ส.อ.ท. ชงรัฐอุดหนุนราคาน้ำมันผ่านจ๊อบเบอร์ สกัดต้นทุนผลิตดันราคาสินค้าพุ่ง
ส.อ.ท. เสนอรัฐอุดหนุนราคาน้ำมัน ที่ซื้อผ่านจ๊อบเบอร์ ช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหนัก หวั่นต้นทุนพุ่งดันราคาสินค้าเพิ่ม
นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าภาคอุตสาหกรรมมีข้อเสนอให้ภาครัฐใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้ามาอุดหนุนราคาน้ำมันที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม และภาคการเกษตรที่ซื้อขายผ่านผู้ค้าน้ำมันคนกลาง หรือจ๊อบเบอร์ เพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันเขย่ง
ทั้งนี้ เนื่องจากราคาที่ซื้อผ่านจ๊อบเบอร์เป็นราคาที่สะท้อนตามกลไกตลาดจริง ทำให้ราคาขายหน้าปั๊มถูกกว่าราคาที่ซื้อผ่านจ็อบเบอร์ 11-12 บาท/ลิตร ควบคู่กับการปรับแผนขนส่งน้ำมัน ให้กระจายไปในพื้นที่ต่างๆ อย่างทั่วถึง
โดยหากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 1-2 บาท/ลิตร จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าขนส่งเพิ่ม 3-5% และอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าเล็กน้อย แต่หากน้ำมันเพิ่มขึ้น 2-4 บาท/ลิตร จะกระทบต้นทุนขนส่งเพิ่ม 5-10% ส่งผลต่อราคาสินค้าเพิ่มขึ้น รวมถึงค่าไฟอาจสูงขึ้นมากกว่าหน่วยละ 4 บาท
ประกอบกับความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า จะส่งผลให้ค่าไฟเพิ่มขึ้น 3-5% ทำให้เกิดสภาพคล่องมีปัญหาโดยเฉพาะอุตสาหกรรมหนัก และเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างแท้จริง
กรณีเลวร้ายสุด หากน้ำมันเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 บาท/ลิตร เหมือนปี 2565-66 ภายใต้สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกสูงกว่า 120 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งรัฐบาลเคยทนตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 35 บาท/ลิตร จนฐานะกองทุนติดลบ 130,000 ล้านบาท ทำให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น 15-20% ค่าไฟเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 5.16 บาท/หน่วย ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 6-8%
“หากเป็นไปตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ฯ พยากรณ์ไว้ โดยราคาน้ำมันตลาดโลกอยู่ที่ 100-125 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) จะโตเหลือ 1.3% ถ้าราคาน้ำมันมากกว่า 125-140 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จีดีพีไทยอาจโตเหลือ 1.1% แต่หากสถานการณ์จบเร็วไม่ยืดเยื้อก็จะส่งผลกระทบไม่มาก”
นายเกรียงไกร กล่าวว่า ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนขนส่ง ภาคการเกษตร รวมถึงการขาดแคลนวัตถุดิบปิโตรเคมีบางตัว ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย รวมถึงแร่ธาตุสำคัญต่างๆ เช่นอะลูมิเนียม วัสดุก่อสร้าง และโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็กที่มีต้นทุนพลังงานถึง 50% ของการผลิต อีกทั้งอิหร่านเป็นประเทศผู้ส่งออกเหล็กรายใหญ่ของโลก ทำให้กำลังการผลิตหายไปด้วย
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเยื่อกระดาษ แก้ว ปูนซีเมนต์ เซรามิก และปิโตรเคมีที่มีต้นทุนพลังงาน 35-50% ยังได้รับผลกระทบต่อการปรับราคาในอนาคต โดยเฉพาะโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกบางแห่งที่หยุดผลิต ทำให้วัตถุดิบขาดแคลน ขณะนี้อยู่ระหว่างหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบจากที่อื่นมาทดแทน
“ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตเหล็กแพงขึ้น เพราะบางโรงใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตมีต้นทุน 7-8 บาท/ลิตร ซึ่งขณะนี้มีโอกาสที่ต้นทุนจะปรับเพิ่มขึ้นไป 4 เท่า อยู่ที่ 23-24 บาท/ลิตร ซึ่งโรงงานผลิตเหล็กบางแห่งใช้น้ำมันเดือนละ 25 ล้านลิตร เท่ากับว่าจะทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้นจาก 20-30%เป็น 100 ล้านบาท”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส.อ.ท. ชงรัฐอุดหนุนราคาน้ำมันผ่านจ๊อบเบอร์ สกัดต้นทุนผลิตดันราคาสินค้าพุ่ง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th