โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ดีเซลพุ่ง 44 บาทเขย่าเศรษฐกิจ ส.อ.ท.ชี้สินค้าจ่อขึ้น 10% ห่วง SME ล้มระนาว!

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 01 เม.ย. เวลา 22.29 น. • เผยแพร่ 02 เม.ย. เวลา 05.29 น.

ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นต่อเนื่องกำลังกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569 โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่ทะยานแตะระดับกว่า 44 บาทต่อลิตรแล้วในเวลานี้ ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อภาคการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่ภาคเอกชนเริ่มส่งสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การปรับขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลในประเทศสู่ระดับ 44.24 บาทต่อลิตรในเวลานี้ (2 เม.ย. 2569) ถือเป็นระดับที่เริ่มส่งผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนในวงกว้าง แม้เมื่อเปรียบเทียบกับบางประเทศในภูมิภาค ไทยอาจไม่ได้มีราคาน้ำมันสูงที่สุด แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือความเร็วในการปรับตัวของค่าครองชีพ ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามาดูแลไม่ให้เพิ่มขึ้นรวดเร็วเกินไปจนกระทบกำลังซื้อของประชาชนและเสถียรภาพของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและความสามารถในการแบกรับต้นทุน

ทั้งนี้ แนวทางการบริหารจัดการราคาพลังงานควรพิจารณาเชิงโครงสร้าง โดยยกตัวอย่างหลายประเทศที่ใช้มาตรการภาษีเข้ามาช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ เช่น ญี่ปุ่นที่ลดภาษีต่อเนื่องเพื่อประคองเศรษฐกิจ หรืออินเดียที่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย การปรับลดภาษีจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อให้เหมาะสมกับฐานะทางการคลังและไม่สร้างภาระในระยะยาว ขณะเดียวกันต้องเร่งเติมสภาพคล่องให้ SME เพื่อรักษาระดับการจ้างงานไม่ให้ได้รับผลกระทบรุนแรง

ในมุมของผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าขนส่ง นายเกรียงไกรประเมินว่า จากระดับราคาน้ำมันในปัจจุบัน จะส่งผลให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 8-10% ขณะที่ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และค่าขนส่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วง 20-25% ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อราคาสินค้าปลายทาง โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งเป็นหลัก ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังไม่ปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตัวเลขผลกระทบดังกล่าวจะยังคงอยู่ในกรอบนี้

ขณะเดียวกัน ประเด็นค่าไฟฟ้าในงวดใหม่ (งวด พ.ค.-ส.ค. 2569 ที่กกพ.เคาะราคาที่ 3.95 บาทต่อหน่วย) แม้ภาครัฐจะพยายามตรึงราคาไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย แต่ยังมีความเสี่ยงที่ต้นทุนค่าไฟ (FT) จะปรับเพิ่มขึ้นในระยะถัดไปตามทิศทางต้นทุนพลังงานโลก ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม หากมีการปรับขึ้นอย่างรวดเร็วอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องผลักภาระไปยังราคาสินค้า ดังนั้นการบริหารค่าไฟควรคำนึงถึงความสมดุล ไม่ให้กระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจมากเกินไป

สำหรับความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ นายเกรียงไกรระบุว่า ประเด็นเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือการแก้ไขปัญหาราคาพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นและมีแนวโน้มขาดแคลน ซึ่งจะนำไปสู่การปรับขึ้นราคาสินค้าในวงกว้าง ขณะที่รายได้ของประชาชนยังไม่เพิ่มขึ้นตาม ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภาครัฐจึงต้องออกแบบมาตรการให้ตรงจุด โดยเฉพาะการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเริ่มส่งผลกระทบต่อแหล่งพลังงานและวัตถุดิบต้นน้ำสำคัญ

ในภาพรวมเศรษฐกิจปี 2569 ยังเผชิญความท้าทายรอบด้าน โดยมีการประเมินว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยจะอยู่ในระดับต่ำเพียง 1.6-1.7% ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบ เช่น แนฟทาและเม็ดพลาสติก ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับปัญหาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) ที่ยังไม่คลี่คลาย ทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยค่าระวางตู้คอนเทนเนอร์พุ่งจากระดับ 1,200-1,300 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นกว่า 7,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดในขณะนี้คือผู้ประกอบการ SME ซึ่งถือเป็นสัดส่วนหลักถึง 80-90% ของระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้เม็ดพลาสติกเป็นวัตถุดิบ เนื่องจากราคาปรับเพิ่มขึ้นถึง 50-70% ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ สินค้าแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคหลากหลายประเภท นอกจากนี้ ปัญหาการขาดแคลนปุ๋ยยังเริ่มส่งผลต่อภาคเกษตร ซึ่งอาจลุกลามไปกระทบต้นทุนวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารและการแปรรูปในระยะถัดไป

“สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ SME ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ หากไม่สามารถประคองตัวได้ จะเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อการจ้างงานและกำลังซื้อในประเทศ” นายเกรียงไกร กล่าว โดยย้ำว่าการแก้ปัญหาพลังงานและต้นทุนการผลิตในครั้งนี้ จำเป็นต้องอาศัยมาตรการเชิงรุกและการบูรณาการจากทุกภาคส่วน เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...