น้ำมันพุ่ง $105 ทุบสถิติรอบ 3 ปี!— สัญญาณอันตรายหรือแค่เรื่องบังเอิญ?
น้ำมันพุ่ง $105 ทุบสถิติรอบ 3 ปี! สัญญาณอันตรายหรือแค่เรื่องบังเอิญ?
ราคาน้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate — มาตรฐานราคาน้ำมันดิบของสหรัฐอเมริกา) ทะลุระดับ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จากท่าทีของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ทุกครั้งในอดีตที่น้ำมันพุ่งแตะระดับนี้ Bitcoin เคยปรับตัวลงอย่างหนักตามมา แต่ข้อมูลเพียง 3 ครั้งใน 12 ปีนั้นเพียงพอที่จะสร้าง “กฎ” ได้จริงหรือ?
น้ำมัน $105: เส้นแบ่งที่ตลาดหวาดหวั่น
ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นเหนือ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ออกมาระบุว่าต้องการให้สหรัฐฯ ควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมันในอิหร่าน “อย่างไม่มีกำหนด” ซึ่งจุดกระแสความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันในตลาดโลกทันที
ราคา Bitcoin/USD (สีน้ำเงิน ซ้าย) เทียบกับราคาน้ำมัน WTI (สีแดง ขวา) ที่มา: TradingView
สำหรับนักลงทุน Bitcoin ตัวเลข $105 ไม่ใช่แค่ราคาน้ำมัน แต่มันคือ “จุดอันตราย” ที่มีประวัติศาสตร์ย้อนหลังในทุกครั้งที่น้ำมันพุ่งแตะระดับนี้ Bitcoin มักเผชิญแรงเทขายอย่างหนักตามมา แต่เมื่อมองข้อมูลอย่างรอบด้านแล้ว ภาพที่ได้อาจซับซ้อนกว่าที่คิด
ราคา Bitcoin/USD (สีน้ำเงิน ซ้าย) เทียบกับราคาน้ำมัน WTI (สีแดง ขวา) ที่มา: TradingView
ย้อนอดีต 3 ครั้งที่น้ำมันแตะ $105
ครั้งที่ 1 — มิถุนายน 2014: ISIS บุกอิรัก
วันที่ 12 มิถุนายน 2557 WTI ขึ้นเหนือ $105 หลังกลุ่ม ISIS บุกยึด Mosul และ Tikrit ในอิรัก ราคา Bitcoin ขณะนั้นอยู่ที่ราว $600 และแม้ในสัปดาห์แรกตลาดยังนิ่ง แต่ภายในเวลาไม่ถึง 10 สัปดาห์ Bitcoin ร่วงหนักถึง 21% เหลือราว $468 และต้องใช้เวลากว่า 2 ปี กว่าจะกลับมายืนเหนือ $600 ได้อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่าตลาดหมีช่วงนั้นมีปัจจัยภายในวงการเองรุนแรงกว่า นั่นคือการล้มละลายของ Mt. Gox (กระดานเทรด Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุดในโลกขณะนั้น) ในช่วงกุมภาพันธ์ 2557 ก่อนหน้านั้น ซึ่งเป็นแรงกดดันสะสมที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นตลาดในระยะยาว
ครั้งที่ 2 — มีนาคม 2022: รัสเซีย-ยูเครน
วันที่ 1 มีนาคม 2565 WTI ทะยานเหนือ $105 เมื่อความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนทวีความรุนแรง Bitcoin ซึ่งอยู่ที่ $44,370 ร่วงลงมาแตะ $38,100 ภายใน 7 วัน หรือ -14% แต่ที่น่าแปลกใจคือการสูญเสียนี้ได้รับการ “ฟื้นคืน” อย่างสมบูรณ์ภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือน แม้ว่าน้ำมันจะยังคงอยู่เหนือ $105 ต่อเนื่อง
ครั้งที่ 3 — พฤษภาคม 2022: EU คว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย
วันที่ 4 พฤษภาคม 2565 WTI พุ่งขึ้นอีกครั้งหลังสหภาพยุโรปประกาศแผนคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียแบบเป็นขั้นตอน รอบนี้หนักหน่วงกว่ามาก — Bitcoin ร่วง 27% ใน 7 วัน และตลาดเข้าสู่ ตลาดหมียาวนาน 19 เดือน กว่าจะฟื้นตัวกลับมายืนเหนือ $39,700
แต่นักวิเคราะห์ชี้ว่า ตลาดหมีช่วงนั้นสัมพันธ์อย่างมากกับการล่มสลายของ Terra-LUNA (โครงการ Stablecoin และ Ecosystem ขนาดใหญ่ที่พังครืนในพฤษภาคม 2565) ซึ่งสร้างความเสียหายหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในวงการคริปโตโดยตรง
สหสัมพันธ์จริง หรือแค่ความบังเอิญ?
ข้อมูล 3 ครั้งใน 12 ปีนั้นน้อยเกินกว่าจะสรุปเป็นกฎได้ทางสถิติ ในทุกครั้งที่ Bitcoin ร่วงหนักหลังน้ำมัน $105 ล้วนมีปัจจัยเฉพาะของวงการคริปโตเองซ้อนทับอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็น Mt. Gox ในปี 2557 หรือ Terra-LUNA ในปี 2565 การ “ตำหนิ” ราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียวว่าเป็นต้นเหตุจึงดูฟังดูไม่รัดกุม
ในปัจจุบัน ตลาด Bitcoin มีโครงสร้างที่แตกต่างจากทศวรรษก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งการเข้ามาของสถาบันการเงิน การอนุมัติ Bitcoin Spot ETF ในสหรัฐฯ รวมถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของ Bitcoin ในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (Safe Haven Asset) ในบางสถานการณ์ ทำให้กลไกตลาดซับซ้อนขึ้นมาก
อ้างอิงต้นฉบับ: CoinTelegraph
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/oil-prices-105-bitcoin-crash-correlation
Ethereum Foundation เร่งสเตก ETH ครั้งใหญ่ที่สุด 22,517 ETH มูลค่า 46.2 ล้านดอลลาร์ หลังขาย OTC ให้ BitMine
Ethereum Foundation (EF) เปิดฉากการสเตก ETH ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ขององค์กร โดยฝาก 22,517 ETH มูลค่าราว 46.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าสู่ Beacon Deposit Contract ในวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการสเตกสูงสุด 70,000 ETH ที่เริ่มต้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ โดยมูฟครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ EF เพิ่งปิดดีลขาย ETH แบบ OTC ให้กับ BitMine Immersion Technologies มูลค่า 10.2 ล้านดอลลาร์
สเตกครั้งใหญ่ที่สุด: 11 ธุรกรรม รวม 22,517 ETH
ข้อมูลจาก Arkham Intelligence เผยว่า Multisignature Wallet (กระเป๋าเงินดิจิทัลที่ต้องใช้หลายลายเซ็นต์ในการอนุมัติธุรกรรม เพื่อเพิ่มความปลอดภัย) ของ Ethereum Foundation ได้ทำการฝาก ETH เข้า Ethereum Beacon Deposit Contract (สัญญาอัจฉริยะที่รับฝาก ETH เพื่อเข้าร่วมเป็น Validator ในระบบ Proof-of-Stake) จำนวน 11 ครั้ง ในวันจันทร์ที่ผ่านมา
EF staking ETH ที่มา: Arkham
แต่ละครั้งมีจำนวนประมาณ 2,047 ETH รวมทั้งสิ้น 22,517 ETH คิดเป็นมูลค่าราว 46.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นการสเตกครั้งเดียวที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ EF เริ่มโครงการนี้
EF เริ่มต้นสเตก ETH ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยฝากครั้งแรก 2,016 ETH พร้อมประกาศแผนสเตกสูงสุดถึง 70,000 ETH โดยผลตอบแทนที่ได้จะถูกนำกลับไปลงทุนในงานวิจัย การพัฒนาระบบนิเวศ และทุนสนับสนุนโครงการต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการฝากย่อยอีก 31 ETH ก่อนหน้านี้ในเดือนเดียวกัน ทำให้ยอด ETH ที่สเตกสะสมรวมอยู่ที่ประมาณ 24,564 ETH แล้ว
แนวทางนี้ถือเป็นการเปลี่ยนโมเดลทางการเงินครั้งสำคัญของ EF จากเดิมที่พึ่งพาการขาย ETH เป็นระยะๆ ซึ่งมักถูกวิพากษ์วิจารณ์จากชุมชนว่าส่งผลกดดันราคาตลาด มาเป็นการสร้างรายได้แบบ Yield (ผลตอบแทนจากการสเตก) ที่ยั่งยืนกว่า
ดีล OTC กับ BitMine: ขาย 5,000 ETH มูลค่า 10.2 ล้านดอลลาร์
ก่อนหน้าการสเตกครั้งนี้ EF ได้ปิดดีลขาย ETH แบบ OTC (Over-the-Counter หรือการซื้อขายนอกตลาดโดยตรงระหว่างสองฝ่าย โดยไม่ผ่านกระดานซื้อขาย) จำนวน 5,000 ETH ให้กับ BitMine Immersion Technologies (บริษัทขุดคริปโตที่กำลังปรับตัวเป็น Ethereum Treasury Company) ในมูลค่าราว 10.2 ล้านดอลลาร์
EF ระบุว่าเงินที่ได้จากการขายจะนำไปสนับสนุนการดำเนินงานหลักขององค์กร ทั้งการวิจัยโปรโตคอล การเติบโตของระบบนิเวศ และทุนสนับสนุนชุมชน
ดีลนี้ถือเป็น OTC Sale ครั้งที่สองของ EF กับองค์กรบริษัท ต่อจากการขาย 10,000 ETH ให้ SharpLink Gaming ในเดือนกรกฎาคม 2568
ปัจจุบัน EF ถือครองสินทรัพย์ On-Chain (บนเครือข่ายบล็อกเชน) มูลค่ารวมประมาณ 361 ล้านดอลลาร์ โดยแทบทั้งหมดหรือราว 360.8 ล้านดอลลาร์เป็น ETH บนเครือข่าย Ethereum หลัก และมีเงินสดบนเครือข่ายอื่นๆ อาทิ Arbitrum, Optimism และ Bitcoin ในสัดส่วนเล็กน้อย
ราคา ETH ยังเผชิญแรงกดดัน
ในด้านของตลาด ราคา Ether ปรับตัวลงต่ำกว่า 2,000 ดอลลาร์ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความกังวลว่าอาจเกิด Correction (การปรับฐาน) ลึกกว่านี้
นักวิเคราะห์หลายราย อาทิ Onur, CryptoWZRD และ Ted Pillows ต่างชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวซ้ำหลายครั้งของราคาในการฝ่าแนวต้านที่ 2,200 ดอลลาร์ พร้อมโมเมนตัมที่อ่อนแรงลง โดยบางส่วนเตือนว่า ETH อาจลดลงสู่โซน 1,750–1,850 ดอลลาร์
ขณะที่ข้อมูลจาก Capriole Investments ระบุว่า Demand (ความต้องการ) ของ ETH ในตลาดพลิกเป็นแดง และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 16 เดือน
อ้างอิงต้นฉบับ: CoinDesk / cointelegraph
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/ethereum-foundation-accelerates-70k-eth-staking
วาฬใจเด็ด! เปิด Short Bitcoin 53 ล้านดอลลาร์บน Hyperliquid เดิมพันหลุด $65,000
นักลงทุนรายใหญ่นิรนามบนแพลตฟอร์ม Hyperliquid (กระดานเทรด Perpetual Futures แบบกระจายศูนย์บน Blockchain) ได้เปิดสถานะ Short Bitcoin มูลค่า 53 ล้านดอลลาร์ โดยตั้งราคา Liquidation ไว้ที่ 80,630 ดอลลาร์ ในขณะที่ราคา BTC ยังคงแกว่งตัวอยู่ในโซน 65,000–67,000 ดอลลาร์ พอร์ตโฟลิโอของวาฬรายนี้ยังสะท้อนมุมมองมาโครเชิงลบ ครอบคลุมตั้งแต่น้ำมัน เงิน ไปจนถึง Altcoin หลายตัว
วาฬรายนี้เป็นใคร และเดิมพันอะไร?
วาฬที่ถูกระบุด้วยที่อยู่ Wallet 0x007d76c0ba…443d967a0 ได้เปิดสถานะ Short Bitcoin ด้วย Leverage บน Hyperliquid ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา และยังคงเพิ่มขนาดการลงทุนต่อเนื่องแม้ราคา BTC จะผันผวน โดยตั้งราคา Liquidation (ราคาที่สถานะจะถูกบังคับปิด) ไว้ที่ 80,630 ดอลลาร์
Hyperliquid whale 0x007d76c0ba…443d967a0 ที่มา: CoinGlass
ข้อมูลจาก CoinGlass เผยให้เห็นภาพพอร์ตโฟลิโอมาโครที่ใหญ่กว่านั้น ได้แก่:
- Long Brent Crude Oil(น้ำมันดิบเบรนท์) มูลค่า 7 ล้านดอลลาร์
- Short Silver(เงิน) มูลค่า 10 ล้านดอลลาร์
- Short Altcoinหลายตัวรวมถึง Ether (ETH) มูลค่ารวม 21 ล้านดอลลาร์
พูดง่ายๆ ก็คือ วาฬรายนี้ไม่ได้แค่เดิมพันว่า Bitcoin จะลง แต่กำลังเล่นเกมส์มาโครแบบครบวงจร
S&P 500 futures (ซ้าย) เทียบกับ Bitcoin/USD (ขวา) ที่มา: TradingView
สงครามและน้ำมัน: แรงขับเคลื่อนหลักของพอร์ตนี้
ภูมิหลังสำคัญของการเดิมพันครั้งนี้คือสงครามในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน Brent Crude ขยับขึ้นแตะ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 48% จากปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมวาฬจึงเปิด Long น้ำมัน
ในขณะเดียวกัน การ Short เงิน (Silver) ก็มีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์รองรับ เนื่องจากเกือบครึ่งหนึ่งของความต้องการเงินมาจากภาคอุตสาหกรรม หากสงครามกระทบเศรษฐกิจโลก ความต้องการเงินในอุตสาหกรรมจะลดลงตาม
ทางการเมือง ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างว่ามี “ความคืบหน้าครั้งใหญ่” ในการเจรจา แต่ในขณะเดียวกันก็ขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน — ความไม่แน่นอนนี้กดดันให้นักลงทุนทั่วโลกหลีกเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยง
กฎระเบียบคริปโตยังเป็นหมอกควัน
นอกจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ความไม่ชัดเจนด้านกฎหมายในสหรัฐฯ ยังกดดันตลาดคริปโตอย่างต่อเนื่อง Pierre Rochard ซีอีโอของ The Bitcoin Bond Company (บริษัทพันธบัตรที่ใช้ Bitcoin เป็นหลักประกัน) เตือนว่าหน่วยงานกำกับดูแลยังไม่มีกรอบที่ชัดเจนสำหรับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin โดยเฉพาะ
ร่างกฎหมาย “Digital Asset PARITY Act”* ที่ออกมาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาก็ยังไม่ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การยกเว้นภาษีสำหรับธุรกรรม Bitcoin ขนาดเล็ก และการปฏิบัติทางภาษีสำหรับนักขุด Bitcoin ตามที่ Conner Brown ผู้บริหาร Bitcoin Policy Institute ชี้ให้เห็น*
ข้อมูลแรงงานสหรัฐฯ — ตัวแปรถัดไปที่ต้องติดตาม
สัปดาห์นี้มีข้อมูลสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตา:
- วันอังคาร— รายงาน JOLTS (Job Openings and Labor Turnover Survey) ข้อมูลตำแหน่งงานว่างและการจ้างงาน
- วันพุธ— รายงาน ADP Private Payrolls ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชน
- วันศุกร์— รายงาน Non-Farm Payrolls ประจำเดือนมีนาคม (แม้วันศุกร์จะเป็นวันหยุดของสหรัฐฯ แต่ข้อมูลยังคงถูกเผยแพร่)
ตัวเลขเหล่านี้จะชี้ทิศทางว่า Fed จะลดดอกเบี้ยเร็วหรือช้า และจะส่งผลโดยตรงต่อ Sentiment (ความรู้สึกของตลาด) ต่อสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท
การเปลี่ยนแปลงรายเดือนของจำนวนผู้มีงานทำนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ที่มา: AdvisorPerspectives
Strategy และการหยุดพักซื้อ BTC
ปัจจัยเพิ่มเติมที่กดดัน Sentiment ในระยะสั้นคือการที่ Strategy (MSTR US) ซึ่งเป็นบริษัทที่สะสม Bitcoin มากที่สุดในโลก ดูเหมือนจะหยุดพักการซื้อ BTC หลังจาก 13 สัปดาห์ที่ซื้อต่อเนื่อง แม้นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าการวิตกกังวลนี้อาจเกินจริง เพราะ Strategy เพิ่งประกาศแผนระดมทุนมูลค่ารวม 44,100 ล้านดอลลาร์ สำหรับซื้อ Bitcoin ในอนาคต รวมถึงหุ้น Stretch (STRC US) ซึ่งเป็นหุ้น Perpetual Yield (ให้ผลตอบแทนแบบถาวร) ตัวใหม่
อ้างอิงต้นฉบับ: CoinTelegraph
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/hyperliquid-whale-53m-bitcoin-short-iran-war