โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เทขายสินทรัพย์เสี่ยงหนีสงคราม แห่โยก ‘เงินลงทุน’ กลับมาพักใน ‘เงินฝาก’

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” จับตานักลงทุนโยกเงินกลับเข้าพักในเงินฝาก หนีสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ หลังช่วงดอกเบี้ยขาลงแห่นำเงินออกไปลงทุนสินทรัพย์ต่างประเทศ-กองทุน FIF ขณะที่ “ซีไอเอ็มบี ไทย” คาดสงครามไม่จบภายใน 1 เดือน นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง แนะกระจายลงทุนหลายสินทรัพย์ ถือเงินสด 10-15% ของพอร์ต ฟาก “กรุงศรี” ชี้ปีนี้ลงทุนกองทุน FIF อาจไม่ได้เหมาะกับทุกคน

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้สินทรัพย์ในต่างประเทศมีความผันผวน โดยเริ่มเห็นสัญญาณการขายทำกำไร (Take Profit) และนำเงินลงทุนทยอยมาพักในเงินฝากมากขึ้น ตั้งแต่เดือน มี.ค.เป็นต้นไปน่าจะเห็นการไหลกลับเข้ามามากขึ้น จากก่อนหน้านี้ที่ช่วงดอกเบี้ยลง จะมีเงินฝากไหลออกไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศค่อนข้างมาก

“น่าจะไหลกลับมา ตั้งแต่เดือน มี.ค. เพื่อพักเงิน รอดูสถานการณ์ในต่างประเทศ ดังนั้น เงินฝากรายย่อยน่าจะกลับมาเติบโตมากขึ้น จากที่ในปี 2568 เงินฝากรายย่อยเติบโตอยู่ที่ 1.2% ทั้งนี้ เงินฝากรายย่อยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 55% ของเงินฝากทั้งระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ”

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ช่วงดอกเบี้ยต่ำ นักลงทุนมีการโยกเงินฝากไปลงทุนในตัวเลือกอื่น ๆ เช่น ตราสารหนี้ในประเทศ กองทุนรวมต่างประเทศ (Foreign Investment Fund : FIF) ซึ่งถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการลงทุน แม้จะมีความเสี่ยงสูง แต่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก

โดยเงินที่ไหลออกไปสะท้อนผ่านตัวเลขเงินฝากประจำที่มีทิศทางลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดในเดือน ม.ค. 2569 ยอดคงค้างเงินฝากประจำอยู่ที่ 3.065 ล้านล้านบาท เติบโต -11.2% เมื่อเทียบยอดคงค้างสิ้นปี 2568 ที่อยู่ 3.108 ล้านล้านบาท เนื่องจากดอกเบี้ยเงินฝากประจำปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 0.82% จากที่ช่วงเดือน ก.ย. 2567 ที่เป็นช่วงก่อนดอกเบี้ยขาลงดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 1.67% ขณะที่จำนวนกอง FIF มีทิศทางเพิ่มขึ้น ตัวเลข ณ เดือน ก.พ. 2569 มีจำนวน 1,420 กอง เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 ที่อยู่ที่ 1,405 กอง ปี 2567 อยู่ที่ 1,318 กอง และปี 2566 ที่อยู่ 1,150 กอง

สอดคล้องกับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม (NAV) ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2566-2568) มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 17% และหากดูมูลค่า NAV ณ เดือน ก.พ. 2569 อยู่ที่ 1.517 ล้านล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 3.4% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 มูลค่า NAV อยู่ที่ 1.467 ล้านล้านบาท

“หลังดอกเบี้ยในประเทศลดลง ตัวเลขเงินฝากประจำก็ลดลงเรื่อย ๆ ผู้ฝากเงินจึงหมุนไปหาการลงทุนประเภทอื่น เราจะเห็นว่าตราสารหนี้ในประเทศก็โต หรือกองทุน FIF ก็โต แต่หลังจากมีเหตุการณ์ตะวันออกกลาง สินทรัพย์ต่างประเทศวุ่นวาย และในประเทศในกองทุนที่มีความผันผวน จะเห็นคนโยกเงินกลับมาพักในเงินฝากมากขึ้น ซึ่งตัวเลขเงินฝากเดือน ม.ค.-ก.พ.อาจจะยังไม่สะท้อน แต่เชื่อว่าตั้งแต่เดือน มี.ค.-เม.ย.เป็นต้นไป เราจะเห็นเงินฝากขยับเพิ่มขึ้น เพราะสถานการณ์การลงทุนต่างประเทศถือว่าเสี่ยงมาก”

นายจิรไพบูลย์ รัตนภาณุรักษ์ ผู้อำนวยการ ที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง มองว่าเงินทุนจะไหลออก (Flow Out) จากสินทรัพย์เสี่ยงไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น โดยปัจจุบันสินทรัพย์ที่ปรับตัวลงมาก ๆ ได้ถูกเทขายไปก่อนหน้าแล้ว

“ถ้าถามว่าเงินสด จะวิ่งไปสินทรัพย์ไหนก่อน อาจจะตอบได้ยาก แต่คาดว่าภายใน 1 เดือน หากสงครามยังไม่จบ อาจมีแรงเทขายในสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งในช่วงที่มีความผันผวน ควรเน้นการกระจายความเสี่ยงในหลากหลายสินทรัพย์ ชะลอการลงทุนที่มีความผันผวนหรือความกระจุกตัวสูง โดยอาจเพิ่มสัดส่วนการถือเงินสดผ่านพอร์ตการลงทุนรองที่เป็น Satellite ราว 10-15% ของพอร์ตการลงทุนรวม”

นายจิรไพบูลย์กล่าวด้วยว่า ในส่วนของเงินฝากควรประเมินจากจำนวนเงินฝากรวมทั้งหมด หักด้วย Permanent Savings ซึ่งเป็นเงินฝากที่คงบัญชีไว้ตลอด ไม่ได้มีไว้เพื่อด้านสภาพคล่อง โดยแต่ละคนจะแตกต่างกันไปตามธุรกิจของตนเอง เช่น มนุษย์เงินเดือนอาจจะมีสัดส่วนสภาพคล่องเท่ากับรายจ่ายต่อเดือน 3-6 เดือน หากเกินกว่านั้นสามารถประเมินเป็น Permanent Savings ได้ อาจจะลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศระยะสั้นหรือกลางได้ แล้วแต่ความจำเป็นในการเรียกใช้สภาพคล่องเพิ่มเติม

“นักลงทุนในตลาดจะค่อย ๆ ย่อยความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากประเด็นสงคราม หรือ Event Driven Concern หากสถานการณ์เริ่มเบาบางลง ส่วนตัวมองว่าก็จะสามารถทยอยเพิ่มสัดส่วนการลงทุน แม้สงครามอาจจะยังไม่จบโดยสมบูรณ์ แต่ยังเน้นการกระจายความเสี่ยงรายสินทรัพย์เป็นหลัก เช่น หากเป็นหุ้น เป็นหุ้นที่มีกำไรที่แข็งแรง ตราสารหนี้ที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง”

นางสาวพัสสนีย์ อุดมพาณิชย์ ผู้บริหารสายงานเวลท์แมเนจเมนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน จะเห็นว่านักลงทุนมีการขยายการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยงและผลตอบแทนมากขึ้น สะท้อนจากมูลค่ากองทุน FIF ทั้งระบบในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้น 40% โดยในปี 2568 มีมูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท ส่วนปี 2569 คาดว่าจะยังขยายตัวได้ แต่อาจจะไม่ใช่ในกองทุนหุ้น แต่จะเติบโตในกองทุนตราสารหนี้เป็นหลัก

“ปีนี้ไม่ง่าย การลงทุนใน FIF เป็นสินทรัพย์ทางเลือก อาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกคน ซึ่งต้องดูความเสี่ยงของแต่ละคน แต่ที่ผ่านมา นักลงทุนมีการปรับพอร์ตการลงทุนจากกรอบเดิม ๆ และลงทุนกว้างขึ้น โดยการลงทุนจะเน้นผลตอบแทนที่มั่นคง และสร้างรายได้ระหว่างทางได้ ไม่ใช่การลงทุนเพื่อหาผลตอบแทนสูงและความเสี่ยงสูง โดยปีนี้เราตั้งเป้า AUM เติบโต 4-5% จากปัจจุบันมี AUM อยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เทขายสินทรัพย์เสี่ยงหนีสงคราม แห่โยก ‘เงินลงทุน’ กลับมาพักใน ‘เงินฝาก’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...