โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“เงินเฟ้อสหรัฐ” พุ่งสูงสุดรอบ 3 ปี เซ่นสงครามตะวันออกกลาง-พลังงานแพง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 13 พ.ค. เวลา 11.25 น. • เผยแพร่ 13 พ.ค. เวลา 04.25 น.

"เงินเฟ้อสหรัฐ" พุ่งสูงสุดรอบ 3 ปี หลังราคาพลังงาน อาหาร และค่าเช่าพุ่งจากผลกระทบสงครามอิหร่าน กดดันค่าครองชีพชาวอเมริกัน และเพิ่มแรงเสี่ยงทางการเมืองต่อทรัมป์

วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เวลา 01.10 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เงินเฟ้อผู้บริโภคของสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในเดือน เม.ย. โดยอัตราเงินเฟ้อรายปีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี เพิ่มแรงกดดันทางการเมืองต่อโดนัลด์ ทรัมป์ และพรรครีพับลิกัน ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้

กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน เม.ย. เพิ่มขึ้น 0.6% จากเดือนก่อน หลังจากพุ่ง 0.9% ในเดือนมี.ค. ส่วนอัตราเงินเฟ้อรายปีเพิ่มขึ้นเป็น 3.8% จาก 3.3% ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2566 และสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

แรงกดดันสำคัญมาจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากสงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน โดยราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 3.8% ในเดือน เม.ย. หลังจากพุ่ง 10.9% ในเดือน มี.ค. ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 5.4% และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทอื่น รวมถึงดีเซล พุ่งขึ้นถึง 17% นอกจากนี้ค่าไฟฟ้ายังปรับตัวสูงขึ้นจากความต้องการใช้พลังงานของศูนย์ข้อมูลที่รองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ด้านราคาอาหารก็เร่งตัวขึ้นเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้น 0.5% หลังทรงตัวในเดือนก่อน ขณะที่ราคาอาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตเพิ่มขึ้น 0.7% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2565

ราคาเนื้อวัวเพิ่มขึ้น 2.7% ส่วนราคากาแฟเพิ่มขึ้น 2% ขณะที่ผักและผลไม้แพงขึ้น 1.8% และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 1.1% รวมถึงราคาผลิตภัณฑ์นมและไข่ที่ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน โดยนักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าปัญหาขาดแคลนปุ๋ยอาจทำให้ราคาอาหารเพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคต

รายงานยังชี้ว่า ค่าเช่าและค่าตั๋วเครื่องบินเป็นอีกปัจจัยที่หนุนเงินเฟ้อ โดยค่าเช่าเพิ่มขึ้น 0.5% หลังเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ในเดือนก่อน ขณะที่ค่าห้องพักโรงแรมและโมเทล รวมถึงค่าโดยสารสายการบิน ต่างเพิ่มขึ้น 2.8%

เมื่อหักหมวดอาหารและพลังงานออกแล้ว ดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) เพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือน เม.ย. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2568 และทำให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานรายปีเพิ่มขึ้นเป็น 2.8%

นักเศรษฐศาสตร์มองว่า เงินเฟ้อที่ยังร้อนแรง ประกอบกับตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง จะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยต่อไปจนถึงปี 2570 โดยก่อนหน้านี้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50%-3.75%

ข้อมูลล่าสุดยังสะท้อนว่า ค่าจ้างแรงงานเริ่มตามเงินเฟ้อไม่ทันเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ส่งผลให้ครัวเรือนอเมริกันเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพมากขึ้น

Janelle Jones นักวิจัยอาวุโสจาก The Century Foundation กล่าวว่า “ราคาสินค้ากำลังเพิ่มขึ้นทุกที่ และครอบครัวจำนวนมากกำลังดิ้นรนเพื่อรับมือ”

แม้ทรัมป์จะเสนอแนวคิดลดภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงของรัฐบาลกลาง 18.4 เซนต์ต่อแกลลอน เพื่อช่วยลดราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าเป็นเพียงมาตรการบรรเทาระยะสั้น

ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซกำลังกระทบห่วงโซ่อุปทานโลก และอาจส่งผลให้ต้นทุนสินค้าขนส่งทางถนนเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป

Joseph Brusuelas หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ RSM กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐกำลังเผชิญความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ stagflation แบบอ่อน หรือภาวะที่เงินเฟ้อสูงแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว

ด้านตลาดการเงินตอบสนองเชิงลบต่อข้อมูลเงินเฟ้อ โดยดัชนีหุ้นวอลล์สตรีทร่วงลง ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น

Scott Anderson หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สหรัฐของ BMO Capital Markets กล่าวว่า “การปิดช่องแคบฮอร์มุซกำลังสร้างความเสียหายอย่างมากต่อความสามารถของเฟดในการควบคุมเงินเฟ้อ”

อ้างอิง : reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...