ชีวิตเป็นดั่งฝันอันว่างเปล่า และการเตรียมคัมแบ๊กเยือนไทยอีกครั้ง ของวง Avenged Sevenfold
บทความพิเศษ | ศรัณยู ตรีสุคนธ์
ชีวิตเป็นดั่งฝันอันว่างเปล่า
และการเตรียมคัมแบ๊กเยือนไทยอีกครั้ง
ของวง Avenged Sevenfold
The Myth of Sisyphus (ตำนานของซิซีฟัส) เป็นความเรียงเชิงปรัชญาของอัลแบร์ กามูส์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนมาจากเซอเรน เคียร์เคอการ์ด, อาเธอร์ โชเปนเฮาเออร์ และฟรีดริช นีตเชอ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นนักปรัชญาสายอัตถิภาวนิยมและจิตนิยมเชิงอัตวิสัยที่เชื่อว่า เจตจำนงของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถที่จะเติมเต็มได้เนื่องจากกฎเกณฑ์ทางสังคม
อัลแบร์ กามูส์ นำเสนอปรัชญาที่เรียกว่า “ความไร้สาระ” (The Absurd) เพื่ออธิบายว่า “ความพยายามอย่างแรงกล้าของมนุษย์ที่อยากจะหาความหมายให้กับชีวิต” และ “ความเงียบงันอย่างไร้เหตุผลของจักรวาล” มีความขัดแย้งกันและไม่เคยให้คำตอบในแง่ที่ว่า เราเกิดมาทำไมและเพื่ออะไรแก่เราเลย
เมื่อตระหนักได้ว่าชีวิตไร้สาระ มันทำให้กามูส์เชื่อว่า การใช้ชีวิตอยู่กับความไร้สาระของสังคมด้วยแนวทางของตัวเองที่เป็นปัจเจก ถือเป็นการค้นหาความหมายของชีวิตได้ดีที่สุด
โดยกามูส์เปรียบเทียบความไร้สาระของมนุษย์กับชะตากรรมของ “ซิซีฟัส” เทพในปกรณัมกรีกที่ถูกลงทัณฑ์ให้เข็นหินก้อนใหญ่ขึ้นภูเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดกาล
ซึ่งกามูส์สรุปได้น่าสนใจว่า “การดิ้นรนไปสู่จุดสูงสุดก็เพียงพอต่อการเติมเต็มหัวใจของมนุษย์แล้ว การที่จะเข้าถึงสิ่งนั้นอย่างแท้จริงได้ เราต้องจินตนาการว่าซิซีฟัสมีความสุข”
เพลง Nobody จากอัลบั้ม Life Is But a Dream…. (ชีวิตเป็นดั่งฝัน อันว่างเปล่า) ของวง Avenged Sevenfold ที่วางจำหน่ายในปี 2023 ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานของซิซิฟัสของอัลแบร์ กามูส์
นี่คือเพลงแนวโปรเกรสซีฟเมทัลที่มีสัดส่วนดนตรีที่ซับซ้อนประหนึ่งนำเพลงของวง Rush, Queen และวงกรูฟเมทัลรุ่นใหม่ๆ อย่าง Gojira หรือ Born of Osiris มาผสมผสานกัน
โดยนักร้องนำ M. Shadows เผยว่าเพลงนี้พูดถึงการตื่นรู้ว่าตัวตน (Ego) เป็นสิ่งสมมุติ และถ้าหากอีโก้เพิ่มพูนมากขึ้นแค่ไหน ชีวิตก็จะยิ่งไร้คุณค่าและความหมายมากขึ้นเท่านั้น
ถึงแม้ว่าจะเป็นเพลงเมทัลที่หนักหน่วงรุนแรง แต่ทว่าเนื้อหาของบทเพลงแต่งออกมาในเชิงกวีนิพนธ์ มีการเปรียบชีวิตว่าเป็นดั่งขนนกที่ไร้น้ำหนัก ล่องลอยอย่างไร้ทิศผ่านกาลอวกาศที่หลุดพ้นไปแล้วจากความฝัน
โดยท่อนที่น่าจะโดนใจอัลแบร์ กามูส์ มากที่สุดถ้าหากเขายังมีชีวิตอยู่คือท่อนที่เขียนว่า “This is “I am all” as “I am none. Here we fly so high, no, I, no coming down.”
ท่อนนี้แปลได้ว่า “ฉันคือทุกสรรพสิ่ง แต่ทว่าในขณะเดียวกัน ฉันกลับไม่ได้เป็นสิ่งใดเลย ณ แห่งนี้ เรากำลังโบยบินอยู่กลางท้องนภา ความว่างเปล่าอันไร้ซึ่งตัวตนและฉันจะไม่มีวันร่วงหล่น”
มีการพูดถึงการมีชีวิตอยู่และความตายในเพลงนี้ด้วย มันสื่อให้เห็นว่าความตายอยู่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดแล้ว การยอมรับในความตายในขณะที่กำลังมีลมหายใจอยู่หมายถึงการที่มนุษย์ยอมรับความย้อนแย้งกับความจริงที่ว่าโลกไม่มีความหมายได้
และเมื่อเรายอมรับได้ว่าเราไม่ใช่คนสำคัญ (Nobody) เราก็จะหลุดพ้นจากกรงขังแห่งตรรกะเดิมๆ เพื่อตีความชีวิตของตัวเองตามทางเดินที่เราเลือกเอง
ชื่อวง Avenged Sevenfold มาจากบทหนึ่งของคัมภีร์ไบเบิลฉบับปฐมกาล 4 : 15 (Genesis 4 : 15) ที่แปลตามตัวอักษรได้ว่า “การถูกล้างแค้นคืนเป็นเจ็ดเท่า”
ซึ่งตามพระคัมภีร์ระบุว่าคาอินและอาเบลซึ่งเป็นบุตรของอาดัมและเอวาได้ลงมือเข่นฆ่ากันเอง โดยคาอินเป็นฝ่ายลงมือสังหารอาเบลน้องชายของตัวเอง ส่งผลให้พระเจ้าได้คาดโทษเอาไว้ว่า หากใครลงมือฆ่าคาอินเพื่อแก้แค้น “ผู้นั้นจะต้องได้รับโทษทัณฑ์คืนเป็นเจ็ดเท่า”
ซึ่งอัลแบร์ กามูส์ มองว่า มันคือความไร้สาระในยุคแรกสุดของมนุษย์ เพราะคาอินต้องใช้ชีวิตอย่างเร่ร่อนไร้ความหมายโดยที่ความตายซึ่งอาจเป็นสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดก็ไม่อาจพรากชีวิตของเขาไปได้
เห็นได้ชัดว่า ทางวงได้รับอิทธิพลทางความคิดในการสร้างสรรค์งานเพลงมาจากปรัชญาอัตถิภาวนิยมมาตั้งแต่แรกแล้ว
สิ่งที่ชี้ชัดได้ดีที่สุดก็คือ ชื่อวงที่มนุษย์พยายามค้นหาความหมายของชีวิต แต่สิ่งที่โลกและจักรวาลมอบให้กับเรากลับกลายเป็นความเงียบงัน
เช่นนั้นแล้วการที่แต่ละบุคคลจะค้นหาความหมายให้กับชีวิตตนได้นั้นมีอยู่ทางเดียว คือการไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา
และยังคงยิ้มได้แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้าเต็มทนกับการกลิ้งหินขึ้นภูเขาเช่นนั้นไปชั่วนิรันดร์
M.Shadows ที่เชื่อในอเทวนิยม (Atheist) เผยว่าเขาหลงใหลในเรื่องเล่าทางศาสนาก็เพราะในหลายบทมีความดาร์กที่เข้ากับดนตรีเมทัล
แต่เขาไม่ได้ใช้มันเพื่อเผยแผ่ศาสนาแต่อย่างใด ตรงกันข้าม งานเพลงของวงมักจะตั้งคำถามถึงการดำรงชีวิตของมนุษย์ที่ถูกช่วงชิงความเป็นตัวของตัวเองไปด้วยความเชื่อดั้งเดิม
ดังนั้น เพลงฮิตของวงอย่าง Chapter Four, Beast and the Harlot หรือ The Wicked End จึงมีการใช้เรื่องราวจากคัมภีร์มาใช้ในการตีความเชิงปรัชญาเยอะมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตั้งคำถามถึงคุณค่าของชีวิตว่ามันขึ้นอยู่กับความดีงามที่เชื่อถือตามกันมาตั้งแต่โบราณกาลจริงหรือ?
มันอาจเป็นกฎที่ตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะรักษาโครงสร้างอำนาจดั้งเดิมเอาไว้เท่านั้นก็ได้ เพราะมันเป็นเรื่องง่ายที่จะมองคนที่ศรัทธาในศาสนาว่าเป็นคนดี และมองคนนอกศาสนาและไม่ศรัทธาในอะไรเลยว่าเป็นคนเลว
Nightmare เพลงฮิตที่สุดของวงพูดถึงความเชื่อในเรื่องความตาย, นรกและการลงทัณฑ์
โดยการเสียชีวิตของ The Rev มือกลอง ทำให้ทางวงแต่งเพลงที่พูดถึงความสูญเสียอีกหลายเพลง
อย่าง Buried Alive และ God Hates Us โดย Nightmare (2010) เป็นอัลบั้มที่ใช้ดนตรีและเนื้อเพลงที่ร้อยเรียงฮาร์โมนีเรื่องราวความมืดมิดของจิตใจมนุษย์ในช่วงที่เปราะบางที่สุดได้อย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
นอกจากนี้ก็ยังมีเพลงซึ่งมีธีมที่สื่อถึงแนวคิดในลักษณะเดียวกันนี้อีกหลายเพลงไม่ว่าจะเป็น Shepherd of Fire, Requiem และ The Stage
ส่วนเพลงฮิตอย่าง Bat Country ที่พูดถึงความวิปลาสและการสูญเสียการควบคุมของมนุษย์ได้รับแรงบันดาลใจจากนิยาย Fear and Loathing in Las Vegas ของ ฮันเตอร์ เอส. ทอมป์สัน
โดยนิยายเรื่องนี้ได้แนวคิดมาจากงานเขียนหลายๆ ชิ้นของนักเขียนชาวอังกฤษ ซามูเอล จอห์นสัน อีกทอดหนึ่ง
ในส่วนของแนวดนตรี Avenged Sevenfold ได้รับอิทธิพลทางดนตรีมาจากวงแกลมร็อกและฮาร์ดร็อกยุค 70 และ 80 มาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากวงอย่าง Led Zeppelin, Guns N’ Roses, Def Leppard, Queen, M?tley Cr?e, KISS รวมถึง The Rolling Stones ด้วย
ส่วนสายเฮฟวีเมทัลวงที่ส่งอิทธิพลต่อวงชัดเจนที่สุดคือ Metallica, Black Sabbath, Iron Maiden, Testament, Megadeth, Pantera
สัดส่วนทางดนตรีที่ซับซ้อนและเปลี่ยนมูฟเมนต์เชิงเทคนิคในแต่ละเพลงได้อย่างยอดเยี่ยมของวงมีกลิ่นอายมาจากฟอร์มดนตรีแบบวง Dream Theater, At the Gates, Death, Porcupine Tree, Queensr?che, TOOL ไปจนถึงวงอย่าง Symphony X
วิธีการแต่งเพลงแบบกวีนิพนธ์บางเพลงได้รับอิทธิพลมาจากลีโอนาร์ด โคเฮน
นอกจากนี้ทางวงก็ยังชื่นชอบดนตรีอเมริกานาด้วย เพราะเพลงช้าของวงหลายเพลงมีกลิ่นอายของดนตรีแนวคันทรี่, โฟล์ก ไปจนถึงบลูส์และบลูแกรส
Avenged Sevenfold เคยแสดงคอนเสิร์ตในไทยมาแล้วและได้รับการตอบรับในระดับปรากฏการณ์จากแฟนเพลงชาวไทย โดยทางวงได้รับรางวัล Best Live Band จากสื่อดนตรีเมทัลระดับโลกอย่าง Revolver, Loudwire และ Kerrang มาแล้ว
ส่วนนิตยสาร Metal Hammer ถึงกับกล่าวว่า นี่คือวงระดับเฮดไลเนอร์ที่เชื่อมือได้มากที่สุดวงหนึ่งของโลก
โดยการเล่นกีตาร์ไลน์ประสานระหว่างแซคกี เวนเจนซ์ กับ ซินนิสเตอร์ เกตส์ ได้รับการยกย่องจากทางนิตยสาร Guitar World ว่าเป็นระดับ “ที่สุดของที่สุด” ของวงเมทัลร่วมสมัยเลยทีเดียว
ทางโปรโมเตอร์ระดับแถวหน้าของไทยอย่าง VIJI CORP ได้เตรียมนำวง Avenged Sevenfold กลับมาแสดงคอนเสิร์ตที่ไทยอีกครั้งในวันที่ 6 ตุลาคมนี้ที่ธันเดอร์ โดม เมืองทองธานี
บัตรนั่งวางจำหน่ายในราคา 3,000 และ 4,000 บาท ส่วนบัตรยืนโซน B ราคา 3,500 โซน A ราคา 4,000 บาท
ส่วนใครที่อยากเสพความมันแบบติดขอบเวทีที่สุดก็มีบัตรยืนโซน VIP ในราคา 6,000 บาทให้เลือกซื้อด้วย
โดยบัตรสามารถกดซื้อได้แล้วผ่านทางแอปและเว็บไซต์ Ticketmelon
โดยหลังจากที่บัตรวันที่ 6 ตุลาคมขายหมดภายในชั่วโมงแรก ทาง VIJI ก็ได้ประกาศเพิ่มการแสดงในวันที่ 7 ตุลาคมอีกหนึ่งรอบ และให้แฟนๆ กดบัตรซื้อกันไปแล้วในวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา ส่วนราคาบัตรยังคงเหมือนรอบแรกในทุกโซน ซึ่งคาดว่าบัตรน่าจะ Sold Out เหมือนรอบแรก
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชีวิตเป็นดั่งฝันอันว่างเปล่า และการเตรียมคัมแบ๊กเยือนไทยอีกครั้ง ของวง Avenged Sevenfold
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly