สัญญาณร้ายตลาด Private Credit รายใหญ่เจอ 'แห่ถอนเงิน' พุ่งทุบสถิติ
อุตสาหกรรมการปล่อยกู้นอกตลาด (Private Credit) ยังระส่ำอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดบริษัทจัดการสินทรัพย์ทางเลือกรายใหญ่ในวอลสตรีทอย่าง "บลู อาวล์ แคปิทัล อิงค์" (Blue Owl Capital Inc.) ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ที่เคยมีมูลค่าถึงกว่า 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ได้รับคำขอไถ่ถอนหน่วยลงทุนในไตรมาสแรกพุ่งขึ้นสู่ระดับ "สูงสุดเป็นประวัติการณ์" จนทำให้บริษัทต้องประกาศ "จำกัดการไถ่ถอน" จาก 2 กองทุนแล้ว
ก่อนหน้านี้ในเดือนก.พ. Blue Owl เคยประกาศจำกัดการไถ่ถอนเงินลงทุนไปรอบหนึ่งแล้ว ในกองทุน Blue Owl Capital Corp II (OBDC II) ไม่ให้นักลงทุนไถ่ถอนหน่วยลงทุนเป็นรายไตรมาสได้อีกต่อไป แต่จะคืนเงินผ่านการจ่ายเป็นงวดจากกระแสเงินสด การชำระคืนเงินกู้ และการขายสินทรัพย์แทน หลังมีคำขอถอนเงินเข้ามามากกว่า 5%
ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 เม.ย. Blue Owl แจ้งนักลงทุนว่าบริษัทจะจำกัดการไถ่ถอนเงินจาก 2 กองทุน หลังคำขอไถ่ถอนในไตรมาสแรกพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยความกังวลเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการดิสรัปในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ เป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้นักลงทุน "แห่ถอนเงิน" ออกจากกองทุนที่เน้นลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี
บริษัทในอุตสาหกรรม private credit อย่างบลู อาวล์ กำลังเผชิญแรงกดดันจากภาวะตลาดที่ปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วน "ลดการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้" จากความกังวลด้านมูลค่าและมาตรฐานการปล่อยกู้ หลังเกิดกรณี "ล้มละลาย" ของบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่ง
นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 2021 Blue Owl ได้กลายเป็นเหมือน "ตัวแทน" ของกองทุน private credit ที่กำลังเผชิญกระแสการไถ่ถอนเงินลงทุนสูง
นักลงทุนที่วิตกกังวลกำลังเทขายสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับภาค "ซอฟต์แวร์" อย่างไม่เลือกหน้า หลังความก้าวหน้าของ AI ถูกมองว่าอาจเข้ามาพลิกโฉมดิสรัปหลายอุตสาหกรรม ขณะที่ Blue Owl เคยระบุก่อนหน้านี้ว่ามีการลงทุนอยู่ในภาคซอฟต์แวร์ประมาณ 8% ของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ประมาณ 3 แสนล้านดอลลาร์
แห่ถอนเงิน “อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”
จากการคำนวณของรอยเตอร์สพบว่า นักลงทุนของ Blue Owl ยื่นคำขอไถ่ถอนหน่วยลงทุนรวม 5.4 พันล้านดอลลาร์ (ราว 1.76 แสนล้านบาท) จากทั้งสองกองทุนในไตรมาสแรก
นักลงทุนยื่นคำขอไถ่ถอน 40.7% ของหน่วยลงทุนในกองทุน Blue Owl Technology Income Corp (OTIC) มูลค่า 6.2 พันล้านดอลลาร์ และ 21.9% ของกองทุนBlue Owl Credit Income Corp (OCIC) มูลค่า 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลเบื้องต้นของบริษัท โดยแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องเปิดเผยว่าสัดส่วนดังกล่าวถือได้ว่า "สูงที่สุดระดับหนึ่งในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรม"
บริษัทประกาศล่าสุดว่าจะอนุมัติคำขอไถ่ถอนเพียง 5% ของทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่ามี “ช่องว่างอย่างมีนัยสำคัญ” ระหว่างมุมมองของตลาดที่มีต่อกองทุน กับผลการดำเนินงานจริงของพอร์ตลงทุน
ทั้งนี้ Blue Owl เป็นบริษัทล่าสุดในกลุ่มผู้จัดการสินทรัพย์ที่ต้องประกาศ "จำกัดการไถ่ถอน" ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ต่อจากกองทุนของบริษัทระดับโลกอย่าง KKR, Apollo และ BlackRock
ข่าวดังกล่าวส่งผลให้ราคาหุ้นของ Blue Owl ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ระหว่างการซื้อขายช่วงกลางวันเมื่อวันที่ 2 เม.ย. โดยหุ้นปรับตัวลดลงต่อเนื่องมาหลายเดือน และมูลค่าตลาดหายไป "เกือบครึ่งหนึ่ง" นับตั้งแต่ต้นปี 2026 ขณะที่หุ้นของ Ares, Apollo Global, Blackstone และ Carlyle ต่างปรับตัวลงเช่นกัน
“นี่เป็นอีกหนึ่งเครื่องเตือนใจว่า สินทรัพย์ประเภทนี้มีสภาพคล่องต่ำ” แซม สโตวัล หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ CFRA Research ในนิวยอร์กกล่าว พร้อมระบุว่านักลงทุนรายย่อยที่กำลังพิจารณาลงทุนใน private equity ควรคิดให้รอบคอบ
“อย่าลองทำเองที่บ้าน สินทรัพย์ private credit ไม่มีสภาพคล่องเหมือนตลาดหุ้น/ตลาดในระบบ และการถอนเงินออกมาไม่สามารถทำได้รวดเร็วอย่างที่คิด” สโตวัลกล่าว
ทั้งนี้ กองทุน private credit มีโครงสร้างเป็นบริษัทพัฒนาธุรกิจ (Business Development Companies: BDCs) ซึ่งระดมทุนจากผู้ถือหุ้นและใช้เงินกู้เพิ่มเพื่อปล่อยสินเชื่อนอกตลาด ส่วนใหญ่ปล่อยกู้ให้กับบริษัทขนาดกลาง บางกองทุนมีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ขณะที่กองทุนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหุ้นของ Blue Owl เปิดให้นักลงทุนสามารถไถ่ถอนเงินได้เป็นรายไตรมาส โดยปกติจำกัดไว้ที่ไม่เกิน 5% ของหน่วยลงทุน
ตลาดสหรัฐเสี่ยงถูกเบี้ยวหนี้
โบรกเกอร์หลายแห่งเริ่มส่งสัญญาณเตือนว่า อุตสาหกรรม private credit ของสหรัฐกำลังเผชิญความเสี่ยงที่ผู้กู้จะ "ผิดนัดชำระหนี้" (default) เพิ่มขึ้นในช่วงต่อไป ซึ่งสะท้อนถึงรอยร้าวของหนึ่งในสินทรัพย์ที่เคยได้รับความนิยมสูงของวอลล์สตรีทในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
แม้แรงกดดันล่าสุดนี้คาดว่าจะยังไม่ถึงกับนำไปสู่ "วิกฤติในระบบการเงิน" แต่บรรดานักวิเคราะห์คาดว่าอัตราการเติบโตจะชะลอตัวลง หลัง AI เข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นสัดส่วนสำคัญของพอร์ตการลงทุนในตลาด private credit
นับตั้งแต่ต้นปี 2026 บรรดาบริษัทลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้สูญเสียมูลค่าตลาดรวมกันแล้วราว 132,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 4.3 ล้านล้านบาท) ตามการคำนวณของรอยเตอร์ส
ที่มา: Reuters