โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชีวิตเป็นดั่งฝันอันว่างเปล่า และการเตรียมคัมแบ๊กเยือนไทยอีกครั้ง ของวง Avenged Sevenfold

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 15 เม.ย. เวลา 02.49 น. • เผยแพร่ 15 เม.ย. เวลา 02.49 น.

บทความพิเศษ | ศรัณยู ตรีสุคนธ์

ชีวิตเป็นดั่งฝันอันว่างเปล่า

และการเตรียมคัมแบ๊กเยือนไทยอีกครั้ง

ของวง Avenged Sevenfold

The Myth of Sisyphus (ตำนานของซิซีฟัส) เป็นความเรียงเชิงปรัชญาของอัลแบร์ กามูส์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนมาจากเซอเรน เคียร์เคอการ์ด, อาเธอร์ โชเปนเฮาเออร์ และฟรีดริช นีตเชอ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นนักปรัชญาสายอัตถิภาวนิยมและจิตนิยมเชิงอัตวิสัยที่เชื่อว่า เจตจำนงของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถที่จะเติมเต็มได้เนื่องจากกฎเกณฑ์ทางสังคม

อัลแบร์ กามูส์ นำเสนอปรัชญาที่เรียกว่า “ความไร้สาระ” (The Absurd) เพื่ออธิบายว่า “ความพยายามอย่างแรงกล้าของมนุษย์ที่อยากจะหาความหมายให้กับชีวิต” และ “ความเงียบงันอย่างไร้เหตุผลของจักรวาล” มีความขัดแย้งกันและไม่เคยให้คำตอบในแง่ที่ว่า เราเกิดมาทำไมและเพื่ออะไรแก่เราเลย

เมื่อตระหนักได้ว่าชีวิตไร้สาระ มันทำให้กามูส์เชื่อว่า การใช้ชีวิตอยู่กับความไร้สาระของสังคมด้วยแนวทางของตัวเองที่เป็นปัจเจก ถือเป็นการค้นหาความหมายของชีวิตได้ดีที่สุด

โดยกามูส์เปรียบเทียบความไร้สาระของมนุษย์กับชะตากรรมของ “ซิซีฟัส” เทพในปกรณัมกรีกที่ถูกลงทัณฑ์ให้เข็นหินก้อนใหญ่ขึ้นภูเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดกาล

ซึ่งกามูส์สรุปได้น่าสนใจว่า “การดิ้นรนไปสู่จุดสูงสุดก็เพียงพอต่อการเติมเต็มหัวใจของมนุษย์แล้ว การที่จะเข้าถึงสิ่งนั้นอย่างแท้จริงได้ เราต้องจินตนาการว่าซิซีฟัสมีความสุข”

เพลง Nobody จากอัลบั้ม Life Is But a Dream…. (ชีวิตเป็นดั่งฝัน อันว่างเปล่า) ของวง Avenged Sevenfold ที่วางจำหน่ายในปี 2023 ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานของซิซิฟัสของอัลแบร์ กามูส์

นี่คือเพลงแนวโปรเกรสซีฟเมทัลที่มีสัดส่วนดนตรีที่ซับซ้อนประหนึ่งนำเพลงของวง Rush, Queen และวงกรูฟเมทัลรุ่นใหม่ๆ อย่าง Gojira หรือ Born of Osiris มาผสมผสานกัน

โดยนักร้องนำ M. Shadows เผยว่าเพลงนี้พูดถึงการตื่นรู้ว่าตัวตน (Ego) เป็นสิ่งสมมุติ และถ้าหากอีโก้เพิ่มพูนมากขึ้นแค่ไหน ชีวิตก็จะยิ่งไร้คุณค่าและความหมายมากขึ้นเท่านั้น

ถึงแม้ว่าจะเป็นเพลงเมทัลที่หนักหน่วงรุนแรง แต่ทว่าเนื้อหาของบทเพลงแต่งออกมาในเชิงกวีนิพนธ์ มีการเปรียบชีวิตว่าเป็นดั่งขนนกที่ไร้น้ำหนัก ล่องลอยอย่างไร้ทิศผ่านกาลอวกาศที่หลุดพ้นไปแล้วจากความฝัน

โดยท่อนที่น่าจะโดนใจอัลแบร์ กามูส์ มากที่สุดถ้าหากเขายังมีชีวิตอยู่คือท่อนที่เขียนว่า “This is “I am all” as “I am none. Here we fly so high, no, I, no coming down.”

ท่อนนี้แปลได้ว่า “ฉันคือทุกสรรพสิ่ง แต่ทว่าในขณะเดียวกัน ฉันกลับไม่ได้เป็นสิ่งใดเลย ณ แห่งนี้ เรากำลังโบยบินอยู่กลางท้องนภา ความว่างเปล่าอันไร้ซึ่งตัวตนและฉันจะไม่มีวันร่วงหล่น”

มีการพูดถึงการมีชีวิตอยู่และความตายในเพลงนี้ด้วย มันสื่อให้เห็นว่าความตายอยู่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดแล้ว การยอมรับในความตายในขณะที่กำลังมีลมหายใจอยู่หมายถึงการที่มนุษย์ยอมรับความย้อนแย้งกับความจริงที่ว่าโลกไม่มีความหมายได้

และเมื่อเรายอมรับได้ว่าเราไม่ใช่คนสำคัญ (Nobody) เราก็จะหลุดพ้นจากกรงขังแห่งตรรกะเดิมๆ เพื่อตีความชีวิตของตัวเองตามทางเดินที่เราเลือกเอง

ชื่อวง Avenged Sevenfold มาจากบทหนึ่งของคัมภีร์ไบเบิลฉบับปฐมกาล 4 : 15 (Genesis 4 : 15) ที่แปลตามตัวอักษรได้ว่า “การถูกล้างแค้นคืนเป็นเจ็ดเท่า”

ซึ่งตามพระคัมภีร์ระบุว่าคาอินและอาเบลซึ่งเป็นบุตรของอาดัมและเอวาได้ลงมือเข่นฆ่ากันเอง โดยคาอินเป็นฝ่ายลงมือสังหารอาเบลน้องชายของตัวเอง ส่งผลให้พระเจ้าได้คาดโทษเอาไว้ว่า หากใครลงมือฆ่าคาอินเพื่อแก้แค้น “ผู้นั้นจะต้องได้รับโทษทัณฑ์คืนเป็นเจ็ดเท่า”

ซึ่งอัลแบร์ กามูส์ มองว่า มันคือความไร้สาระในยุคแรกสุดของมนุษย์ เพราะคาอินต้องใช้ชีวิตอย่างเร่ร่อนไร้ความหมายโดยที่ความตายซึ่งอาจเป็นสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดก็ไม่อาจพรากชีวิตของเขาไปได้

เห็นได้ชัดว่า ทางวงได้รับอิทธิพลทางความคิดในการสร้างสรรค์งานเพลงมาจากปรัชญาอัตถิภาวนิยมมาตั้งแต่แรกแล้ว

สิ่งที่ชี้ชัดได้ดีที่สุดก็คือ ชื่อวงที่มนุษย์พยายามค้นหาความหมายของชีวิต แต่สิ่งที่โลกและจักรวาลมอบให้กับเรากลับกลายเป็นความเงียบงัน

เช่นนั้นแล้วการที่แต่ละบุคคลจะค้นหาความหมายให้กับชีวิตตนได้นั้นมีอยู่ทางเดียว คือการไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา

และยังคงยิ้มได้แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้าเต็มทนกับการกลิ้งหินขึ้นภูเขาเช่นนั้นไปชั่วนิรันดร์

M.Shadows ที่เชื่อในอเทวนิยม (Atheist) เผยว่าเขาหลงใหลในเรื่องเล่าทางศาสนาก็เพราะในหลายบทมีความดาร์กที่เข้ากับดนตรีเมทัล

แต่เขาไม่ได้ใช้มันเพื่อเผยแผ่ศาสนาแต่อย่างใด ตรงกันข้าม งานเพลงของวงมักจะตั้งคำถามถึงการดำรงชีวิตของมนุษย์ที่ถูกช่วงชิงความเป็นตัวของตัวเองไปด้วยความเชื่อดั้งเดิม

ดังนั้น เพลงฮิตของวงอย่าง Chapter Four, Beast and the Harlot หรือ The Wicked End จึงมีการใช้เรื่องราวจากคัมภีร์มาใช้ในการตีความเชิงปรัชญาเยอะมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตั้งคำถามถึงคุณค่าของชีวิตว่ามันขึ้นอยู่กับความดีงามที่เชื่อถือตามกันมาตั้งแต่โบราณกาลจริงหรือ?

มันอาจเป็นกฎที่ตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะรักษาโครงสร้างอำนาจดั้งเดิมเอาไว้เท่านั้นก็ได้ เพราะมันเป็นเรื่องง่ายที่จะมองคนที่ศรัทธาในศาสนาว่าเป็นคนดี และมองคนนอกศาสนาและไม่ศรัทธาในอะไรเลยว่าเป็นคนเลว

Nightmare เพลงฮิตที่สุดของวงพูดถึงความเชื่อในเรื่องความตาย, นรกและการลงทัณฑ์

โดยการเสียชีวิตของ The Rev มือกลอง ทำให้ทางวงแต่งเพลงที่พูดถึงความสูญเสียอีกหลายเพลง

อย่าง Buried Alive และ God Hates Us โดย Nightmare (2010) เป็นอัลบั้มที่ใช้ดนตรีและเนื้อเพลงที่ร้อยเรียงฮาร์โมนีเรื่องราวความมืดมิดของจิตใจมนุษย์ในช่วงที่เปราะบางที่สุดได้อย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

นอกจากนี้ก็ยังมีเพลงซึ่งมีธีมที่สื่อถึงแนวคิดในลักษณะเดียวกันนี้อีกหลายเพลงไม่ว่าจะเป็น Shepherd of Fire, Requiem และ The Stage

ส่วนเพลงฮิตอย่าง Bat Country ที่พูดถึงความวิปลาสและการสูญเสียการควบคุมของมนุษย์ได้รับแรงบันดาลใจจากนิยาย Fear and Loathing in Las Vegas ของ ฮันเตอร์ เอส. ทอมป์สัน

โดยนิยายเรื่องนี้ได้แนวคิดมาจากงานเขียนหลายๆ ชิ้นของนักเขียนชาวอังกฤษ ซามูเอล จอห์นสัน อีกทอดหนึ่ง

ในส่วนของแนวดนตรี Avenged Sevenfold ได้รับอิทธิพลทางดนตรีมาจากวงแกลมร็อกและฮาร์ดร็อกยุค 70 และ 80 มาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากวงอย่าง Led Zeppelin, Guns N’ Roses, Def Leppard, Queen, M?tley Cr?e, KISS รวมถึง The Rolling Stones ด้วย

ส่วนสายเฮฟวีเมทัลวงที่ส่งอิทธิพลต่อวงชัดเจนที่สุดคือ Metallica, Black Sabbath, Iron Maiden, Testament, Megadeth, Pantera

สัดส่วนทางดนตรีที่ซับซ้อนและเปลี่ยนมูฟเมนต์เชิงเทคนิคในแต่ละเพลงได้อย่างยอดเยี่ยมของวงมีกลิ่นอายมาจากฟอร์มดนตรีแบบวง Dream Theater, At the Gates, Death, Porcupine Tree, Queensr?che, TOOL ไปจนถึงวงอย่าง Symphony X

วิธีการแต่งเพลงแบบกวีนิพนธ์บางเพลงได้รับอิทธิพลมาจากลีโอนาร์ด โคเฮน

นอกจากนี้ทางวงก็ยังชื่นชอบดนตรีอเมริกานาด้วย เพราะเพลงช้าของวงหลายเพลงมีกลิ่นอายของดนตรีแนวคันทรี่, โฟล์ก ไปจนถึงบลูส์และบลูแกรส

Avenged Sevenfold เคยแสดงคอนเสิร์ตในไทยมาแล้วและได้รับการตอบรับในระดับปรากฏการณ์จากแฟนเพลงชาวไทย โดยทางวงได้รับรางวัล Best Live Band จากสื่อดนตรีเมทัลระดับโลกอย่าง Revolver, Loudwire และ Kerrang มาแล้ว

ส่วนนิตยสาร Metal Hammer ถึงกับกล่าวว่า นี่คือวงระดับเฮดไลเนอร์ที่เชื่อมือได้มากที่สุดวงหนึ่งของโลก

โดยการเล่นกีตาร์ไลน์ประสานระหว่างแซคกี เวนเจนซ์ กับ ซินนิสเตอร์ เกตส์ ได้รับการยกย่องจากทางนิตยสาร Guitar World ว่าเป็นระดับ “ที่สุดของที่สุด” ของวงเมทัลร่วมสมัยเลยทีเดียว

ทางโปรโมเตอร์ระดับแถวหน้าของไทยอย่าง VIJI CORP ได้เตรียมนำวง Avenged Sevenfold กลับมาแสดงคอนเสิร์ตที่ไทยอีกครั้งในวันที่ 6 ตุลาคมนี้ที่ธันเดอร์ โดม เมืองทองธานี

บัตรนั่งวางจำหน่ายในราคา 3,000 และ 4,000 บาท ส่วนบัตรยืนโซน B ราคา 3,500 โซน A ราคา 4,000 บาท

ส่วนใครที่อยากเสพความมันแบบติดขอบเวทีที่สุดก็มีบัตรยืนโซน VIP ในราคา 6,000 บาทให้เลือกซื้อด้วย

โดยบัตรสามารถกดซื้อได้แล้วผ่านทางแอปและเว็บไซต์ Ticketmelon

โดยหลังจากที่บัตรวันที่ 6 ตุลาคมขายหมดภายในชั่วโมงแรก ทาง VIJI ก็ได้ประกาศเพิ่มการแสดงในวันที่ 7 ตุลาคมอีกหนึ่งรอบ และให้แฟนๆ กดบัตรซื้อกันไปแล้วในวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา ส่วนราคาบัตรยังคงเหมือนรอบแรกในทุกโซน ซึ่งคาดว่าบัตรน่าจะ Sold Out เหมือนรอบแรก

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชีวิตเป็นดั่งฝันอันว่างเปล่า และการเตรียมคัมแบ๊กเยือนไทยอีกครั้ง ของวง Avenged Sevenfold

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...