รับมือปุ๋ยเคมีแพงช่วงสงคราม! ชาวนาประโคนชัยลุยทำปุ๋ยอินทรีย์ ลดต้นทุน-ปลอดภัยต่อสุขภาพ
เกษตรกรผู้ปลูกข้าว กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเกียรติเจริญ ต.โคกม้า อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ไม่หวั่นหากปุ๋ยเคมีขาดแคลน-ราคาแพง จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง หลังหันมาทำปุ๋ยอินทรีย์ แทนการใช้ปุ๋ยเคมีมานานกว่า 10 ปี ได้ผลผลิตดีไม่แพ้ใช้ปุ๋ยเคมี แถมยังลดต้นทุน ดีต่อสุขภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมชวนชาวนาหันมาทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง ในช่วงฤดูกาลทำนาปีที่จะถึงนี้
วันที่ 18 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายถนอมศักดิ์ พันคูณ หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ และเจ้าหน้าที่เกษตร ลงพื้นที่ตรวจติดตามผลสำเร็จ ในการดำเนินงานของสมาชิกเกษตรกร กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเกียรติเจริญ ต.โคกม้า อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ หลังจากที่สำนักงานเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ และหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน
ได้เคยมีการรณรงค์ส่งเสริมเพื่อให้เกษตรกร กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเกียรติเจริญ ได้ปรับเปลี่ยนการทำนาและทำการเกษตร โดยให้หันมาผลิตปุ๋ยอินทร์ชีวภาพ และสารสกัดจากธรรมชาติ ไว้ใช้กันเองในพื้นที่แปลงการเกษตร เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี ช่วยลดต้นทุนการผลิต และเพื่อสุขภาพที่ดีต่อทั้งตัวเกษตรกรผู้ผลิต และประชาชนผู้บริโภค
นอกจากนี้ ยังถือเป็นการเตรียมความพร้อม รับมือกับผลกระทบด้านความมั่นคงทางอาหาร และความมั่นคงทางพลังงาน ที่เกิดจากผลกระทบของสงคราม ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศแถบตะวันออกกลาง และกำลังส่งผลกระทบทำให้เกิดวิกฤตน้ำมัน ซึ่งต่อไปอาจจะส่งผลกระทบกับราคาปุ๋ยเคมี ที่อาจจะเกิดความขาดแคลน และมีราคาที่สูงขึ้นจากเดิม เนื่องจากปุ๋ยเคมีถือเป็นอีกปัจจัยหลัก ของเกษตรกรในการทำการเกษตร อีกทั้งใกล้จะถึงฤดูกาลทำนาปีของชาวนาแล้วด้วย
โดยทางกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเกียรติเจริญ ได้มีการทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ และน้ำหมักสารสกัดจากธรรมชาติหลายชนิด ที่ล้วนเป็นเศษวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร และวัสดุเหลือใช้ที่หาได้ในท้องถิ่น มาเป็นส่วนประกอบหลัก เพื่อทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งทางกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเกียรติเจริญ ได้เลิกใช้ปุ๋ยเคมี และหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ และน้ำหมักสารสกัดจากธรรมชาติ มานานกว่า 10 ปีแล้ว
ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรของทางกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเกียรติเจริญ ไม่ว่าจะเป็นข้าว พืชผักสวนครัว และพืชไร่ต่างๆ ล้วนมีผลผลิตและคุณภาพที่ดีไม่ต่างจากการใช้ปุ๋ยเคมี รวมถึงยังเป็นการลดต้นทุนการผลิต ปลอดภัยต่อสุขภาพ และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย
นายถนอมศักดิ์ พันคูณ หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ได้มีการส่งเสริมให้พี่น้องเกษตรกร ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เอง โดยได้มีการส่งเสริมกับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอินทรีย์ กลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ และกลุ่มเกษตรกรต่างๆ เพราะการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ยังช่วยลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีที่จะมีราคาสูงขึ้นในอนาคต และยังเป็นการลดต้นทุนการผลิต ซึ่งการทำปุ๋ยอินทรีย์นั้น ล้วนใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น ฟางข้าว มูลสัตว์ และเศษพืชต่าง ๆ เพราะนอกจากการส่งเสริมทำปุ๋ยอินทรีย์แล้ว ยังมีปุ๋ยน้ำมันหมักชีวภาพ และสารสกัดชีวภาพ เพื่อนำมาใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อเป็นการลดการขาดแคลนปุ๋ยเคมี และปุ๋ยเคมีแพง จากผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง
ในระยะยาวนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรแล้ว ยังช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งจะเป็นการช่วยพัฒนาการเกษตรไปสู่ระบบ เกษตรที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงในห้วงนี้ใกล้ถึงฤดูกาลทำนาปีของชาวนาแล้ว อยากรณรงค์ส่งเสริมให้ชาวนาได้หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ แทนการใช้ปุ๋ยเคมี
ด้าน นางชนิดา ศรีละ ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเกียรติเจริญ กล่าวว่า แต่เดิมชาวบ้านได้มีการทำนาแบบต่างคนต่างทำตามวิถีของตนเอง ต่อมาภายหลังหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ได้เข้ามาให้การสนับสนุนและส่งเสริมในด้านต่างๆ จนเกิดการรวมเป็นกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเกียรติเจริญ ซึ่งในปัจจุบันนี้มีสมาชิกรวมกว่า 50 คน ได้ปลูกข้ามหอมมะลิ 105 ได้ตามมาตรฐาน GAP ตรงตามที่ตลาดต้องการ โดยข้าวที่ผลิตเป็นข้าวอินทรีย์แท้ 100% คือปราศจากสารเคมี เพราะทางกลุ่มได้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และสารกสัดจากธรรมชาติ ทั้งใช้เองและจำหน่ายมานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยไม่ใช้สารเคมีใดเลย
ส่วนการทำปุ๋ยอินทรีย์นั้น ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเกียรติเจริญ บอกว่าทำไม่ยากเลย แค่นำวัตถุดิบจำพวกเศษวัชพืชต่าง ๆ ทั้งพวกหอย ปู ปลา มาเป็นส่วนผสมของปุ๋ยอินทรีย์ และช่วงนี้ใกล้ถึงฤดูกาลทำนาปีแล้ว รวมถึงช่วงนี้ก็เกิดสถานการณ์สงครามใสนตะวันออกกลาง เชื่อว่าปุ๋ยเคมีน่าจะมีราคาสูงขึ้นจากเดิม จึงอยากให้ชาวนาและเกษตรกรทุกคนได้หันมาเริ่มต้นลองทำปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เอง โดยเริ่มจากแปลงเล็ก ๆ ก่อนแล้วค่อยๆปรับเปลี่ยน ซึ่งตนเองขอยืนยันว่าปุ๋ยอินทรีย์ นั้นมีคุณภาพของผลผลิตไม่แตกต่างจากปุ๋ยเคมีเลย ทั้งยังเป็นการลดผลผลิต ผู้ผลิตและผู้บริโภคปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง และยังเป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย