กลาโหม คนละครึ่ง 'บิ๊กดุลย์' นั่ง สนามไชย 1 ก่อน 'บิ๊กอ๊อบ' จ่อคิว? เปิดดีล 'อนุรักษนิยมใหม่' ส่งท้าย ตท.26
รายงานพิเศษ
พร้อมๆ กับการยกชั้นบิ๊กดุลย์ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ จากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม (รมช.กลาโหม) ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (รมว.กลาโหม) นั่งเสนาบดีคุมกระทรวงปืนใหญ่ คุมกองทัพ
ก็เกิดกระแสข่าวสะพัดทั่วกองทัพว่า เป็นการพบกันครึ่งทาง เป็นสูตรอำนาจกลาโหมฝ่ายความมั่นคง ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กับครูใหญ่ นายเนวิน ชิดชอบ ผู้มีบารมีของพรรค
เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า พล.ท.อดุลย์เป็นสายบุรีรัมย์ สนิทสนมใกล้ชิดกับนายเนวิน มายาวนานตั้งแต่รับราชการทหารเป็นนายทหารเด็กๆ โดยเฉพาะใน จ.บุรีรัมย์ แถมเป็นนักฟุตบอล รักกีฬาฟุตบอลเหมือนกัน รวมถึงความสนิทสนมใกล้ชิดกันมายาวนานหลายสิบปี จนร่ำลือกันว่า เกี่ยวดองเป็นเครือญาติกันเลยทีเดียว
อีกทั้งสถานการณ์ชายแดนไทยและกัมพูชาก็เอื้อให้ พล.ท.อดุลย์ ซึ่งเป็นอดีตแม่ทัพภาค 2 และเคยรบกับกัมพูชามาก่อน และเติบโตในชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นนักรบอีสานใต้มาตลอด จึงเอื้ออำนวยให้ พล.ท.อดุลย์ได้นั่งเก้าอี้สนามไชย 1 เพื่อสานต่อการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา
ประกอบกับการเป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 26 ของทั้งบิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก และบิ๊กคิม พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ และแกนนำกองทัพทุกเหล่าทัพที่จ่อจะขึ้นมาคุมอำนาจกองทัพ ต่อจากรุ่นพี่เตรียมทหารรุ่น 24 ที่ยังเป็น ผบ.เหล่าทัพอยู่ 3 ตำแหน่ง
อีกทั้งเพื่อประหยัดโควต้าคนนอกของรัฐบาลนี้ จึงทำให้ พล.ท.อดุลย์กลายเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดในเวลานี้ โดยตั้ง รมว.กลาโหมแค่คนเดียวไม่มี รมช.กลาโหม แต่จะมี ผช.รมต. มาช่วยงานแทน พร้อมกับทีมเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่น 26 ที่มาช่วยหน้าห้องกันจนแน่นไม่มีที่นั่ง
เนื่องจาก พล.ท.อดุลย์เป็นที่รักของเพื่อนๆ มีแต่คนอยากมาอยู่ด้วย
แม้จะมีข่าวว่าตัวนายอนุทินเองอยากได้อดีตบิ๊กทหารยศพลเอกที่เป็นอดีต ผบ.เหล่าทัพมาเป็น รมว.กลาโหมก็ตาม แต่ด้วยติดขัดในหลายปัจจัยจึงทำให้ต้องใช้สูตรคนละครึ่งเช่นนี้
จึงทำให้ประวัติศาสตร์กองทัพต้องบันทึกว่า พล.ท.อดุลย์เป็นรัฐมนตรีกลาโหมคนแรกที่แม้ไม่ได้เป็นพลเอกแต่เป็นรุ่นเดียวกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ ส่งผลให้ได้เป็นรัฐมนตรีและเข้าสู่ยุคทองอันเฟื่องฟูของเตรียมทหารรุ่น 26
โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายในตุลาคม 2569 นี้ ที่มีแคนดิเดตจากเตรียมทหารรุ่น 26 ชิงเก้าอี้ปลัดกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารเรือ จึงทำให้เตรียมทหารรุ่น 26 มีโอกาสที่จะครองอำนาจครบทุกเหล่าทัพ
แม้ว่าเตรียมทหารรุ่น 26 ที่ขึ้นมาอยู่ในระดับสูงของกองทัพ จะเกษียณราชการในอีก 2-3 ปีนี้ แต่เตรียมทหารรุ่น 26 ถูกมองว่าเป็นแบ็กให้กับรัฐบาล ของนายอนุทิน
ไม่นับรวมการที่ พล.ท.อดุลย์ได้สร้างประวัติศาสตร์ที่เป็นนักเรียนนายสิบทหารบกคนแรกได้นั่งเป็นเสนาบดีกระทรวงกลาโหม
ทำให้เป็นแรงกำลังใจให้กับนักเรียนนายสิบทหารบกในการขยันเรียน และสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารในส่วนของโรงเรียนนายร้อย จปร.ให้ได้ เพราะมีโอกาสเติบโตได้เช่น พล.ท.อดุลย์ โดยเฉพาะในปัจจุบันกองทัพบกได้ให้โควต้านักเรียนนายสิบเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ต่อ พล.ท.อดุลย์ว่าเป็นแค่พลโทและเป็นอดีตแม่ทัพภาค 2 เท่านั้น แตกต่างจากอดีตรัฐมนตรีกลาโหมคนก่อนในอดีตที่ล้วนเป็นพลเอก พลเรือเอก และพลอากาศเอก และเป็นอดีตผู้บัญชาการเหล่าทัพ หรืออย่างน้อยห้าเสือเหล่าทัพ จึงทำให้ พล.ท.อดุลย์ดูด้อยกว่าคนอื่น
รวมทั้งการที่คีย์แมนในสายขั้วอนุรักษนิยมเดิมได้เสนอชื่ออดีตบิ๊กทหารหลายคนให้นายอนุทินพิจารณา แต่นายอนุทินไม่พิจารณาตัวเลือกของขั้วอนุรักษนิยมเลย อาจเนื่องจากรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนิยมสูง และได้ ส.ส.ถึง 191 คนจึงไม่ฟังข้อเสนอของฝ่ายอนุรักษนิยมเดิม จึงทำให้ถูกมองว่าจะกระทบความสัมพันธ์กับขั้วอนุรักษนิยมหรือไม่
ดังนั้นจึงมีข่าวอีกกระแสว่า พล.ท.อดุลย์อาจจะได้นั่งเก้าอี้ รมว.กลาโหมนี้แค่ 1 หรือ 2 ปีเท่านั้น
จากนั้นให้ดูตามสถานการณ์ ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนตัว รมว.กลาโหมเป็นอดีตบิ๊กทหารแทน ในการปรับคณะรัฐมนตรีก็ได้เพื่ออย่างน้อยเป็นการยื่นไมตรีกับขั้วอนุรักษนิยมเดิมเอาไว้ เพราะตอนนี้รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเจอวิกฤตน้ำมันแพง ผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลางทำให้คะแนนนิยมกระทบกระเทือนไปไม่น้อย
จำเป็นที่จะต้องมีฝ่ายสนับสนุนที่แข็งแกร่งอย่างกองทัพและขั้วอนุรักษนิยมเดิม
โดยชื่อแรกที่มีข่าวสะพัดจะมาแทน พล.ท.อดุลย์คือ บิ๊กอ๊อบ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด เตรียมทหารรุ่น 24 ที่เพิ่งเกษียณราชการไปเมื่อตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา และได้ไปบวชเรียนธุดงค์เป็นเวลา 3 เดือน เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับทหารและประชาชนที่เสียชีวิตจากการสู้รบกับกัมพูชา
อีกทั้งเมื่อครั้งที่ พล.อ.ทรงวิทย์เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดก็มีบทบาทสำคัญในการวางแผนและบัญชาการการสู้รบกับกัมพูชา ประกอบกับการเป็นนายทหารที่มีแนวคิดสมัยใหม่ ทันสมัยและมีความรู้ รอบด้าน
โดยปัจจุบัน พล.อ.ทรงวิทย์ทำหน้าที่เป็นนักวิชาการด้านการทหารและความมั่นคง สอนหนังสือและบรรยายพิเศษให้กับนักเรียนทหาร ในหลายหลักสูตรของกองทัพ และที่กำลังจัดตั้งสถาบันศึกษาด้านความมั่นคงระดับประเทศ ร่วมกับนักวิชาการและอาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยเฉพาะจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ภาพลักษณ์ของ พล.อ.ทรงวิทย์จึงเป็นทั้งนายทหารสายบู๊และสายบุ๋น เพราะตอนที่อยู่กองทัพบกก็เติบโตมาในสายคอมแมนด์ ผ่านการเป็นผู้บังคับกองพัน ผู้บังคับการกรม และเป็น ผบ.พล.1 รอ. ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งสำคัญในเวลานั้น
แต่ด้วยเหตุที่ไปเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยเวอร์จิเนีย VMI ของสหรัฐอเมริกา จึงทำให้ไม่อาจขึ้นเป็น ผบ.ทบ.ได้ เพราะขัดประเพณี ที่ ผบ.ทบ.จะต้องจบจากโรงเรียนนายร้อย จปร.เท่านั้น แต่ก็ได้โยกไปขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแทน
ส่วนตัวนายอนุทินสนิทสนมกับ พล.อ.ทรงวิทย์มายาวนาน โดยเป็นลูกชายบิ๊กตุ๋ย พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี แกนนำ จปร.5 ที่รู้จักกันตั้งแต่รุ่นบิดาของนายอนุทิน
ก่อนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีนายอนุทินเองก็ไปพบปะพูดคุยส่วนตัว และรับประทานอาหารกับ พล.อ.ทรงวิทย์อยู่เป็นระยะ
แม้ว่าจะมีชื่ออยู่ในแคนดิเดตลิสต์ รมว.กลาโหมแต่เนื่องจาก พล.อ.ทรงวิทย์ติดกฎต้องเว้นวรรคทางการเมือง 2 ปีหลังจากพ้นตำแหน่งวุฒิสมาชิก ที่ครบกำหนดสองปีในวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 นี้จึงยังทำให้จังหวะไม่เหมาะสมที่จะมานั่งเป็น รมว.กลาโหมตอนนี้
ท่ามกลางกระแสข่าวคนละครึ่งคือจะให้ พล.ท.อดุลย์นั่ง รมว.กลาโหม 2 ปี และให้ พล.อ.ทรงวิทย์มานั่งต่ออีก 2 ปี จนเรียกขานกันว่า “สูตรนโยบายคนละครึ่งพลัส”
แต่อะไรก็ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับผลการทำงานและผลงานของ พล.ท.อดุลย์ ว่าในห้วงปีแรกจะสามารถแก้ปัญหาด้านความมั่นคงได้หรือไม่ และไม่ถูกทัวร์ลงแบบบิ๊กเล็ก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ จนทำให้กระทบคะแนนนิยมของรัฐบาล
หากเกิดปัญหาดังว่า พล.ท.อดุลย์อาจนั่งได้แค่ 1 ปีเท่านั้น และจะมีการเปลี่ยนตัว รมว.กลาโหม
จะเห็นได้ว่าในเบื้องแรกที่ พล.ท.อดุลย์ขึ้นมาเป็น รมว.กลาโหม ก็ได้พยายามแสดงผลงานทั้งการลงพื้นที่ชายแดน ทั้งการดูแลกำลังพล และการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ และการวางระบบด้านการสื่อสารของกระทรวงกลาโหมใหม่
นอกจากนี้ ยังถูกจับตามองว่าเป็นจังหวะที่เตรียมทหารรุ่น 26 ขึ้นมาอยู่ในอำนาจครบในทุกเหล่าทัพพอดี โดยระดับแกนนำท้ายๆ ที่จะเกษียณราชการในปี 2570-2571 ตามแผนของเตรียมทหารรุ่น 26 วางแผนให้ บิ๊กเต้ พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. จากสายรบพิเศษขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ. คนสุดท้ายของเตรียมทหารรุ่น 26 โดยจะเกษียณราชการพร้อม พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ในตุลาคม 2571
หลังจากนั้นจะผ่อนคลายอำนาจสู่เตรียมทหารรุ่น 28 ซึ่งก็ถือว่าเป็นรุ่นที่มีแกนนำคนสำคัญมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับ พล.อ.ทรงวิทย์มายาวนาน และก็รู้จักคุ้นเคยกับนายอนุทินเช่นกัน
แต่ที่ไม่อาจมองข้ามคือสถานการณ์อนาคตไม่มีอะไรแน่นอน เพราะนายอนุทินเองก็ต้องการที่จะควบ รมว.กลาโหมเช่นกัน แต่เพราะยังต้องดูแลกระทรวงมหาดไทย ในห้วงของการเปลี่ยนผ่านนี้ต่อไปก่อน ซึ่งก็ไม่แน่ว่าหากในอนาคตหากมีผู้ที่เหมาะสมมาเป็น รมว.มหาดไทยแทน นายอนุทินก็อาจควบ รมว.กลาโหมในระยะสั้นๆ ก็ได้
ทั้งนี้ น่าสังเกตว่านอกจาก พล.อ.ทรงวิทย์แล้ว ยังไม่มีชื่อของนายทหารคนอื่นมาเป็นแคนดิเดตนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกลาโหมเพิ่มเติม แม้ว่าเดิมจะเคยมีชื่อของบิ๊กแก้ว พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด แกนนำเตรียมทหารรุ่น 21 เคยได้รับการเสนอชื่อก็ตามแต่ก็จางหายไป
ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะว่าบรรดานายทหารรุ่นเก่าก็ล้วนสนับสนุนและเห็นความเหมาะสมของ พล.อ.ทรงวิทย์ หากได้มาทำหน้าที่ รมว.กลาโหม ในอนาคตอันใกล้น่าจะเหมาะสม
เพราะสำหรับ พล.อ.ทรงวิทย์ก็ถือว่าเป็นนายทหารที่เติบโตมาในขั้วอนุรักษนิยมเดิม แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นแกนนำของอดีตบิ๊กทหารในขั้วอนุรักษนิยมใหม่ ที่คุมกองทัพในห้วงที่ผ่านมา และยังมีบทบาทอยู่เบื้องหลังการวางโครงสร้างต่างๆ ของกองทัพไว้ โดยเฉพาะการรับมือสถานการณ์ชายแดนไทยและกัมพูชา
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กลาโหม คนละครึ่ง ‘บิ๊กดุลย์’ นั่ง สนามไชย 1 ก่อน ‘บิ๊กอ๊อบ’ จ่อคิว? เปิดดีล ‘อนุรักษนิยมใหม่’ ส่งท้าย ตท.26
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly