“เงินเฟ้อสหรัฐ” พุ่งสูงสุดรอบ 3 ปี เซ่นสงครามตะวันออกกลาง-พลังงานแพง
"เงินเฟ้อสหรัฐ" พุ่งสูงสุดรอบ 3 ปี หลังราคาพลังงาน อาหาร และค่าเช่าพุ่งจากผลกระทบสงครามอิหร่าน กดดันค่าครองชีพชาวอเมริกัน และเพิ่มแรงเสี่ยงทางการเมืองต่อทรัมป์
วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เวลา 01.10 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เงินเฟ้อผู้บริโภคของสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในเดือน เม.ย. โดยอัตราเงินเฟ้อรายปีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี เพิ่มแรงกดดันทางการเมืองต่อโดนัลด์ ทรัมป์ และพรรครีพับลิกัน ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้
กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน เม.ย. เพิ่มขึ้น 0.6% จากเดือนก่อน หลังจากพุ่ง 0.9% ในเดือนมี.ค. ส่วนอัตราเงินเฟ้อรายปีเพิ่มขึ้นเป็น 3.8% จาก 3.3% ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2566 และสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์
แรงกดดันสำคัญมาจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากสงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน โดยราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 3.8% ในเดือน เม.ย. หลังจากพุ่ง 10.9% ในเดือน มี.ค. ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 5.4% และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทอื่น รวมถึงดีเซล พุ่งขึ้นถึง 17% นอกจากนี้ค่าไฟฟ้ายังปรับตัวสูงขึ้นจากความต้องการใช้พลังงานของศูนย์ข้อมูลที่รองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ด้านราคาอาหารก็เร่งตัวขึ้นเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้น 0.5% หลังทรงตัวในเดือนก่อน ขณะที่ราคาอาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตเพิ่มขึ้น 0.7% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2565
ราคาเนื้อวัวเพิ่มขึ้น 2.7% ส่วนราคากาแฟเพิ่มขึ้น 2% ขณะที่ผักและผลไม้แพงขึ้น 1.8% และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 1.1% รวมถึงราคาผลิตภัณฑ์นมและไข่ที่ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน โดยนักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าปัญหาขาดแคลนปุ๋ยอาจทำให้ราคาอาหารเพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคต
รายงานยังชี้ว่า ค่าเช่าและค่าตั๋วเครื่องบินเป็นอีกปัจจัยที่หนุนเงินเฟ้อ โดยค่าเช่าเพิ่มขึ้น 0.5% หลังเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ในเดือนก่อน ขณะที่ค่าห้องพักโรงแรมและโมเทล รวมถึงค่าโดยสารสายการบิน ต่างเพิ่มขึ้น 2.8%
เมื่อหักหมวดอาหารและพลังงานออกแล้ว ดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) เพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือน เม.ย. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2568 และทำให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานรายปีเพิ่มขึ้นเป็น 2.8%
นักเศรษฐศาสตร์มองว่า เงินเฟ้อที่ยังร้อนแรง ประกอบกับตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง จะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยต่อไปจนถึงปี 2570 โดยก่อนหน้านี้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50%-3.75%
ข้อมูลล่าสุดยังสะท้อนว่า ค่าจ้างแรงงานเริ่มตามเงินเฟ้อไม่ทันเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ส่งผลให้ครัวเรือนอเมริกันเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพมากขึ้น
Janelle Jones นักวิจัยอาวุโสจาก The Century Foundation กล่าวว่า “ราคาสินค้ากำลังเพิ่มขึ้นทุกที่ และครอบครัวจำนวนมากกำลังดิ้นรนเพื่อรับมือ”
แม้ทรัมป์จะเสนอแนวคิดลดภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงของรัฐบาลกลาง 18.4 เซนต์ต่อแกลลอน เพื่อช่วยลดราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าเป็นเพียงมาตรการบรรเทาระยะสั้น
ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซกำลังกระทบห่วงโซ่อุปทานโลก และอาจส่งผลให้ต้นทุนสินค้าขนส่งทางถนนเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป
Joseph Brusuelas หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ RSM กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐกำลังเผชิญความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ stagflation แบบอ่อน หรือภาวะที่เงินเฟ้อสูงแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว
ด้านตลาดการเงินตอบสนองเชิงลบต่อข้อมูลเงินเฟ้อ โดยดัชนีหุ้นวอลล์สตรีทร่วงลง ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น
Scott Anderson หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สหรัฐของ BMO Capital Markets กล่าวว่า “การปิดช่องแคบฮอร์มุซกำลังสร้างความเสียหายอย่างมากต่อความสามารถของเฟดในการควบคุมเงินเฟ้อ”
อ้างอิง : reuters.com