โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดีเอสไอลุยตรวจสอบ 6 คลังน้ำมันใหญ่สุราษฎร์ธานี พบพิรุธกักตุนสต็อกพุ่ง 2 ล้านลิตร จ่อเอาผิดอาญา-ฟอกเงิน

THE STANDARD

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • thestandard.co
ดีเอสไอลุยตรวจสอบ 6 คลังน้ำมันใหญ่สุราษฎร์ธานี พบพิรุธกักตุนสต็อกพุ่ง 2 ล้านลิตร จ่อเอาผิดอาญา-ฟอกเงิน

ความคืบหน้ากรณีปฏิบัติการสนธิกำลังตรวจสอบคลังน้ำมัน เพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569

วันนี้ (2 เมษายน) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดความผิดปกติที่พบจากการลงพื้นที่ ซึ่งส่อเค้าว่าอาจมีการกักตุนและประวิงการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยคณะทำงานเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ, พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ร่วมกันลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

เป้าหมายคือการเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 รวม 6 จุด ซึ่งเป็นผู้ค้าขนาดใหญ่ที่รับผิดชอบการขนส่งน้ำมันครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัดในภาคใต้ตอนบน

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และโฆษกดีเอสไอ เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกจากการตรวจสอบว่า คณะทำงานพบพฤติการณ์น่าสงสัยในคลังน้ำมันบางแห่ง โดยพบว่า ในเดือนมีนาคม 2569 มีปริมาณการรับน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าคลังมากกว่าการขายออกไปอย่างผิดสังเกต ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบการประกอบธุรกิจในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่มียอดการรับเข้าและจำหน่ายออกในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน (หลักล้านลิตร)

พ.ต.ต.วรณัน อธิบายว่า หลักการคำนวณน้ำมันจะประกอบด้วย 4 ส่วน คือ

  • ยอดคงคลังจากเดือนที่แล้ว 2. ยอดรับเข้าใหม่ 3. ยอดขายออก และ 4. ปริมาณคงค้าง ณ สิ้นเดือน เมื่อนำตัวเลขมาเทียบเคียงพบว่า ในเดือนมีนาคมมีน้ำมันค้างสต็อกสูงถึง 2 ล้านลิตร แต่อัตราการจำหน่ายกลับลดลงเหลือเพียงไม่กี่แสนลิตร ซึ่งถือเป็นความผิดปกติที่ผู้เกี่ยวข้องต้องชี้แจงต่อพนักงานสอบสวนและพาณิชย์จังหวัด

โฆษกดีเอสไอ ระบุว่า น้ำมันเชื้อเพลิงถือเป็นสินค้าควบคุม หากผลการตรวจสอบพบว่าเป็นการปฏิเสธการขาย หรือประวิงการขายโดยไม่มีเหตุอันสมควร จะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มาตรา 31 ซึ่งพาณิชย์จังหวัดจะต้องเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาฐานกักตุนน้ำมัน

นอกจากนี้ หากพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 หรือส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับชาติอย่างรุนแรง ดีเอสไอจะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) เพื่อรับเป็นคดีพิเศษ และหากพบว่ามีการกระทำเป็นขบวนการ จะมีการพิจารณาความผิดฐานอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงขยายผลไปสู่การยึดทรัพย์ตามมาตรการฟอกเงินต่อไป เนื่องจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ถือเป็นความมั่นคงของประเทศ การกักตุนในภาวะวิกฤตถือเป็นการเอาเปรียบสังคมอย่างร้ายแรง

สำหรับพื้นที่เป้าหมายบริษัทคลังน้ำมันขนาดใหญ่ทั้ง 6 จุด ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ถูกคณะทำงานสนธิกำลังเข้าตรวจสอบ ประกอบด้วย

  • บริษัท พีซี สยาม ปิโตรเลียม จำกัด
  • บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) คลังปิโตรเลียม สุราษฎร์ธานี (จุดที่ 1)
  • บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) คลังปิโตรเลียม สุราษฎร์ธานี (จุดที่ 2)
  • คลังน้ำมันร่วมเชลล์-บางจาก ศรีราชา สุราษฎร์ธานี
  • บริษัท สตาร์ฟูเอล มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
  • บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน)
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...