เพลงสมัยนี้ไวรัลได้ยังไง และทำไมวงการเพลงถึง “Local” ขึ้นกว่าที่เคย?
LSA Thailand
อัพเดต 01 เม.ย. เวลา 15.25 น. • เผยแพร่ 02 เม.ย. เวลา 03.00 น. • Lifestyle Asia Thailandย้อนกลับไปเมื่อ 15-20 ปีก่อนการที่เพลงเพลงหนึ่งจะดังระดับโลกได้มันต้องผ่านระบบที่ชัดเจน ต้องมีค่ายใหญ่ ต้องมีวิทยุ ต้องมี MTV ต้องมีชาร์ต Billboard และต้องมีตลาดอเมริกาเป็นศูนย์กลาง โลกดนตรีในยุคนั้นเป็นโลกที่ขับเคลื่อนจาก Global ไป Local คือเพลงจากอเมริกาหรือยุโรปกระจายไปทั่วโลก แต่เพลงจากประเทศอื่นแทบไม่มีโอกาสไหลย้อนกลับไปดังในตลาดโลก
แต่วงการดนตรีในปี 2020s เปลี่ยนโครงสร้างนี้ไปอย่างสิ้นเชิงเพราะเพลงสามารถเริ่มจากที่ไหนก็ได้ในโลกแล้วค่อยๆ ดังขึ้นมาจนกลายเป็นเพลงไวรัลผ่าน TikTok, YouTube, Spotify หรือแม้แต่ซีรีส์และภาพยนตร์ นี่คือเหตุผลที่เราเห็นเพลงจีน เพลงเกาหลี เพลงญี่ปุ่น หรือแม้แต่เพลงไทยบางเพลงสามารถดังในหลายประเทศได้โดยที่ไม่ได้เริ่มจากตลาดตะวันตกก่อน
ความน่าสนใจคือเพลงที่ไวรัลในยุคนี้ไม่ได้ไวรัลเพราะมันเพราะที่สุดหรือโปรดักชันดีที่สุดเสมอไป แต่เพลงที่มีโอกาสไวรัลอย่างแพร่หลายในยุคนี้มักจะมีอย่างน้อยหนึ่งอย่าง เช่น มีท่อนฮุคที่จำง่ายภายใน 10–15 วินาที มีท่อนที่ใช้เต้นได้ มีท่อนที่ใช้ถ่ายคลิปเศร้าๆ ได้ หรือมีประโยคที่เอาไปใช้เป็นแคปชั่นได้ พูดง่ายๆ คือ เพลงสมัยนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อ “ฟังอย่างเดียว” แต่ถูกสร้างมาเพื่อ “ใช้”ด้วย ทั้งใน TikTok, Reels หรือใช้ในวิดีโอ ใช้ในมีม ใช้ในคลิปเล่าเรื่องชีวิต เพลงจึงกลายเป็นเหมือนเครื่องมือสื่อสารทางอารมณ์มากกว่างานศิลปะที่ต้องนั่งฟังตั้งแต่ต้นจนจบ
อีกปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือวงการดนตรีกำลัง “Local” ขึ้น ไม่ใช่ “Global” ขึ้น หลายคนอาจคิดว่ายุคโลกาภิวัตน์ทำให้ทุกคนฟังเพลงเหมือนกัน แต่ความจริงคืออัลกอริทึมของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งและโซเชียลมีเดียกลับทำให้คนในแต่ละประเทศเห็นคอนเทนต์ของประเทศตัวเองมากขึ้นก่อน แล้วถ้าเพลงนั้นดีพอมันถึงจะค่อยๆ กระจายออกไปต่างประเทศ นี่คือเหตุผลที่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราเห็น K-Pop ดังทั่วโลก, Latin Pop เป็นที่รู้จักทั่วโลก, T-pop เริ่มมีแฟนต่างชาติ, เพลงญี่ปุ่นกลับมาดังในTikTok หรือเพลงจากซีรีส์เกาหลีติดชาร์ตหลายประเทศ เพราะอุตสาหกรรมดนตรีในวันนี้นั้นมีหลายศูนย์กลาง และแต่ละที่ก็มีโอกาสสร้างเพลงฮิตของตัวเองได้
ในอีกมุมหนึ่งความไวรัลของเพลงในยุคนี้ยังขึ้นอยู่กับอารมณ์มากกว่าภาษา เพราะเพลงที่ดังข้ามประเทศมักไม่ใช่เพลงที่คนฟังเข้าใจทุกคำ แต่เป็นเพลงที่คนฟังเข้าใจความรู้สึกได้ดี เช่น เพลงเศร้า เพลงเหงา เพลงรัก เพลงคิดถึง เพลงที่ให้ฟีล nostalgia เพราะอารมณ์เป็นภาษาสากลที่ทุกคนเข้าใจได้โดยไม่ต้องแปล
สรุปคือเพลงที่ไวรัลที่สุดในยุคนี้ไม่ใช่เพลงที่คนฟังเยอะที่สุดในวันแรก แต่คือเพลงที่คนหยิบไปใช้มากที่สุดในชีวิตประจำวัน และนั่นคือเหตุผลที่โลกแห่งดนตรีในวันนี้อาจไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยค่ายเพลงหรือวิทยุอีกต่อไป แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยคนธรรมดาที่กำลังถ่ายคลิป 15 วินาทีอยู่ในพื้นที่ของตัวเองต่างหาก
Note : The information in this article is accurate as of the date of publication.