนรุ่นใหม่ ซึ่งคนกลุ่มนี้มักเลือกหาคำแนะนำการลงทุนจาก AI และโซเชียลมีเดียมากกว่าสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม ดังนั้นบริการด้าน Wealth ในอนาคตจึงอาจไม่ได้สร้างผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่สร้างผ่านความเชื่อมั่นในอัลกอริทึม
ขณะเดียวกันบริการแบบรายบุคคล (Hyper-personalization) ที่เคยมีแค่คนระดับเศรษฐี จะถูกย่อยให้กลายเป็นบริการดิจิทัลที่เข้าถึงคนระดับกลางได้ โดย AI จะเข้ามาช่วยลดต้นทุนการออกแบบพอร์ตเฉพาะบุคคล ให้สามารถขยายได้สู่คนจำนวนมาก ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรม รายได้ เป้าหมายชีวิต และความเสี่ยงของแต่ละคน แล้วสร้างคำแนะนำที่ปรับเปลี่ยนแบบ real-time ได้อย่างต่อเนื่อง
ด้านรายงานจากบริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการ Oliver Wyman หัวข้อ "10 Wealth Management Trends Shaping 2026" มองว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีสร้าง Wealth และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน โดยเฉพาะการสร้างสิ่งที่เรียกว่า “The Unified Client Brain” ซึ่งเป็นระบบสมองกลาง AI ที่รวบรวมข้อมูลทุกอย่างของลูกค้าแต่ละรายจากแหล่งต่าง ๆ ที่เคยกระจัดกระจายมาเชื่อมโยงกันเพื่อให้ AI เข้าใจลูกค้าคนนั้นแบบ 360 องศา สามารถเสนอขายหรือปรับแผนการเงินได้ถูกจังหวะในระดับเรียลไทม์
นอกจากนี้ยังประเมินว่าการสร้าง Wealth จะมาจากการจัดการเงินสดในรูปแบบใหม่ (Tokenized Cash) โดยเงินในบัญชีจะไม่ใช่ตัวเลขที่นิ่งอยู่เฉย ๆ แต่ต้องสร้างผลตอบแทนได้จนถึงวินาทีที่ถูกใช้จ่ายออกไป โดย AI จะทำหน้าที่เลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่คุ้มค่าที่สุด โดยพิจารณาจากราคาตลาดและภาษี เพื่อนำผลตอบแทนนั้นมาจ่ายแทนเงินสด
รายงานของ Oliver Wyman ยังมองถึงการเกิดสิ่งที่เรียกว่า “Embedded Wealth” ที่หมายถึงช่องทางการสร้าง Wealth จะแทรกซึมอยู่ในทุกที่ เช่น ในระบบ Payroll ของบริษัท เว็บ E-commerce รวมถึงบริการ Super-apps ต่าง ๆ โดย AI จะเป็นตัวบอกว่า "เงินทอนจากรายการนี้ควรเอาไปลงทุนในหุ้นกลุ่มไหน" โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องเปิดแอปฯลงทุนแยกต่างหาก สามารถทำตรงนั้นได้ทันที
ทั้ง 2 รายงานนี้สะท้อนภาพโลกการเงินการลงทุนที่ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของการสร้าง Wealth ซึ่งนี่คือแก่นของ Wealth Native AI มากกว่าการเป็นเครื่องมือที่การันตีความสำเร็จในการเพิ่มผลตอบแทน
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพในอนาคตจะดูน่าจับตา แต่ปัจจุบันยังตลาดยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ระบบส่วนใหญ่ยังคงเป็นแบบ คน+AI มากกว่า โดย AI เข้ามาช่วยเพิ่มความเร็ว ความแม่นยำ และความสม่ำเสมอ ขณะที่คนยังมีบทบาทในด้านการกำกับดูแล การตั้งเป้าหมาย และการตัดสินใจในบริบทที่ซับซ้อน
การนำ AI มาช่วยในการลงทุนมีผลลัพธ์ที่ดีขึ้นชัดเจน เช่น ทำให้เห็นภาพชัดในหลายมิติ ลดอคติทางพฤติกรรม เพิ่มคุณภาพของการวิเคราะห์ และทำให้การตัดสินใจมีความสม่ำเสมอมากขึ้น งานศึกษาจาก CFA Institute ชี้ว่าหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่นักลงทุนทั่วไปได้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาด ไม่ใช่เพราะขาดข้อมูล แต่เพราะตัดสินใจผิดจังหวะจากอารมณ์ ซึ่งเป็นจุดที่ AI สามารถเข้ามาช่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ
Wealth Native AI ไม่ใช่ทางลัดสู่ความรวย
การมี Wealth Native AI ไม่ได้การันตีว่าจะทำให้ผลตอบแทนสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ และจะไม่ได้เข้ามาแทนที่การตัดสินใจของคนทั้งหมด ซึ่งที่จริงแล้วเราอาจไม่ควรปล่อยให้ AI ทำงานแบบอัตโนมัติโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลด้วยซ้ำ เพราะตัว Wealth Native AI ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงและข้อกังวลที่ไม่สามารถมองข้ามได้เหมือนกัน เช่น
- model risk หรือความผิดพลาดของโมเดล AI ที่อาจเกิดขึ้นพร้อมกัน: หาก AI จำนวนมากถูกฝึกด้วยข้อมูลหรือสมมติฐานที่คล้ายกัน เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เช่น วิกฤติตลาดเงิน ตลาดทุน หรือการเกิดโรคระบาด AI เหล่านี้อาจตัดสินใจผิดพลาดในทิศทางเดียวกัน และสร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง
- ความไม่โปร่งใสของโมเดล AI: โดยเฉพาะในระบบที่ซับซ้อนอย่าง deep learning ซึ่งยากต่อการอธิบายเหตุผลในการตัดสินใจ ในโลกที่เกี่ยวข้องกับเงินและความมั่นคงทางชีวิต การที่ผู้ใช้ไม่เข้าใจว่า AI ตัดสินใจอย่างไร อาจกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ตัวอย่างเช่น AI บอกให้ขายสินทรัพย์ทั้งหมด โดยที่เราอาจไม่รู้ว่าเพราะอะไร
- Over-Optimization เก่งในอดีต แต่พังในอนาคต: AI มีความเก่งมากในการปรับกลยุทธ์ แต่สิ่งที่ต้องกังวลคือ เป็นการปรับที่อิงกับข้อมูลในอดีตมากเกินไป จนอาจทำให้ไม่สามารถรับมือกับอนาคตที่เปลี่ยนแปลงได้ ปัญหานี้เกิดขึ้นจริงในบริษัทกองทุนจำนวนไม่น้อย ที่มีผลลัพธ์ย้อนหลังดีเยี่ยม แต่ไม่สามารถรักษาประสิทธิภาพได้ในสถานการณ์จริง
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านพฤติกรรมของคนด้วย เพราะแม้ AI จะสามารถวิเคราะห์และแนะนำได้อย่างมีเหตุผล แต่ผู้ใช้ยังต้องเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้าย และคนยังคงมีอารมณ์ ความกลัว และข้อจำกัดทางจิตวิทยาที่ต่อให้เป็น Wealth Native AI ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด
บนเวทีระดับโลกอย่าง World Economic Forum มีการตั้งคำถามถึงประเด็นด้านกฎระเบียบและความรับผิดชอบ เช่น หาก AI ตัดสินใจผิดพลาด ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ และจะควบคุมความเสี่ยงเชิงระบบได้อย่างไร ซึ่งเมื่อมองภาพทั้งหมดร่วมกัน จะเห็นว่า Wealth Native AI สามารถเป็นได้ทั้งตัวเร่งโอกาสประสบความสำเร็จ และตัวเพิ่มความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน
และเมื่อ AI กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ สิ่งที่แยกผู้ชนะออกจากผู้แพ้จะไม่ใช่การเข้าถึงข้อมูลหรือการมีเทคโนโลยีสุดล้ำอย่างเดียว แต่เป็นความสามารถในการตั้งคำถาม การมีวินัยในการลงทุน การมองระยะยาว และการเข้าใจตัวเองในฐานะนักลงทุน เพราะสุดท้ายแล้ว แม้ AI จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ดีกว่า แต่คนที่ต้องอยู่กับผลลัพธ์ของการตัดสินใจยังคงเป็นมนุษย์
นั่นจึงทำให้ความได้เปรียบ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ใครมี AI?” แต่เป็นใครใช้ AI ได้เก่งกว่ากัน?”
นี่คือ 5 สิ่งที่ทุกคนควรทำตั้งแต่วันนี้เพื่อเริ่มต้นสร้างหรือรักษา Wealth ของตัวเอง พร้อมกับการเรียนรู้พื้นฐานการเงินการลงทุนควบคู่ไปด้วย เพราะคนที่จะคว้าได้เปรียบ ไม่ใช่คนที่รู้ลึกด้าน AI มากที่สุด แต่คือคนที่ “ใช้ AI ได้เก่งและสอดคล้องกับเป้าหมายของตัวเองมากที่สุด”
มาปลุกสกิล AI ด้านการเงิน–การลงทุน เตรียมความพร้อมให้ตัวเองเพื่อคว้า “โอกาสสร้างความมั่งคั่ง” ใน งาน “มหกรรมการเงิน Money Expo 2026” วันที่ 7–10 พฤษภาคม 2569 นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้ธีม “AI Wealth Creation” งานเดียวที่รวมทุกคำตอบของการสร้าง Wealth ไว้อย่างครบถ้วน พบเวทีสัมมนาเข้มข้นจากวิทยากรชั้นนำระดับประเทศที่พาคุณเข้าใจ AI แบบใช้งานได้จริง พร้อมผลิตภัณฑ์ทางการเงินและนวัตกรรมการลงทุนใหม่ ๆ ที่จะเปลี่ยนวิธีคิดและยกระดับการลงทุนไปอีกขั้น
อ้างอิง : www.mckinsey.com , www.oliverwyman.com , rpc.cfainstitute.org