โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Vantive ผู้นำนวัตกรรมล้างไตที่บ้าน ให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ เพราะโรคไตไม่ใช่จุดจบของชีวิต

The Momentum

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • THE MOMENTUM

สำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ‘เวลา’ มักไม่ใช่สิ่งที่กำหนดได้เองอีกต่อไป เมื่อการรักษากลายเป็นภารกิจที่ต้องทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง ชีวิตประจำวันจึงค่อยๆ ถูกจัดวางใหม่ตามรอบตารางการฟอกไต การเดินทางไปโรงพยาบาลหลายครั้งต่อสัปดาห์ไม่เพียงกระทบตัวผู้ป่วย แต่ยังหมายถึงเวลาของคนในครอบครัวที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในความท้าทายนี้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่จะรักษาอย่างไร แต่คือ ‘จะทำให้อย่างไรให้ผู้ป่วยยังใช้ชีวิตของตัวเองได้’ เพราะเบื้องหลังการรักษาคือ ความพยายามรักษาความเป็นปกติของชีวิตเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

บทสนทนาครั้งนี้เราได้พูดคุยกับ เภสัชกร กฤษฎา กิรสมุทรานนท์ผู้อำนวยการ แวนทีฟ เฮลธ์แคร์ (ประเทศไทย) จำกัด ถึงบทบาทของนวัตกรรมทางการแพทย์ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดในการดูแลผู้ป่วยโรคไต จากที่เคยผูกติดกับโรงพยาบาลไปสู่ทางเลือกที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับชีวิตจริงมากขึ้น

เพราะในวันที่โรคไตไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ การออกแบบวิธีใช้ชีวิตร่วมกับการดูแลรักษาตัวเอง จึงกลายเป็นอีกคำตอบสำคัญไม่แพ้การรักษา นั่นคือสิ่งที่เราจะชวนสำรวจไปพร้อมกันในบทสัมภาษณ์นี้

Kidney Disease Situation

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขชี้ว่า แนวโน้มผู้ป่วยโรคไตในไทยยังคงเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 7.8 ต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนผู้ป่วยโรคไตทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน โดยตัวเลขล่าสุดในปี 2568 ระบุว่า ไทยมีผู้ป่วยโรคไตราว 1.1 ล้านคน ขณะที่ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคสะท้อนภาพการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคไตทุกระยะ และในปีที่ผ่านมา (2568) มีผู้ป่วยระยะที่ 3 มากถึง 6.7 แสนคน ระยะที่ 4 กว่า 1.86 แสนคน และระยะที่ 5 มากกว่า 1 แสนคน ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้ป่วยไม่น้อยที่จำเป็นต้องเข้ารับการบำบัดทดแทนไตแล้ว

กฤษฎาเล่าว่า เมื่อพูดถึงโรคไตหลายคนอาจนึกถึงอาการที่รุนแรงในระยะสุดท้าย แต่ในความเป็นจริง โรคนี้ค่อยๆ ก่อตัวจากปัจจัยใกล้ตัวกว่าที่คิด ทั้งการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างเบาหวานหรือความดันโลหิตสูงที่พบได้ทั่วไปในคนไทย หากปล่อยให้สะสมโดยไม่รู้ตัว ไตก็จะค่อยๆ ทำงานหนักขึ้น จนท้ายที่สุดอาจนำไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรัง

โรคไตแบ่งออกเป็น 5 ระยะ โดยระยะที่ต้องรักษาด้วยการบำบัดทดแทนไตคือระยะสุดท้าย ซึ่งในแต่ละปีมีผู้ป่วยประมาณ 7-8 หมื่นคนที่ต้องบำบัดทดแทนไต จากสถานการณ์นี้เราในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมการดูแลรักษาโรคไตระดับโลก ได้พัฒนานวัตกรรมการล้างไตที่บ้านและระบบดูแลผู้ป่วยทางไกล เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยในประเทศไทย

“ถ้ามองให้ลึกลงไป สาเหตุที่ทำให้โรคไตเพิ่มขึ้นทุกปี จริงๆ แล้วไม่ได้ซับซ้อนเลยครับ แต่มันคือโรคใกล้ตัวที่หลายคนมองข้าม โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ไตค่อยๆ เสื่อมลงโดยไม่รู้ตัว อีกด้านหนึ่งคือเรื่องของการเข้าถึงระบบสาธารณสุข คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้ตรวจสุขภาพเป็นประจำ ทำให้กว่าจะรู้ตัวก็อยู่ในระยะท้ายแล้ว รวมถึงการควบคุมโรคประจำตัวที่ยังทำได้ไม่ดี ก็ยิ่งเร่งให้ไตเสื่อมเร็วขึ้นไปอีก

“ในบริบทของประเทศไทยต้องบอกว่า ผู้ป่วยโรคไตจำนวนมากมีจุดเริ่มต้นร่วมกัน มากกว่า 80% มีสาเหตุมาจากเบาหวานและความดันโลหิตสูง ขณะเดียวกันพฤติกรรมการใช้ชีวิตก็มีส่วนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคเค็ม การออกกำลังกายที่ไม่สม่ำเสมอ หรือการละเลยการตรวจสุขภาพ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี”

เมื่อการรักษากินเวลาชีวิต

หลายคนอาจติดภาพว่า ถ้าเป็นโรคไต ชีวิตแทบจะหยุดลงหรือทำอะไรไม่ได้

โดยเฉพาะเมื่อโรคลุกลามถึงระยะที่ต้องฟอกเลือด ภาพจำของผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยคือการต้องเข้าออกโรงพยาบาลอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลานานถึง 4 ชั่วโมง ยังไม่รวมเวลารอคิวและการเดินทาง นั่นหมายถึงเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตถูกใช้ไปกับการรักษา

สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่ความเหนื่อยล้าทางร่างกาย แต่ยังรวมถึงต้นทุนชีวิตที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ภาระของผู้ดูแลที่ต้องลางานหรือจัดตารางชีวิตใหม่ รวมถึงโอกาสในชีวิตที่ค่อยๆ หายไป ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การใช้เวลากับครอบครัว หรือแม้แต่เรื่องเล็กๆ อย่างการได้ใช้ชีวิตในแบบที่เคยเป็น

ความท้าทายของโรคไตจึงไม่ได้อยู่แค่ตัวโรค แต่คือผลกระทบที่ค่อยๆ กัดกินคุณภาพชีวิตโดยไม่รู้ตัว และยิ่งน่ากังวลเมื่อผู้ป่วยจำนวนมากมักไม่รู้ตัวตั้งแต่ระยะเริ่มต้น กว่าจะมาพบแพทย์โรคก็มักเดินทางมาถึงระยะที่ 3-4 หรือระยะสุดท้ายแล้ว

“เมื่อโรคไตเข้าสู่ระยะที่ต้องบำบัดทดแทนไต ผู้ป่วยต้องอยู่กับการรักษาในระยะยาว ซึ่งไม่เพียงเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล แต่ยังสร้างแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุขอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่การรักษาต้องพัฒนาไปสู่รูปแบบที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การดูแลที่บ้าน ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็ลดภาระของสาธารณสุขไปพร้อมกัน” กฤษฎากล่าว

นวัตกรรมที่ช่วยให้ผู้ป่วยรักษาเองได้ที่บ้าน

ภาพจำของการรักษาโรคไตสำหรับหลายคน อาจยังคงผูกติดอยู่กับการเข้าออกโรงพยาบาล ซึ่งก็เป็นความจริงในกรณีที่ผู้ป่วยเข้าสู่ระยะที่ต้องบำบัดทดแทนไต ไม่ว่าจะเป็นการฟอกเลือดหรือล้างไต ที่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

แต่ในความเป็นจริง ทางเลือกของการรักษาได้ขยายตัวออกไปมากกว่านั้น ผู้ป่วยสามารถเลือกวิธีที่เหมาะกับชีวิตของตัวเองได้ ตั้งแต่การฟอกเลือด ไปจนถึงการล้างไตทางช่องท้องแบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้ในเวลากลางวันยังสามารถใช้ชีวิต เรียน หรือทำงานได้ใกล้เคียงปกติ

“สำหรับแวนทีฟ เราทำงานภายใต้แนวคิด ‘Extending Lives, Expanding Possibilities’ คือไม่ใช่แค่ยืดอายุผู้ป่วยด้วยการรักษาที่มีประสิทธิภาพ แต่ต้องทำให้เขายังใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพตลอดกระบวนการรักษาด้วย เราจึงพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของผู้ป่วย เช่น การดูแลที่บ้าน ที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถจัดการการรักษาได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องผูกชีวิตไว้กับโรงพยาบาล”

เบื้องหลังเทคโนโลยีที่ทำให้ผู้ป่วยสามารถล้างไตที่บ้านได้ ไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาอันสั้น แต่เป็นผลลัพธ์ของการพัฒนาต่อเนื่อง กฤษฎาอธิบายว่า แวนทีฟแยกตัวมาจาก Baxter ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการดูแลโรคไตกว่า 70 ปีทั่วโลก และถ่ายทอดองค์ความรู้ในประเทศไทยมาราว 40 ปี ก่อนจะต่อยอดมาเป็นนวัตกรรมในปัจจุบัน

การพัฒนาดังกล่าวเกิดขึ้นในหลายประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิตน้ำยาล้างไต ซึ่งในประเทศไทยแวนทีฟมีโรงงานผลิตอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะ จังหวัดระยอง และมีการทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชนเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการล้างไตเองที่บ้าน มีบริการจากทีมช่างและพยาบาลตลอด 24 ชั่วโมงผ่านทาง Hotline ในกรณีที่เครื่องมีปัญหา หรือผู้ใช้มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้เครื่อง รวมไปถึงระบบ Remote Patient Monitoring ที่ช่วยให้แพทย์สามารถติดตามข้อมูลผู้ป่วยได้แบบรายวัน แม้ผู้ป่วยจะอยู่ที่บ้าน ในประเทศไทยเองเทคโนโลยีเหล่านี้ก็ถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่อง

สิ่งสำคัญคือ ระบบดูแลรักษาผู้ป่วยจากทางไกลที่ช่วยให้แพทย์เห็นภาพรวมของกระบวนการล้างไตที่ผู้ป่วยทำเองที่บ้าน หากเกิดความผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนที่คลาดเคลื่อนหรือสัญญาณความเสี่ยง หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้เครื่อง ก็สามารถติดต่อผู้ป่วยได้ทันที

ทำให้นวัตกรรมในที่นี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่คือระบบที่ช่วยดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนตั้งแต่ก่อนจะกลายเป็นปัญหาใหญ่

แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ กลุ่มที่หลายคนมองว่าอาจมีข้อจำกัดในการใช้เทคโนโลยี แต่ในทางปฏิบัติสิ่งนี้กลับกลายเป็นโจทย์สำคัญของทีมดูแลมากกว่าจะเป็นอุปสรรค

กฤษฎาเล่าถึงการให้คำแนะนำว่า ทีมแพทย์และพยาบาลจะค่อยๆ สอนทีละขั้นตอน จนมั่นใจว่าผู้ป่วยสามารถล้างไตเองได้จริง ไม่ว่าจะทำด้วยตัวเองหรือมีผู้ดูแลช่วย และจะยังไม่ให้กลับไปใช้งานที่บ้าน หากยังไม่พร้อม

“ในชีวิตจริง ปัญหาที่ผู้ป่วยเจอมักเป็นเรื่องพื้นฐาน อย่างการต่ออุปกรณ์ผิด หรือสัญญาณแจ้งเตือนต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่สามารถแก้ไขได้ทันทีผ่านคำแนะนำทางโทรศัพท์ เพราะมีทีมช่างและทีมพยาบาลคอยให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง”

ถ้าผู้ป่วยล้างไตเองที่บ้าน ยังต้องไปโรงพยาบาลอยู่ไหม

“ยังต้องไปครับ แต่ไม่ต้องไปบ่อย ขึ้นอยู่กับตารางของโรงพยาบาล ส่วนใหญ่ประมาณเดือนละครั้ง เพื่อตรวจเลือดและประเมินอาการ ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตปกติที่บ้านได้ และไปพบแพทย์ตามนัด”

หนึ่งในความกังวลที่ผู้ป่วยโรคไตมักเผชิญ ไม่ใช่แค่เรื่องการรักษา แต่คือคำถามง่ายๆ ว่า ยังจะใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้ไหม โดยเฉพาะเวลาที่ต้องเดินทางไกล

กฤษฎาอธิบายว่า ในทางปฏิบัติแล้ว ผู้ป่วยยังสามารถเดินทางและใช้ชีวิตได้ตามปกติ ภายใต้ระบบสนับสนุนที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการดูแลอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม ด้วยเครือข่ายการให้บริการของแวนทีฟที่ครอบคลุมทั่วโลก จึงมีระบบที่ช่วยประสานการดูแลผู้ป่วยระหว่างการเดินทาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผู้ป่วยจึงใช้ชีวิตได้ตามต้องการ และแสดงให้เห็นว่านวัตกรรมของแวนทีฟสามารถอยู่ร่วมกับผู้ป่วยได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น

นโยบายที่พยายามพาผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติที่สุด

ในประเทศไทย ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการขยายโอกาสการรักษาให้ผู้ป่วยโรคไต หนึ่งในนั้นคือแนวคิด PD First (Peritoneal Dialysis First) หรือนโยบายที่สนับสนุนให้การล้างไตทางช่องท้องเป็นทางเลือกแรก ช่วยลดภาระการเดินทางไปโรงพยาบาล และเปิดทางให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงเดิมมากขึ้น

ขณะเดียวกัน การดูแลผู้ป่วยไม่ได้เกิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง แวนทีฟได้ทำงานร่วมกับทั้งภาครัฐ โรงพยาบาล และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ความรู้เรื่องทางเลือกการรักษา การดูแลตัวเอง ไปจนถึงความเสี่ยงของโรคไต

กฤษฎากล่าวเสริมว่า ในฝั่งภาคเอกชนเอง ยังมีการอบรมบุคลากรทางการแพทย์ให้ใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงต่อยอดไปสู่โปรเจกต์ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การนำวัสดุเหลือใช้อย่างถุงใส่น้ำยาล้างไตมาพัฒนาเป็นสินค้า เพื่อลดขยะทางการแพทย์

มาถึงตรงนี้อาจรู้สึกว่าเป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงยาก และมีราคาสูงเกินเอื้อม แล้วคนหาเช้ากินค่ำจะเข้าถึงการรักษาได้อย่างไร

“เราร่วมมือกับภาครัฐเพื่อให้บริการล้างไตเองที่บ้านได้ โดยอยู่ภายใต้หลักประกันสุขภาพ คนไทยสามารถใช้บริการได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม”

ผู้อำนวยการแวนทีฟอธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันแวนทีฟทำงานร่วมกับโรงพยาบาลภาครัฐทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่ม แม้หลายคนจะยังเข้าใจว่าเป็นบริการที่ต้องจ่ายเอง

ขณะเดียวกันการดูแลไม่ได้หยุดอยู่แค่วิธีการรักษา แต่ยังมีทีมช่างและทีมพยาบาลคอยให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง ในกรณีที่เครื่องล้างไตอัตโนมัติมีปัญหา หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้เครื่องก็ติดต่อได้ตลอดเวลา

สำหรับผู้ป่วยที่สนใจ จุดเริ่มต้นคือการพูดคุยกับแพทย์ที่ดูแลอยู่ เพื่อประเมินร่วมกันว่ารูปแบบการรักษาแบบใดเหมาะสมที่สุด ทั้งในมุมของสุขภาพและการใช้ชีวิตประจำวัน

ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า นวัตกรรมการรักษาโรคไตในประเทศไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไร

กฤษฎามองว่า ทิศทางสำคัญคือการทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาด้วยรูปแบบนี้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะการล้างไตเองที่บ้านยังมีช่องว่างด้านความเข้าใจอยู่ไม่น้อย

“เราอยากให้คนไทยรู้ว่า การบำบัดทดแทนไตไม่ได้มีแค่แบบเดียว และแต่ละวิธีสามารถออกแบบให้เหมาะกับชีวิตของตัวเองได้”

ขณะเดียวกันการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคส่วนต่างๆ จะยิ่งมีบทบาทมากขึ้น เพื่อให้ระบบการดูแลผู้ป่วยครอบคลุมและเข้าถึงได้จริง

แต่ในท้ายที่สุดเขาย้ำว่า ในอนาคตไม่ว่าจำนวนผู้ป่วยโรคไตจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมกับชีวิตของตัวเองได้จริง ทั้งในระบบโรงพยาบาลรัฐและเอกชน

หัวใจของการดูแลโรคไตจึงไม่ใช่แค่การรักษา แต่คือการทำให้ผู้ป่วยยังใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ มีความยืดหยุ่น และลดภาระจากการต้องเข้าโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันแนวทางนี้ยังช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล ทำให้ระบบสาธารณสุขสามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นี่จึงเป็นทิศทางที่แวนทีฟมุ่งขับเคลื่อนผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี และความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับการดูแลผู้ป่วยโรคไตให้ตอบโจทย์ทั้งชีวิตและระบบไปพร้อมกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...