โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สัญญาณร้ายตลาด Private Credit รายใหญ่เจอ 'แห่ถอนเงิน' พุ่งทุบสถิติ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

อุตสาหกรรมการปล่อยกู้นอกตลาด (Private Credit) ยังระส่ำอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดบริษัทจัดการสินทรัพย์ทางเลือกรายใหญ่ในวอลสตรีทอย่าง "บลู อาวล์ แคปิทัล อิงค์" (Blue Owl Capital Inc.) ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ที่เคยมีมูลค่าถึงกว่า 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ได้รับคำขอไถ่ถอนหน่วยลงทุนในไตรมาสแรกพุ่งขึ้นสู่ระดับ "สูงสุดเป็นประวัติการณ์" จนทำให้บริษัทต้องประกาศ "จำกัดการไถ่ถอน" จาก 2 กองทุนแล้ว

ก่อนหน้านี้ในเดือนก.พ. Blue Owl เคยประกาศจำกัดการไถ่ถอนเงินลงทุนไปรอบหนึ่งแล้ว ในกองทุน Blue Owl Capital Corp II (OBDC II) ไม่ให้นักลงทุนไถ่ถอนหน่วยลงทุนเป็นรายไตรมาสได้อีกต่อไป แต่จะคืนเงินผ่านการจ่ายเป็นงวดจากกระแสเงินสด การชำระคืนเงินกู้ และการขายสินทรัพย์แทน หลังมีคำขอถอนเงินเข้ามามากกว่า 5%

ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 เม.ย. Blue Owl แจ้งนักลงทุนว่าบริษัทจะจำกัดการไถ่ถอนเงินจาก 2 กองทุน หลังคำขอไถ่ถอนในไตรมาสแรกพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยความกังวลเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการดิสรัปในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ เป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้นักลงทุน "แห่ถอนเงิน" ออกจากกองทุนที่เน้นลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี

บริษัทในอุตสาหกรรม private credit อย่างบลู อาวล์ กำลังเผชิญแรงกดดันจากภาวะตลาดที่ปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วน "ลดการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้" จากความกังวลด้านมูลค่าและมาตรฐานการปล่อยกู้ หลังเกิดกรณี "ล้มละลาย" ของบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่ง

นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 2021 Blue Owl ได้กลายเป็นเหมือน "ตัวแทน" ของกองทุน private credit ที่กำลังเผชิญกระแสการไถ่ถอนเงินลงทุนสูง

นักลงทุนที่วิตกกังวลกำลังเทขายสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับภาค "ซอฟต์แวร์" อย่างไม่เลือกหน้า หลังความก้าวหน้าของ AI ถูกมองว่าอาจเข้ามาพลิกโฉมดิสรัปหลายอุตสาหกรรม ขณะที่ Blue Owl เคยระบุก่อนหน้านี้ว่ามีการลงทุนอยู่ในภาคซอฟต์แวร์ประมาณ 8% ของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ประมาณ 3 แสนล้านดอลลาร์

แห่ถอนเงิน “อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

จากการคำนวณของรอยเตอร์สพบว่า นักลงทุนของ Blue Owl ยื่นคำขอไถ่ถอนหน่วยลงทุนรวม 5.4 พันล้านดอลลาร์ (ราว 1.76 แสนล้านบาท) จากทั้งสองกองทุนในไตรมาสแรก

นักลงทุนยื่นคำขอไถ่ถอน 40.7% ของหน่วยลงทุนในกองทุน Blue Owl Technology Income Corp (OTIC) มูลค่า 6.2 พันล้านดอลลาร์ และ 21.9% ของกองทุนBlue Owl Credit Income Corp (OCIC) มูลค่า 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลเบื้องต้นของบริษัท โดยแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องเปิดเผยว่าสัดส่วนดังกล่าวถือได้ว่า "สูงที่สุดระดับหนึ่งในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรม"

บริษัทประกาศล่าสุดว่าจะอนุมัติคำขอไถ่ถอนเพียง 5% ของทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่ามี “ช่องว่างอย่างมีนัยสำคัญ” ระหว่างมุมมองของตลาดที่มีต่อกองทุน กับผลการดำเนินงานจริงของพอร์ตลงทุน

ทั้งนี้ Blue Owl เป็นบริษัทล่าสุดในกลุ่มผู้จัดการสินทรัพย์ที่ต้องประกาศ "จำกัดการไถ่ถอน" ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ต่อจากกองทุนของบริษัทระดับโลกอย่าง KKR, Apollo และ BlackRock

ข่าวดังกล่าวส่งผลให้ราคาหุ้นของ Blue Owl ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ระหว่างการซื้อขายช่วงกลางวันเมื่อวันที่ 2 เม.ย. โดยหุ้นปรับตัวลดลงต่อเนื่องมาหลายเดือน และมูลค่าตลาดหายไป "เกือบครึ่งหนึ่ง" นับตั้งแต่ต้นปี 2026 ขณะที่หุ้นของ Ares, Apollo Global, Blackstone และ Carlyle ต่างปรับตัวลงเช่นกัน

“นี่เป็นอีกหนึ่งเครื่องเตือนใจว่า สินทรัพย์ประเภทนี้มีสภาพคล่องต่ำ” แซม สโตวัล หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ CFRA Research ในนิวยอร์กกล่าว พร้อมระบุว่านักลงทุนรายย่อยที่กำลังพิจารณาลงทุนใน private equity ควรคิดให้รอบคอบ

“อย่าลองทำเองที่บ้าน สินทรัพย์ private credit ไม่มีสภาพคล่องเหมือนตลาดหุ้น/ตลาดในระบบ และการถอนเงินออกมาไม่สามารถทำได้รวดเร็วอย่างที่คิด” สโตวัลกล่าว

ทั้งนี้ กองทุน private credit มีโครงสร้างเป็นบริษัทพัฒนาธุรกิจ (Business Development Companies: BDCs) ซึ่งระดมทุนจากผู้ถือหุ้นและใช้เงินกู้เพิ่มเพื่อปล่อยสินเชื่อนอกตลาด ส่วนใหญ่ปล่อยกู้ให้กับบริษัทขนาดกลาง บางกองทุนมีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ขณะที่กองทุนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหุ้นของ Blue Owl เปิดให้นักลงทุนสามารถไถ่ถอนเงินได้เป็นรายไตรมาส โดยปกติจำกัดไว้ที่ไม่เกิน 5% ของหน่วยลงทุน

ตลาดสหรัฐเสี่ยงถูกเบี้ยวหนี้

โบรกเกอร์หลายแห่งเริ่มส่งสัญญาณเตือนว่า อุตสาหกรรม private credit ของสหรัฐกำลังเผชิญความเสี่ยงที่ผู้กู้จะ "ผิดนัดชำระหนี้" (default) เพิ่มขึ้นในช่วงต่อไป ซึ่งสะท้อนถึงรอยร้าวของหนึ่งในสินทรัพย์ที่เคยได้รับความนิยมสูงของวอลล์สตรีทในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แม้แรงกดดันล่าสุดนี้คาดว่าจะยังไม่ถึงกับนำไปสู่ "วิกฤติในระบบการเงิน" แต่บรรดานักวิเคราะห์คาดว่าอัตราการเติบโตจะชะลอตัวลง หลัง AI เข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นสัดส่วนสำคัญของพอร์ตการลงทุนในตลาด private credit

นับตั้งแต่ต้นปี 2026 บรรดาบริษัทลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้สูญเสียมูลค่าตลาดรวมกันแล้วราว 132,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 4.3 ล้านล้านบาท) ตามการคำนวณของรอยเตอร์ส

ที่มา: Reuters

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...